บทที่ 15 บทที่ 15

“อาการของท่านน่าเป็นห่วงมากเลยเหรอครับ”

“ใช่ครับ หมอบอกว่าเมื่อครั้งที่คุณไตรหมดสติไปคราวก่อน ถ้าเรานำตัวส่งโรงพยาบาลไม่ทัน หมอก็คงช่วยชีวิตคุณไตรไว้ไม่ได้ ตอนนำตัวส่งถึงมือหมอคุณไตรหายใจรวยริน จนเราวิตกกังวลเกรงว่าท่านจะเป็นอะไรไป ดีที่ครั้งนั้นหมอช่วยชีวิตของคุณไตรไว้ได้ เราจึงไม่ต้องพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่”

ในเวลานั้นเองแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาอาการของไตรภพ ได้ออกมาบอกกับพวกเขาว่าคนไข้อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัวและยังต้องอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด ภูมิระพีและอาทรจึงไปดำเนินเรื่องให้ไตรภพนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อาทรขออยู่เฝ้าอาการของเจ้านายที่นั่น ภูมิระพีตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนเขาจนค่ำก่อนจะขอตัวกลับไปพักผ่อน

เมื่อติณณภพเห็นภูมิระพีกลับมาถึงที่พักด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยจึงเอ่ยทัก

“นายหายหัวไปไหนมาทั้งวันถึงได้กลับมาป่านนี้”

“ฉันไปดูอาการของพ่อนายที่โรงพยาบาลมา ที่ถามเพราะนายไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่”

“ฉันก็แค่ถามดูถ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ”

ภูมิระพีเดินไปนั่งลงที่โซฟาเดียวกับเพื่อน เขาจ้องหน้าติณณภพนิ่งนานจนอีกฝ่ายสงสัย

“จ้องหน้าฉันทำไม อยากจะพูดอะไรก็พูดมา”

“นายไม่คิดที่จะถามถึงอาการของพ่อนายบ้างเลยเหรอติณณ์”

ติณณภพไหวไหล่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาไร้ความรู้สึก

“ไม่จำเป็น รู้แล้วจะช่วยอะไรได้ในเมื่อฉันไม่ใช่หมอ”

“นายกำลังพูดถึงพ่อของตัวเองอยู่นะ ทำไมถึงเย็นชาได้มากขนาดนี้ ท่านเป็นพ่อของนายนะติณณ์ และเป็นญาติเพียงคนเดียวที่นายเหลืออยู่ ครั้งนี้ท่านอาการหนักมากจริง ๆ”

“เขาจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

“นายคิดแบบนี้จริงเหรอ”

“ใช่”

“ฉันอยากให้นายลองกลับไปคิดทบทวนเรื่องในวันนี้อีกครั้ง ถ้าพ่อนายมีทางเลือกอื่น เขาคงไม่บากหน้าบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาขอร้องนายถึงที่นี่ด้วยตัวเอง ทั้งที่สุขภาพของท่านก็ไม่เอื้ออำนวย”

“ต้องให้ย้ำอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่สนใจธุรกิจของเขา ไม่ว่ามันจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันไม่มีความหมายสำหรับฉัน”

“ฉันรู้ว่านายอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจพวกนั้น แต่ฉันก็ยังอยากให้นายละทิฐิพิจารณาเรื่องนี้ดูอีกสักครั้ง ช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป อะไรที่อภัยให้กันได้ก็ให้อภัยกันไป อย่าลืมสิว่าเขาเป็นพ่อที่ให้กำเนิดนาย นายจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นพ่อของนาย เรื่องนี้ไม่มีวันเปลี่ยนได้ คิดทบทวนให้ดี ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

“นายก็น่าจะรู้นะภูมิว่าเพราะอะไรฉันถึงไม่เปลี่ยนใจ”

“อะไรก็ตามที่ติดค้างอยู่ในใจ ฉันอยากให้นายพูดกับพ่อไปตรง ๆ ท่านอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้”

“พูดไปก็เท่านั้น คนอย่างเขาไม่มีวันเปลี่ยนได้ และฉันก็ไม่คิดว่าการพูดจากันเพียงไม่กี่คำจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ที่สำคัญฉันจะไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ใจไม่อยากทำ”

“แต่เขาเป็นพ่อของนายนะ ไม่มีพ่อคนไหนหรอกที่ไม่รักลูกของตัวเอง”

ติณณภพยิ้มเยาะที่มุมปากก่อนจะย้อนถาม

“มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคนหรอก และที่นายบอกว่ารัก...เขารักใคร!! รักฉัน รักผู้หญิงที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา หรือรักและคิดถึงแค่ตัวเอง ถ้าเขารักฉันจริงวันที่ฉันโทรไปขอร้องให้เขามาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ทำไมเขาถึงไม่มา เขาไม่เคยมาร่วมพิธีศพของแม่ด้วยซ้ำ ฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิที่จะเอาคำว่าสายเลือดมาอ้าง เพื่อเรียกร้องให้ฉันทำอะไรตามใจเขา” 

“ท่านต้องมีเหตุผล”

“เหตุผลอะไร!” ติณณภพย้อนถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

นัยน์ตาคมฉายชัดถึงความเจ็บปวดกับปมบาดแผลในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ เมื่อย้อนนึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็มิอาจลบเลือนเหตุการณ์และความเจ็บปวดเหล่านั้นได้

“ถ้าอยากรู้ทำไมนายถึงไม่ถามท่านด้วยตัวเอง”

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องถาม ในเมื่อเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายแล้ว เขาเลือกที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจของเขาก่อนฉันกับแม่เสมอ”

“แต่ฉันว่าท่านต้องมีเหตุผล...”

“ไม่มีคำว่าแต่ภูมิ เรื่องมันผ่านไปแล้วเราไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมาพูดอีก และขอย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา หรือธุรกิจพันล้านของเขา ฉะนั้นนายไม่ต้องมาพูดเซ้าซี้ฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเพราะฉันจะไม่ฟัง เข้าใจนะ”

“นายดื้อรั้นไม่เคยเปลี่ยนเลยนะติณณ์ ลองเก็บไปคิดดูนะถ้าพ่อของนายเป็นอะไรไปจริง ๆ จะทำให้นายมีความสุขมากขึ้น หรือรู้สึกผิดและต้องมานั่งเสียใจทีหลัง พร้อมกับคร่ำครวญว่าถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ นายจะยอมทำตามที่พ่อขอร้องเสียตั้งแต่วันนั้น แบบไหนที่นายเป็น ไม่ต้องตอบคำถามฉันแค่หาคำตอบให้ตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ก็พอ”

ภูมิระพีพูดทิ้งท้ายไว้ให้อีกฝ่ายคิด จากนั้นก็เดินเข้าห้องของตัวเอง

แววตาของติณณภพแข็งกร้าว หัวสมองก็เริ่มคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป