บทที่ 9 บทที่ 9
“มัทก็ได้แต่หวังว่าคำพูดเป็นนัย ๆ ของมัทในวันนี้ จะทำให้ฤทัยเกิดความระแวงและค้นหาความจริง สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเจ็บที่สุดก็คือความไม่ซื่อสัตย์นี่แหละ คิดแล้วก็อดที่จะสงสารฤทัยไม่ได้ แต่พอนึกถึงคำพูดของฤทัยที่พูดกับมัทในวันนี้ก็รู้สึกสมน้ำหน้าเหมือนกันที่โดนพี่วุฒิหลอก”
“สรุปว่าจะสงสารหรือสมน้ำหน้าฤทัยดีล่ะ”
“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ พิซซี่รู้ไหมว่าฤทัยพูดอะไรกับมัท”
“ถ้าไม่เล่าแล้วจะรู้ได้ยังไง”
“ฤทัยพูดว่าถึงไม่มีฤทัย พี่วุฒิก็คงไม่เลือกผู้หญิงไร้รสนิยมอย่างมัท แถมยังพูดอีกว่าผู้ชายเขาชอบผู้หญิงที่เซ็กซี่เร่าร้อนอย่างฤทัย มากกว่าผู้หญิงจืดชืดเป็นน้ำยาเย็นแบบมัท น่าเจ็บใจจริง ๆ” เธอเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความฉุนเฉียว
“เขาก็พูดถูกนะ”
“พิซซี่! สรุปว่าอยู่ข้างใครกันแน่”
“ก็ต้องอยู่ข้างเดียวกับแกสิ”
“แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเข้าข้างฤทัย” มัฑณาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“ไม่ได้เข้าข้างแค่เห็นด้วยกับคำพูดของฤทัย”
มัฑณาวีลูบไล้ใบหน้าตัวเองก่อนจะเอ่ยถาม “มัทดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอพิซซี่”
“ก็ไม่ได้แย่แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร”
หญิงสาวหันไปสบตาเพื่อนรุ่นน้องพร้อมกับถาม “ลียาก็คิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า”
ฬียากรยิ้มให้มัฑณาวีอย่างอบอุ่นก่อนจะเอื้อมไปกุมมือเธอ
“พี่มัทเป็นคนสวยนะคะ สวยในแบบของพี่มัท”
“ไม่ต้องพูดปลอบใจพี่ก็ได้”
“ลียาพูดจริงค่ะไม่ได้พูดเพื่อเอาใจพี่มัท พี่อย่าเอาตัวเองไปเปรียบกับพี่ฤทัยเลยนะคะ”
“ฤทัยมันสวยพลาสติก สวยด้วยมีดหมอ” ภาคินกล่าวเสริม
“พี่มัทสวยจริง ๆ นะคะ สวยทั้งภายในและภายนอก”
“หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่านอกจากความสวยอย่างเป็นธรรมชาติที่พี่มีแล้ว พี่ก็ยังเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยคิดร้ายหรือให้ร้ายใครยังไงละคะ”
“แล้วทำไมใคร ๆ ถึงไม่เห็นความสวยของพี่”
“เพราะพี่มัทชอบซุกซ่อนความสวยของตัวเองไว้ภายใต้แว่นสายตาที่พี่ชอบสวมใส่ตลอดเวลา”
“พูดได้ดีลียา ทางที่ดีมัทควรจะเลิกสวมแว่นสายตาและหันมาใช้คอนแทคเลนส์แทน” ภาคินพูดพร้อมกับดึงแว่นสายตาของเพื่อนมาถือไว้ในมือ
“เอาแว่นของมัทคืนมานะพิซซี่ มัทมองเห็นไม่ชัดถ้าไม่สวมแว่น” ขณะที่พูดก็พยายามที่จะคว้าแว่นคืนมาจากมือเพื่อน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมคืนให้ เพราะอยากเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัด ๆ
“สมัยนี้เขาหันมาใส่คอนแทคเลนส์กันแล้ว”
“มัทไม่ค่อยชินกันการใส่คอนแทค”
“งั้นก็ไปทำเลสิกสิ”
“ไว้มัทจะลองเก็บไปคิดดูแต่ตอนนี้คืนแว่นให้มัทก่อน”
ภาคินยอมคืนแว่นให้เพื่อนแต่โดยดี
“ขอโทษนะที่มัททำให้ทุกคนเป็นห่วงและต้องรีบลางานมาอยู่เป็นเพื่อนมัท”
“รู้ก็ดีแล้ว ทีหลังก็อย่าทำแบบนี้อีก และก็ช่วยจำไว้ด้วยว่าเราสองคนรักและเป็นห่วงแกเสมอ มีอะไรก็มาพูดคุยปรึกษากันเข้าใจไหม แม้บางครั้งฉันจะด่าว่าหรือขัดใจแกไปบ้าง ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเกิดจากความหวังดี”
“แต่อย่าด่ามัทบ่อยนักล่ะพิซซี่ ฟังแล้วมันหดหู่ยังไงพิกล”
“เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าค่ะ ตั้งแต่เช้าลียายังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้หิวมาก”
“ก็ดีเหมือนกันเผื่อจะหายเครียดขึ้นมาบ้าง”
“เอาความเครียดมาลงที่การกินระวังจะอ้วนโดยไม่รู้ตัว บอกไว้ก่อนว่าฉันกินได้ไม่เยอะนะเพราะต้องรักษาหุ่น ไม่งั้นเดี๋ยวแฟนไม่รัก”
“หมั่นไส้คนมีแฟนแล้ว” มัฑณาวีเอ่ย
“แกก็หาบ้างสิยะ อย่ามัวมุมานะทำแต่งาน”
“ถ้ามันหาได้ง่าย ๆ อย่างที่พิซซี่พูดก็ดีน่ะสิ”
“ฉันบอกเคล็ดลับให้เอาไหม”
“ไว้ก่อนละกันตอนนี้เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า เพราะน้องสาวคนเล็กของเราหิวแล้ว”
“โอเค กินไปคุยไปก็ได้” จากนั้นก็ชวนกันไปกินที่ร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น
ในค่ำคืนนั้นมัฑณาวียืนจ้องมองนามบัตรในมืออยู่หลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างตรองไม่ตก ว่าควรจะโทรไปหาคนที่ถูกระบุในนามบัตรดีหรือไม่
และไม่รู้เลยว่าฬียากรเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างตัวตั้งแต่เมื่อไร จนกระทั่งได้ยินเสียงเอ่ยถาม
“ยืนคิดอะไรอยู่เหรอคะพี่มัท”
มัฑณาวีหันไปสบตาฬียากรก่อนจะถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มออกมาอีกครั้ง
“ก็กำลังคิดถึงปัญหาของตัวเอง”
“เรื่องงานหรือว่าเรื่องนั้นคะ”
“ทั้งสองเรื่องเลยลียา แต่ที่ทำให้พี่กลุ้มอยู่ตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องแต่งงานที่พี่ไปโม้กับฤทัยเอาไว้” สีหน้าและการถอนหายใจอยู่บ่อยครั้งของมัฑณาวี บ่งบอกได้ดีถึงความกลัดกลุ้มใจเกี่ยวกับเรื่องที่พลั้งเผลอพูดออกไปด้วยความโกรธ ยามที่โดนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างหนึ่งฤทัยพูดจาสบประมาทจุดอ่อนของตัวเอง
“แล้วพี่มัทคิดได้หรือยังคะว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง”
“ก็คิดได้อยู่วิธีหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าควรทำไหม ลียาว่าพี่ควรโทรไปหาคุณติณณภพ เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาดีไหม”
“ลองดูก็ได้ค่ะ”
“ลียาเห็นด้วยกับความคิดของพี่ใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร แต่ลียาไม่อยากให้พี่มัทคาดหวังมาก ถ้าผลมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด พี่มัทจะได้ไม่ผิดหวัง” ฬียากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่โทรไปหาเขาเลยนะ”
มัฑณาวีเดินไปหยิบมือถือมากดเบอร์โทรศัพท์ตามที่ระบุไว้ในนามบัตรอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าขืนชักช้าความกล้าของเธอจะหมดไป หรือไม่เธอก็อาจจะเปลี่ยนใจ รออยู่นานก็ไม่มีคนรับก่อนจะโอนสายให้ฝากข้อความ หญิงสาวตัดสินใจวางสาย
