บทที่ 7 บทที่ 7

“ไม่ใช่เรื่องจริง! หมายความว่ายังไงคะพี่มัท” ฬียากรย้อนถามด้วยความไม่เข้าใจ

“แกมโนเพื่อรักษาหน้าใช่ไหม” ภาคินคาดเดา และค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองคาดเดานั้นถูกต้อง

มัฑณาวีรีบพยักหน้ารับคำ

“เข้าใจละ พี่จะอธิบายให้ลียาฟังเอง ลียารู้ใช่ไหมว่าฤทัยเป็นคู่ปรับเก่าของมัท เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องแย่งผู้ชายคนเดียวกันมาก่อน”

“มัทไม่เคยแย่งผู้ชายของใครนะ ฤทัยต่างหากที่เป็นฝ่ายแย่งพี่วุฒิไปจากมัท” มัฑณาวีรีบแก้ต่างที่เพื่อนรักพูดจาคลุมเครือ คล้ายกับว่าตนเองเป็นฝ่ายไปแย่งผู้ชายมาจากหนึ่งฤทัย ซึ่งความจริงมันไม่ใช่

“เหมือนกันนั่นล่ะ”

“ไม่เหมือน” มัฑณาวีเถียงกลับไปทันควัน

ฬียากรรีบห้ามทัพก่อนที่สงครามย่อย ๆ ระหว่างพี่ ๆ จะเริ่มต้นขึ้น

“อย่าเพิ่งทะเลาะกันค่ะ พี่พิซซี่เล่าต่อสิคะ”

“เวลาที่สองคนนี้เจอกันทีไร ฤทัยเป็นต้องพูดจากระแนะกระแหนตอกย้ำถึงแต่เรื่องนี้ทุกทีไป”

“แต่ครั้งนี้หนักกว่านั้นน่ะสิ ดันมาพูดเยาะเย้ยทำนองว่าอายุจนป่านนี้แล้วยังไม่ใครเอา มัทก็เลยสติหลุดเผลอพูดออกไปว่ามัทกำลังจะแต่งงานเร็ว ๆ นี้”

“แล้วพี่ฤทัยไม่สงสัยเหรอคะว่าใครเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของพี่มัท เพราะที่ผ่านมาพี่มัททำแต่งาน ไม่เคยสนใจผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยสักคน แล้วจู่ ๆ ก็บอกว่ากำลังจะแต่งงาน”

“ก็เพราะไม่เชื่อไงล่ะลียา ถึงได้ท้าทายให้มัทควงว่าที่เจ้าบ่าว ไปงานปาร์ตี้เลี้ยงรุ่นเพื่อนสมัยมัธยมที่จะจัดขึ้นในต้นเดือนหน้า นี่มันแผนลวงสังหารชัด ๆ ไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมัทไปร่วมงานนี้แบบเดียวดายไร้คู่ ว่าแต่คุณติณณภพนี่เป็นใคร ไปรู้จักกันตอนไหน หรือว่าไม่มีตัวตน แค่อุปโลกน์ขึ้นมาหลอกฤทัย”

“มีตัวตนสิ”

“เขาเป็นใคร”

“เป็นเจ้านายของคนที่เกือบขับรถชนมัทวันนี้ นี่ไงนามบัตรของเขา” มัฑณาวีหยิบนามบัตรที่ได้รับมาส่งให้ภาคินดู

“ติณณภพ เตชะกษิดิศ" ภาคินอ่านชื่อที่ระบุอยู่ในนามบัตร ก่อนจะทำตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นตำแหน่งพ่วงท้าย

“นามสกุลของเขาเหมือนเจ้าของห้างสรรพสินค้านี้เลยนะคะ”

“ใช่เลยล่ะลียา”

“พี่มัทรู้จักกับเขาเหรอคะ”

มัฑณาวีส่ายหัวก่อนจะอธิบาย “ตอนนั้นพี่คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะอ้างชื่อใครดี แต่แล้วชื่อของเขาก็แวบเข้ามาในหัว พี่ก็เลยตอบมั่ว ๆ ไป ไม่คิดว่าฤทัยจะรู้เรื่องราวของเขา”

“เป็นเรื่องเลยทีนี้”

“ใช่แล้วพิซซี่ ไม่น่าพูดออกไปเลย ปากพาซวยแท้ ๆ”

“ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าแกดี แล้วทีนี้จะทำยังไง”

“ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน” สีหน้าของมัฑณาวีบ่งบอกว่าจนปัญญา คิดไม่ตกว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความปากไวของตัวเองด้วยวิธีไหนดี

“อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะคะพี่มัท บางทีพี่ฤทัยอาจจะยังไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ”

“ปากสว่างอย่างกับนีออนอย่างฤทัย มีหรือที่จะไม่รีบประกาศให้ทุกคนรู้ ดีไม่ดีป่านนี้คงรู้กันทั้งรุ่นแล้วล่ะมั้ง”

“แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงดีคะ” ฬียากรเอ่ยถามเมื่อเห็นเค้าลางแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะตามมา

“เฮ้อ! กลุ้มชะมัดเลย” มัฑณาวีถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม

“ตอนพูดไม่คิดให้ดี ปัญหามันก็เลยมาทันที”

“ก็ตอนนั้นมันฟิวส์ขาดที่โดนสบประมาท โกรธจนควันออกหูก็เลยเผลอหลุดปากพูดออกไปแบบนั้น ไม่คิดว่าจะมีปัญหา”

“ปัญหามาแน่นอนล่ะสิไม่ว่า แล้วอ้างชื่อใครไม่อ้าง ดันไปอ้างชื่อคุณติณณภพ เตชะกษิดิศ ทายาทหมื่นล้าน แล้วทีนี้จะแก้ปัญหายังไง”

“มัทเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไงดี ช่วยคิดหน่อยสิพิซซี่”

“ลองหาข้อมูลของเขาดูก่อนละกันแล้วค่อยมาช่วยกันคิด”

ทั้งสามคนช่วยกันค้นหาข้อมูลของติณณภพด้วยความสนใจ

“เขาไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก เพิ่งจะกลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้เอง” มัฑณาวีเอ่ยหลังจากนั่งค้นหาข้อมูลของเขาอยู่พักใหญ่

“น่าแปลกทำไมถึงไม่มีรูปของเขาบ้างเลย”

“ก็ไม่แปลกนักหรอกลียา เขาอาจจะเป็นคนเก็บตัวหรือไม่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบเล่นโซเชียล ก็เลยไม่มีรูปของเขาตามอินเตอร์เนตหรือตามสื่อต่าง ๆ” ภาคินตอบ

“พี่มัทจำหน้าของเขาได้ใช่ไหมคะ”

“ที่จริงแล้วพี่เห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ตอนที่รถเขาขับผ่านหน้าพี่ไปเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นหน้าเขาชัด ๆ เลยสักครั้ง”

“อ้าว! ในเมื่อพี่มัทยังไม่เคยเห็นหน้าเขาชัด ๆ ถ้าต้องเจอกันอีกครั้งพี่มัทจะจำเขาได้เหรอคะ”

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะลียา พี่ว่าตอนนี้เรามาช่วยคิดกันก่อนดีกว่า ว่าจะแก้ไขปัญหาที่มัทสร้างขึ้นมายังไงดี”

“เราหาคนไปสวมบทบาทแทนเขาดีไหมพิซซี่”

ภาคินเบ้ปากมองบนเมื่อได้ยินข้อเสนอแนะของมัฑณาวี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป