บทที่ 14 บทที่ 14
“เราทราบดีครับว่ามันคงไม่ง่าย แต่เราก็หวังว่าสุดท้ายแล้วคุณติณณ์จะยอม คุณภูมิระพีเป็นเพื่อนสนิทของคุณติณณ์ คงทราบดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันระหว่างคุณไตรกับคุณติณณ์”
“เรียกผมว่าภูมิก็ได้ครับ ผมกับติณณ์เป็นเพื่อนรักกันมานาน เรารู้จักกันตั้งแต่เด็กและไม่เคยมีความลับต่อกัน ติณณ์เคยเล่าให้ผมฟังว่าเขาเห็นแม่ร้องไห้เสียใจ ที่พ่อนอกใจไปมีผู้หญิงอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งแม่ตัดสินใจหย่ากับพ่อและพาเขาย้ายมาอยู่ที่อเมริกา จากนั้นพ่อก็ไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย พ่อคงลืมไปแล้วว่ายังมีเขาเป็นลูกอยู่ที่นี่อีกคน”
“มันคงเป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจของคุณติณณ์มาตลอด”
“ใช่ครับ แต่สิ่งที่ทำให้ติณณ์เสียใจและผิดหวังที่สุด คือวันที่เขาได้ติดต่อกลับไปหาพ่ออีกครั้ง เพื่อให้พ่อมาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย แต่ท่านก็ไม่มาโดยยกเรื่องงานมาอ้าง จนกระทั่งน้าตติยาจากไปอย่างสงบ ติณณ์ผิดหวังที่พ่อเห็นงานสำคัญกว่าการได้มาอยู่ดูใจในวาระสุดท้ายของแม่ เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในจิตใจของติณณ์มาโดยตลอด และนั่นเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาตัดขาดจากพ่อของตัวเอง”
“มีอีกหลายเรื่องที่คุณติณณ์ยังไม่รู้ เพราะความไม่รู้ทำให้คุณติณณ์เข้าใจคุณไตรผิดไปจากความเป็นจริงมาก”
“หมายถึงเรื่องอะไรครับ”
“ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณไตรทอดทิ้งคุณติณณ์โดยไม่สนใจใยดี หรือแม้แต่เรื่องที่คุณไตรไม่สามารถเดินทางมาอยู่กับคุณตติยาในวาระสุดท้ายของเธอได้โดยเอาเรื่องงานมาอ้าง ที่จริงแล้วคุณไตรส่งคนมาคอยดูแลคุณตติยาและคุณติณณ์ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาสองคนเดินทางมาที่นี่และให้รายงานกลับไป หลายต่อหลายครั้งที่คุณไตรหาเรื่องเดินทางมาติดต่องานที่อเมริกาด้วยตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็น ก็เพราะต้องการมาดูความเป็นอยู่ของคุณตติยาและลูกชายที่เขารัก”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ปรากฏตัวให้เห็นล่ะครับ ทำไมต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ”
“นั่นเป็นเพราะคุณไตรได้ให้สัญญากับคุณตติยาก่อนที่จะเซ็นใบหย่า คุณตติยาขอร้องให้คุณไตรตัดขาดจากเธอและคุณติณณ์ ไม่ต้องติดต่อกันอีกไม่ว่าในกรณีใด เพราะเธอไม่ต้องการให้ผู้หญิงของคุณไตรเข้าใจผิด คิดว่าคุณไตรยังมีเยื่อใยกับเธอและลูก ตอนแรกคุณไตรไม่ยอมแต่คุณตติยาได้พูดโน้มน้าวจิตใจเขา จนกระทั่งเขายอมทำตามคำขอของเธอแม้ว่ามันจะค้านกับความรู้สึกของตัวเองก็ตาม แต่คุณไตรเดินทางมาดูความสำเร็จของคุณติณณ์เสมอ ไม่ว่าเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน แม้แต่ในวันที่คุณติณณ์รับปริญญา คุณไตรก็มาเฝ้าดูความสำเร็จของคุณติณณ์ทั้งสองครั้งโดยที่คุณติณณ์ไม่เคยรู้”
“มันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่คุณกล่าวอ้าง ติณณ์คงไม่เชื่อคำพูดเหล่านี้หรอกครับ”
“ผมมีหลักฐานเพียงแต่ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ถ้าคุณภูมิต้องการหลักฐานไปยืนยันกับคุณติณณ์ล่ะก็ กลับถึงเมืองไทยเมื่อไรผมจะรีบส่งมันมาให้คุณ”
“ถ้าได้ก็ดีครับ”
“ผมจะรีบดำเนินการให้ครับ ส่วนเรื่องที่คุณไตรไม่สามารถเดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนคุณตติยาตามคำขอของคุณติณณ์ คุณไตรเองก็เสียใจกับเรื่องนี้เช่นกัน เขามักจะพูดกับผมเสมอว่ารู้สึกผิด ที่ไม่ได้มาอยู่ดูใจผู้หญิงที่เขารักในวาระสุดท้ายของเธอ แต่นั่นเป็นเพราะช่วงนั้นบริษัทเกิดวิกฤติ ทำให้คุณไตรจำใจต้องอยู่ดูแลและสั่งการงานทั้งหมดด้วยตัวเอง ถ้าเขาไม่อยู่บริษัทจะต้องสูญเสียเงินมูลค่าหลายพันล้าน ในเวลานั้นคุณไตรจึงต้องเลือกละทิ้งเรื่องส่วนตัวมารับผิดชอบเรื่องงานที่บริษัทก่อน เพราะยังมีพนักงานอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดูแล”
“เราไม่เคยได้ยินข่าวว่าดิเอ็มไพร์กรุ๊ปต้องประสบกับวิกฤติการเงินที่น่าเป็นห่วง”
“นั่นเป็นเพราะคุณไตรใช้เงินส่วนตัวจำนวนมากเพื่อปิดข่าวนั้น”
“ถ้าสิ่งที่คุณอาทรพูดมาเป็นความจริง ผมจะลองพูดโน้มน้าวจิตใจติณณ์ เผื่อว่าเขาจะทบทวนและเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจอีกครั้ง”
“ทุกอย่างที่ผมพูดมาผมมีหลักฐาน แล้วผมจะส่งหลักฐานเหล่านั้นมาให้คุณภูมิดู เพื่อที่คุณจะได้ใช้มันในการพูดโน้มน้าวจิตใจของคุณติณณ์ ให้ยอมเดินทางกลับไปอยู่เมืองไทย และสานต่อธุรกิจของดิเอ็มไพร์กรุ๊ปต่อจากคุณไตร”
“ผมจะลองช่วยพูดให้ครับ แต่ไม่รับปากนะครับว่ามันจะสำเร็จ อะไรก็ตามที่ติณณ์ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อ ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะมีเหตุผลมาหักล้างความคิดของเขาได้”
“ผมขอฝากความหวังในเรื่องนี้ไว้ที่คุณ”
“จะพยายามครับแต่บอกเลยว่ามันไม่ง่าย”
“เพียงแค่คุณภูมิรับปากว่าจะช่วยพูดกับคุณติณณ์ ผมก็ต้องขอบคุณมากแล้วครับ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นเราคงต้องยอมรับ ได้แต่หวังว่าคุณติณณ์จะลดทิฐิยอมทำตามคำขอของคุณไตรสักครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ผมหวังเท่านี้จริง ๆ”
