บทที่ 13 บทที่ 13
“แต่คุณไตรเป็นพ่อของคุณนะครับ”
“แล้วไง! ผมควรต้องดีใจสินะที่มีพ่อร่ำรวยล้นฟ้าอย่างเขา แต่เปล่าเลยคุณอาทร ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากให้มีสายเลือดของเขาอยู่ในตัวผมเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าคิดเด็ดขาดว่าสายเลือดนั่นจะสามารถบังคับให้ผมทำอะไรก็ได้ บอกให้ได้ยินกันชัด ๆ ตรงนี้เลยว่าไม่ ผมจะไม่ทำอะไรที่ฝืนใจตัวเองเด็ดขาด”
คำพูดของบุตรชายเสียดแทงหัวใจของไตรภพเข้าอย่างจัง ใบหน้าของเขาซีดเผือด และยังรู้สึกแน่นหน้าอกจนถึงกับต้องยกมือขึ้นมากุมไว้
ติณณภพนั่งมองอาการเหล่านั้นด้วยอาการเมินเฉย
“อาการกำเริบหรือครับคุณไตร”
“ฉันไม่เป็นอะไรอาทร” ไตรภพพยายามหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหันไปพูดกับบุตรชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ทำตามที่พ่อขอร้องสักครั้งนะติณณ์”
“ไม่” เขาตอบเสียงดังฟังชัดก่อนจะเอ่ยปากไล่โดยไม่ไว้หน้า
“กลับไปซะแล้วอย่ามาที่นี่อีก เพราะผมจะไม่ต้อนรับคนอย่างคุณเป็นครั้งที่สองแน่”
“พ่อจะไม่ก้าวเท้าออกไปจากที่นี่จนกว่าติณณ์จะรับปากพ่อ”
“ผมพูดไม่ชัดหรือคุณฟังไม่เข้าใจว่าที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ เชิญคุณกลับไปได้แล้ว และอย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีก”
คำพูดของบุตรชายเหมือนตัวเร่งให้อาการแน่นหน้าอกของเขากำเริบหนักขึ้น อาการของไตรภพทรุดหนักลงต่อหน้าต่อตาติณณภพ แต่เขาก็ยังคงนั่งมองอย่างนิ่งเฉย ไม่แม้แต่คิดที่จะขยับตัวเข้าไปช่วย มีเพียงอาทรเท่านั้นที่รีบตรงเข้าไปประคอง แต่ก็ช้าเกินไป เมื่อมหาเศรษฐีคนดังล้มฟุบไปกองกับพื้นและหมดสติไปก่อนที่เขาจะทันได้ทำเช่นนั้น
“คุณไตรครับ คุณไตรได้ยินผมไหมครับ”
อาทรประคองเจ้านายไว้ในอ้อมแขนก่อนจะร้องขอความช่วยเหลือ ดูเหมือนว่าอาการของเจ้านายจะกำเริบหนัก ลมหายใจของผู้เป็นนายรวยรินเต็มที ขืนปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่
“คุณติณณ์ครับช่วยคุณไตรด้วยครับ”
“ผมไม่ใช่หมอจะไปช่วยอะไรเขาได้ ทางที่ดีคุณควรรีบพาเขาไปหาหมอ ก่อนที่เขาจะมาตายที่นี่ให้เป็นภาระของผม”
ภูมิระพีส่ายหัวกับการกระทำที่แล้งน้ำใจของเพื่อนก่อนจะเอ่ยเตือน
“หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้นายยังใจเย็นได้อยู่อีกเหรอติณณ์” จากนั้นก็หันไปพูดกับอาทร
“ผมจะโทรไปเรียกรถพยาบาลให้ครับ”
ภูมิระพีรีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลให้มารับตัวบิดาของเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วคนที่ควรจะต้องทำหน้าที่นี้คือติณณภพ แต่เมื่อเพื่อนรักยังคงมองนิ่งเฉยโดยไม่คิดที่จะขยับตัวทำอะไร ทำให้เขาต้องเข้ามาช่วยจัดการสถานการเร่งด่วนนี้แทนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
“ขอบคุณครับ” อาทรกล่าว
หลังจากนั้นไม่นานร่างที่ไร้สติของไตรภพก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
“นายจะไม่ตามไปดูอาการพ่อของนายหน่อยเหรอติณณ์”
“ไม่” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่านในวันนี้มันจะกลายเป็นตราบาปติดตัวนาย และเชื่อได้เลยว่านายจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
ติณณภพไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน
“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดใครจะไปห้ามได้ คนจะถึงที่ตายก็ต้องตาย แล้วนายจะมาโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้ยังไงจริงไหม”
ภูมิระพีส่ายหัวก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปสมทบที่โรงพยาบาล
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลหัวใจของไตรภพหยุดเต้นไปชั่วขณะ ทีมแพทย์ที่ทำการรักษาต้องทำการปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วน
ใช้เวลาอยู่พักใหญ่เขาจึงกลับมาหายใจอีกครั้ง ความโกลาหลที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกให้แก่อาทรและภูมิระพีไม่น้อย พวกเขาพอจะเดาได้ว่าอาการของคนเจ็บคงจะไม่ดีสักเท่าไร ระหว่างที่นั่งรอฟังผลการรักษา ภูมิระพีได้พูดคุยกับอาทรเกี่ยวกับอาการของไตรภพ
“ท่านมีโรคประจำตัวอะไรเหรอครับคุณอาทร”
“หมอเพิ่งตรวจพบว่าคุณไตรเป็นโรคหัวใจครับ สาเหตุก็เพราะที่ผ่านมาคุณไตรทำงานหนักมาก พักผ่อนน้อย และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีอาการหัวใจวายเฉียบพลันขณะทำงานอยู่ในห้อง ดีที่มีคนเข้าไปพบก่อนจึงสามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่นานหมอก็สั่งห้ามไม่ให้ทำงานหนักอีก และกำชับให้ระวังอย่าให้มีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ ไม่อย่างนั้นอาการก็อาจจะกำเริบขึ้นมาได้ อีกทั้งยังแนะนำให้รีบเข้ารับการผ่าตัดหัวใจอย่างเร่งด่วน แต่คุณไตรยื้อเวลาไว้เพราะต้องการมาคุยกับคุณติณณ์ เรื่องที่อยากให้เขากลับไปสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารต่อจากคุณไตรก่อน แม้จะรู้ว่ามันไม่ง่ายและเสี่ยงต่อสุขภาพขนาดไหนก็ตาม”
“เหตุผลนี้เองเหรอครับที่ทำให้ท่านต้องเดินทางมาขอร้องติณณ์ถึงที่นี่”
“ใช่แล้วครับ มีคนมากมายอยากจะสานงานของบริษัทแทนคุณไตร แต่คุณไตรไม่ยอมมอบหมายงานนี้ให้ใคร เพราะรู้ดีว่าไว้ใจคนพวกนั้นไม่ได้ จึงฝืนร่างกายเดินทางมาขอร้องคุณติณณ์ถึงที่นี่โดยอ้างว่ามารักษาตัว เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนที่ท่านจะกลับไปประกาศอย่างเป็นทางการ”
“ติณณ์คงไม่ยอมง่าย ๆ หรอกครับ”
