บทที่ 4 บทที่ 4
หนึ่งฤทัยคอแข็งขึ้นมาทันทีที่ยินคำตำหนิติเตียนจากปากของมัฑณาวี
“คนอื่นที่ไหน หรือว่าเธอลืมไปแล้วว่าเราเป็นเพื่อนกัน”
“นี่เธอยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าความเป็นเพื่อนของเรามันจบไปตั้งนานแล้ว”
“ไม่ต้องมาเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง สรุปว่าฉันเข้าใจถูกใช่ไหม”
“เข้าใจอะไร!?” คิ้วเรียวขมวดมุ่น
“ก็เข้าใจว่าอายุปาเข้าไปตั้งสามสิบแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ชายคนไหนหันมาสนใจเธอเลยสักคนน่ะสิ”
“ไปเอาข่าวมาจากไหนว่าไม่มีคนสนใจฉัน”
“จะบอกว่าเธอมีแฟนแล้วว่างั้น”
“ใช่” เธอตอบเสียงดังฟังชัด แต่ใจกลับคิดอีกอย่าง
พุทธโธ ธัมโม สังโฆ ครั้งนี้จำเป็นต้องมุสาเพื่อรักษาหน้าของตัวเองจริง ๆ คงจะไม่ถึงกับตกนรกหรอกนะ
หนึ่งฤทัยแสดงสีหน้าว่าไม่เชื่อคำพูดของมัฑณาวี
“แล้วไหนล่ะแฟนเธอ ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน และทำมาหากินอะไร”
“บอกไปแล้วเธอจะรู้จักเขาเหรอ”
ที่ตอบไปเช่นนั้นก็เพื่อประวิงเวลาและคิดหาคำตอบที่จะไม่ทำให้ตนเองต้องเสียหน้า
“ก็ลองบอกมาก่อนสิ ไม่แน่นะฉันอาจจะรู้จักเขาก็ได้ ฉันหมายถึงถ้าแฟนเธอเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมฉันก็อาจจะรู้จัก”
ซวยแล้ว! จะอุปโลกน์ใครขึ้นมาดีล่ะทีนี้
แต่แล้วชื่อของใครบางคนก็แวบเข้ามาในหัว
“เขาชื่อติณณภพรู้จักไหมฤทัย”
หนึ่งฤทัยทวนชื่อเขาอีกครั้งก่อนจะตาเบิกโพลง ด้วยความที่เป็นคนสนใจเรื่องราวของพวกไฮโซที่มีชื่อเสียงในสังคม ทำให้เธอคุ้นกับชื่อที่มัฑณาวีเอ่ยมา
“อย่าบอกนะว่าเธอหมายถึงติณณภพ เตชะกษิดิศ ทายาทของมหาเศรษฐีชื่อดังเจ้าของดิเอ็มไพร์กรุ๊ป”
มัฑณาวีใช้รอยยิ้มแทนคำตอบ รอยยิ้มนั้นเหมือนรอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
“เป็นความจริงเหรอ”
“ฉันจะโกหกเธอทำไม”
“เธอไปรู้จักเขาตอนไหน แล้วเป็นแฟนกับเขาได้ยังไง เท่าที่ฉันรู้มาเขาเพิ่งจะกลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นานนี้เองนะ”
“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างฉันกับเขาซึ่งเธอไม่จำเป็นต้องรู้”
“ฉันจะเชื่อคำพูดของเธอก็ต่อเมื่อเธอพาเขามาแนะนำให้พวกเรารู้จัก อีกไม่นานก็จะถึงวันงานเลี้ยงรุ่นของเรา เธอต้องพาเขามานะมัท ถ้าเธอไม่พาเขามาแนะนำให้พวกเรารู้จักล่ะก็ ฉันจะถือว่าเรื่องที่เธอพูดมาทั้งหมดนั้นเธอมโนไปเอง เหมือนที่เธอเคยมโนว่าพี่วุฒิมีใจให้เธอจนมาขอร้องให้ฉันช่วยเป็นแม่สื่อให้”
มัฑณาวีชักสีหน้าบึ้งตึง เมื่อโจทย์เก่าอย่างหนึ่งฤทัยจงใจเปิดแผลเก่าของเธอ ด้วยการพูดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา
“เธอต่างหากที่เป็นคนเสนอตัวว่าจะเป็นแม่สื่อให้ฉันกับพี่วุฒิ ทั้งที่ฉันไม่เคยขอร้องเธอด้วยซ้ำ”
“แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ”
“เพราะตอนนั้นฉันมันใสซื่อเกินไป ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเธอไงล่ะฤทัย อันที่จริงถ้าเธอพูดกับฉันตรง ๆ ว่าเธอเองก็สนใจพี่วุฒิฉันก็อาจจะหลีกทางให้ เธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยหว่านเสน่ห์อ่อยพี่วุฒิให้เปลืองเวลา”
“มัฑณาวี” หนึ่งฤทัยลืมตัวกระชากเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างดัง
“พูดค่อย ๆ ก็ได้นั่งกันอยู่ใกล้แค่นี้จะเสียงดังทำไม”
“หวังว่าเราจะได้เจอเธอควงคุณติณณภพมางานเลี้ยงรุ่น ที่จะจัดขึ้นในต้นเดือนหน้านี้นะ และอย่าคิดที่จะเบี้ยวล่ะ เพราะถ้าเธอเบี้ยวเราก็จะรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดมาไม่ใช่เรื่องจริง เธอไม่ได้เป็นแฟนกับทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ของเมืองไทยจริงอย่างที่ปากพูด”
เพราะโดนคู่ปรับเก่าพูดสบประมาททำให้มัฑณาวีฟิวส์ขาด
“เราไม่ใช่แค่เป็นแฟนกันเท่านั้น แต่ฉันกำลังจะแต่งงานกับเขาในเร็ว ๆ นี้”
“แต่งงาน!” คำอุทานของหนึ่งฤทัยทำให้มัฑณาวีรู้ตัวว่าตนเองพลาด ที่ดันเผลอพลั้งปากสร้างเรื่องมโนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต
นี่ฉันพูดอะไรออกไป ปากพาซวยแท้ ๆ แล้วทีนี้จะทำยังไง
แต่ในเมื่อพูดไปแล้วก็จำเป็นต้องรักษาฟอร์ม เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหัวเราะเยาะได้ ทั้งที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
“ใช่ เธอได้ยินไม่ผิดหรอกฤทัย”
“แล้วเธอจะแต่งงานกันเมื่อไร”
“เรากำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่”
“ยินดีด้วยนะที่เธอจะได้ลงจากคานเสียที” ปากบอกว่ายินดีแต่สายตากลับเป็นตรงกันข้าม มันฉายแววอิจฉาริษยาออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้จะเป็นเพียงชั่วแวบเดียว แต่มัฑณาวีก็ยังสังเกตเห็นอยู่ดี
ไม่รู้ชาติก่อนมัฑณาวีทำบุญด้วยอะไร ชาตินี้ถึงจะได้ทายาทมหาเศรษฐีมาเป็นคู่ชีวิต หนึ่งฤทัยได้แต่คิดในใจไม่ได้พูดมันออกมา
ลึก ๆ แล้วเธอรู้สึกริษยาที่เพื่อนจะได้คู่ชีวิตที่ดีกว่าสามีของตนเอง เพราะที่ผ่านมามีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เธอสามารถนำมาเยาะเย้ยอีกฝ่ายได้ แต่เวลาแห่งความสนุกเหล่านั้นกำลังจะหมดไป เมื่อมัฑณาวีประกาศว่ากำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่ม ซึ่งเป็นทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้านอย่างติณณภพ เตชะกษิดิศ
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงล่ะก็ คงจะหมดโอกาสได้พูดจาเยาะเย้ยถากถางมัฑณาวีอีกเป็นแน่ ต้องมาลุ้นกันล่ะว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องที่เจ้าตัวมโนขึ้นมาเพื่อรักษาหน้าของตัวเอง งานเลี้ยงรุ่นนี้ได้รู้คำตอบแน่
ทันใดนั้นเองหนึ่งฤทัยก็ต้องหลุดจากวังวนความคิดของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงที่ติดจะหาเรื่องของภาคินดังแทรกขึ้น
“มาหาเรื่องอะไรมัทอีกล่ะฤทัย”
“อย่ามากล่าวหากันแบบนี้สิพิซซี่ ฉันแค่บังเอิญเจอมัทนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่นี่ ก็เลยเดินเข้ามาทักทายตามประสาเพื่อน”
“เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างเธอมีเหรอที่จะมาทักทายกันดี ๆ มีแต่มาพูดจาแขวะหาเรื่องปวดหัวมาให้มัทน่ะสิไม่ว่า”
