บทที่ 5 บทที่ 5
“พิซซี่”
“เรียกทำไม”
“ฉันจะทำงานหรือไม่ทำงานมันก็เรื่องของฉัน ไปหนักส่วนไหนของแกไม่ทราบ หรือว่าอิจฉา”
“ฉันก็แค่สงสารพี่วุฒิที่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เพียงเพื่อหาเงินมาให้เมียอย่างเธอผลาญเล่นไปวัน ๆ ก็เท่านั้น”
“มัทว่าเราควรสงสารฤทัยมากกว่านะพิซซี่”
“เลิกสร้างเรื่องมาเลื่อยขาเตียงของฉันกับพี่วุฒิได้แล้วมัท นี่ถ้าเธอยังไม่มีแฟนล่ะก็ฉันต้องเข้าใจผิดคิดว่าเธอยังมีใจให้พี่วุฒิของฉันแน่”
“แฟน! พูดแบบนี้หมายความว่าไง”
“เป็นเพื่อนรักกันยังไงถึงไม่รู้ว่ามัทเขามีแฟนแล้ว แถมยังมีโครงการจะแต่งงานกันในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย”
“ฤทัยเขาหมายถึงคุณติณณภพน่ะพิซซี่”
ภาคินหันไปสบตาเพื่อนรักด้วยความงุนงง ก่อนจะรับมุกของเพื่อนและหันมาพูดกับหนึ่งฤทัย ราวกับว่ารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ทั้งที่ไม่เคยได้ยินเรื่องในทำนองนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เห็นทีว่าจะต้องมีการซักฟอกครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากนี้แน่นอน
“นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็เรื่องนี้เอง แล้วเธอรู้ได้ยังไงฤทัย ในเมื่อยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากฉัน”
“ก็รู้จากปากของมัทน่ะสิ ยินดีด้วยนะมัทที่จะได้ลงจากคานตอนอายุสามสิบ” ปากบอกว่ายินดีแต่น้ำเสียงติดจะเยาะเย้ยอยู่ในที
“กินหมาเน่าเข้าไปหรือไงถึงได้พูดจาไม่เข้าหูคนแบบนี้”
หนึ่งฤทัยชักสีหน้าทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
ทั้งสามคนรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ภาคินมักจะคอยเป็นโล่กำบังภัย และคอยปกป้องมัฑณาวีอยู่เสมอ เพื่อน ๆ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าถ้าจะมีเรื่องกับมัฑณาวีจะต้องผ่านด่านภาคินให้ได้ก่อน ซึ่งแค่ด่านนี้ก็ผ่านไปได้ยากเต็มที ไม่มีใครเถียงชนะผู้ชายที่มีใจเป็นหญิงอย่างพิซซี่ได้เลยสักคน ถึงจะเถียงไม่เคยชนะ แต่ถ้าจะให้ยอมแพ้ง่าย ๆ ก็คงจะไม่ใช่หนึ่งฤทัย
“ยังออกโรงปกป้องกันเหมือนเดิมเลยนะพิซซี่ แล้วฉันพูดผิดตรงไหน”
“ก็ไม่ผิดหรอกแต่จะดีกว่านี้ถ้าเธอไม่พูด”
“ไปดีกว่า คุยด้วยแล้วอารมณ์เสีย”
“ก็รีบไปสิไม่มีใครดึงตัวเธอไว้นี่”
“ไม่ต้องมาไล่ฉันหรอกพิซซี่ฉันไปแน่” หนึ่งฤทัยสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมหรูพร้อมกับลุกจากโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเดินจากไปก็ยังไม่วายหันมาย้ำกับมัฑณาวี
“เธออย่าลืมพาว่าที่สามี ทายาทมหาเศรษฐีไปเปิดตัวในงานเลี้ยงรุ่นที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้านี้ด้วยล่ะมัท เพื่อน ๆ คงจะดีใจกันยกใหญ่ที่เธอสลัดคานได้สักที แถมยังส้มหล่นสบายไปทั้งชาติ เพราะว่าที่สามีเป็นทายาทของมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ดีใจด้วยนะที่สุดท้ายก็อ่อยสำเร็จ” พูดจบก็เดินจากไปทันทีโดยไม่รอฟังคำโต้แย้ง
“ทิ้งบอมบ์แล้วก็รีบไปเลยนะ”
“ยังไม่ชินอีกเหรอพิซซี่ ฤทัยก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว นึกจะมาก็มานึกจะไปเมื่อไรก็ไป”
ภาคินทิ้งตัวลงนั่งข้างตัวมัฑณาวีก่อนจะเอ่ยปากถามรัว ๆ
“เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงบอกว่าอยากตาย ไหนจะเรื่องของฤทัย ฉันล่ะไม่เข้าใจว่าทำไมแกจะต้องไปสงสารคนที่เคยแย่งผู้ชายไปจากแกด้วย แล้วยังเรื่องแต่งงานนี่อีก อะไร ยังไงเล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้”
“ใจเย็น ๆ อยากฟังเรื่องไหนก่อนล่ะ”
ภาคินยังไม่ทันได้ตอบเพราะฬียากรมาถึงที่นัดหมายในจังหวะนั้นพอดี
“พี่มัทไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ” หญิงสาวรุ่นน้องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
สีหน้าคลายความกังวลใจเมื่อเห็นมัฑณาวีปลอดภัย ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ตนเองคิดไปต่าง ๆ นานา
“พี่ไม่เป็นไร ตกใจล่ะสิ”
“ใช่ค่ะ แต่พอเห็นพี่มัทปลอดภัยดีก็เลยโล่งใจ ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ”
“พี่กำลังถามอยู่แต่ยังไม่ได้ทันได้รับคำตอบลียาก็มาพอดี นั่งก่อนสิ”
ฬียากรนั่งลงตรงข้ามเพื่อนรุ่นพี่ที่เธอนับถือเสมือนพี่สาว
“เล่ามาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“จะเอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะพิซซี่”
“เอาเรื่องที่ทำให้อยากตายก่อนละกัน กะอีแค่ตกงานถึงกับต้องอยากตายเลยเหรอ”
“รู้ได้ยังไงว่าจู่ ๆ มัทก็ตกงานโดนไม่ทันตั้งตัว” หญิงสาวย้อนถามด้วยความประหลาดใจ
“ฉันติดต่อมือถือแกไม่ได้ก็เลยโทรเข้าไปที่บริษัท เขาบอกว่าแกพ้นสภาพพนักงานของบริษัทไปแล้ว เรื่องมันเป็นมายังไงเล่ามาซิ”
“มัทเองก็ยังรู้สึกงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมมัทถึงโดนเลิกจ้าง”
“เขาบอกเหตุผลหรือเปล่าคะพี่มัท”
“บอกสั้น ๆ แค่ว่าทางบริษัทจำเป็นต้องลดต้นทุนก็เลยต้องคัดพนักงานบางส่วนออก แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือมีพนักงานเพียงสองคนเท่านั้นที่ถูกคัดออก นอกจากพี่แล้วก็มีพนักงานชายอีกคนที่ขายความลับของบริษัทให้กับบริษัทคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องแพ้การประมูล”
“แกไปเหยียบแข้งเหยียบขาหรือขัดคอใครในบริษัทเข้าหรือเปล่า ถึงได้โดนกลั่นแกล้งแบบนี้ เล่นแรงไปนะ”
“มัทไม่เคยมีปัญหากับใครนะพิซซี่”
“หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องนั้นคะพี่มัท”
