บทที่ 12 บทที่ 12
ทันใดนั้นก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังแทรกขึ้น
“ใครมารบกวนเวลาเช้าวันหยุดแบบนี้เหรอติณณ์” ภูมิระพีตะโกนถามก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างตัวเขา
“เขามาผิดห้องและกำลังจะกลับ”
“ฉันเป็นพ่อของติณณ์” ไตรภพเอ่ยกับเพื่อนของบุตรชาย
“สวัสดีครับคุณพ่อ ผมภูมิระพีเป็นเพื่อนของติณณ์ครับ เชิญคุณพ่อเข้ามาด้านในก่อนดีไหมครับ”
“ที่นี่ไม่ต้อนรับเขาภูมิ” ติณณภพเอ่ยเสียงเข้ม
“แต่เขาเป็นพ่อของนายนะติณณ์ เชิญครับคุณพ่อ”
ไตรภพและอาทรเดินเข้าไปในห้องพักของบุตรชายโดยไม่ลังเล ในขณะที่ติณณภพทำได้แค่เดินตามมานั่งกอดอกบนโซฟาตรงข้ามกับที่บุคคลทั้งสองนั่งอยู่
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“นายจะไปไหน” ติณณภพเอ่ยถามเสียงดัง เมื่อเพื่อนตัวดีเอ่ยขอตัวดื้อๆ
“ฉันจะเปิดโอกาสให้นายได้พูดคุยกับพ่อตามลำพัง”
“ไม่จำเป็น...นั่งลง”
“แต่...”
ติณณภพตวัดสายตาไปมองเพื่อนรักก่อนจะเอ่ย
“ไม่มีคำว่าแต่ภูมิ ฉันบอกให้นายนั่งลง”
ภูมิระพีจำใจต้องนั่งลงตามคำบอกของเพื่อน แม้ภายนอกของติณณภพจะดูเยือกเย็น แต่ภูมิระพีรู้ดีว่าภายในใจเพื่อนหาเป็นเช่นนั้น ตรงกันข้ามอารมณ์ของติณณภพพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลา เพียงแต่มันถูกบดบังด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกเท่านั้น
“มีอะไรอยากจะพูดก็รีบพูดมา” นอกจากน้ำเสียงที่พูดจะห้วนสั้นแล้วสีหน้าของเขายังดูเย็นชา บอกตามตรงเขาไม่อยากที่จะให้การต้อนรับบุคคลทั้งสองเลยสักนิด แต่ภูมิระพีดันยุ่งไม่เข้าเรื่อง ไปเชิญชวนให้ทั้งคู่เข้ามาพูดคุยกันด้านใน
จากน้ำเสียง สีหน้า แววตา และคำพูดของติณณภพ ทำให้ไตรภพรู้ดีว่าบุตรชายไม่อยากที่จะต้อนรับตน และก็รู้ด้วยว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ติณณภพแสดงออกกับเขาด้วยท่าทีเย็นชาเช่นนี้ แต่เขาจำเป็นต้องบากหน้ามาที่นี่เพื่อทำตามที่ตั้งใจไว้ ก็ได้แต่หวังว่าบุตรชายจะยอมรับฟัง และทำตามคำขอของเขาสักครั้ง แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ง่ายแต่เขาจะไม่ละความพยายาม
“พ่อจะไม่อ้อมค้อม พ่ออยากให้ติณณ์ย้ายกลับไปอยู่เมืองไทยกับพ่อ”
“เพื่ออะไร!” เขาเค้นเสียงย้อนถาม
“เพื่อไปบริหารดิเอ็มไพร์กรุ๊ปของเรา”
“ดูเหมือนว่าคุณจะใช้คำพูดผิด ระหว่างคุณกับผมไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ความสัมพันธ์ของเรามันจบไปตั้งแต่วันที่คุณหย่าขาดกับแม่ผม” ขณะที่พูดในแววตาของติณณภพว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก
“ติณณ์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงติณณ์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อ”
“ผู้ชายมากรักอย่างคุณคงไม่ได้มีผมเป็นลูกเพียงคนเดียวหรอก ผมพูดถูกไหม” เขาพูดตามที่คิด
“พ่อมีแค่ติณณ์เท่านั้นที่เป็นสายเลือดของพ่อ และพ่ออยากให้ติณณ์กลับไปสานต่องานในบริษัทของเรา”
“ผมไม่สนใจ เชิญคุณกลับไปได้แล้ว”
“พ่อซีเรียสนะติณณ์ ดิเอ็มไพร์กรุ๊ปเป็นบริษัทที่พ่อสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก กว่ามันจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นอย่างเช่นทุกวันนี้ และพ่อต้องการส่งต่อบริษัทนี้ให้ติณณ์ ซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของพ่อสานต่อธุรกิจของเรา”
“ถ้าการที่มีสายเลือดของคุณวนเวียนอยู่ในตัวผม มันทำให้คุณคิดว่ามีสิทธิมาออกคำสั่ง หรือบงการชีวิตผมอย่างไรก็ได้ตามแต่ใจ ขอบอกว่าคุณเข้าใจผิด ผมไม่จำเป็นต้องทำตามความต้องการของคุณ ที่สำคัญผมไม่เคยสนใจหรืออยากที่จะเข้าไปเกี่ยวช้องอะไรกับอาณาจักรที่คุณสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากนั้นเลยสักนิด เชิญคุณกลับไปครอบครองมันตามลำพัง หรือจะยกมันให้ใครก็เป็นเรื่องของคุณ แต่อย่ามายุ่งกับผม”
“พ่ออยากให้ติณณ์ทบทวนการตัดสินใจและตอบรับคำขอของพ่อสักครั้ง”
“คุณฟังไม่เข้าใจหรือไง ก็บอกไปแล้วว่าไม่สนใจ อยากจะยกมันให้ใครก็เชิญ”
“พ่อยกให้ติณณ์” ไม่ว่าติณณภพจะปฏิเสธอย่างไร แต่ไตรภพก็ยังคงยืนยันคำพูดเดิม
“ถ้าคิดว่าผมจะดีใจจนเนื้อเต้น ที่จะได้ครอบครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของคุณแล้วล่ะก็ ฟังให้ชัด ๆ นะว่าผมไม่ต้องการ ถึงคุณอยากจะยกให้ผมก็ไม่เอา” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็งอย่างสิ้นเยื่อใย
“บอกมาจะต้องให้พ่อทำยังไง ติณณ์ถึงจะยอมสานงานในบริษัทต่อจากพ่อ พ่อจะยอมทำทุกอย่างตามที่ติณณ์ขอ”
“พูดจบแล้วใช่ไหม โน่นประตู”
“ติณณ์” ภูมิระพีเรียกชื่อเพื่อนเพื่อเป็นการเตือนสติว่า เขาไม่ควรพูดจากับบิดาผู้ให้กำเนิดเขาเช่นนี้ จะโกรธเคืองกันอย่างไรก็ไม่สมควรที่จะพูดกับพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองแบบนี้
“กรุณาระวังคำพูดของคุณด้วยนะครับคุณติณณ์ ตอนนี้คุณไตรกำลังป่วยและหมอสั่งห้ามไม่ให้มีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ มิฉะนั้นอาจจะมีอันตรายถึงชีวิต”
“เขาจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผม และผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาถนอมน้ำใจใครทั้งที่ใจไม่อยากทำ”
