บทที่ 10 EP 2/4 ผู้หญิงของมาเฟีย

“อาหารมากมายแต่ต้องนั่งกินแค่คนเดียว” เอ่ยออกไปอย่างนั้นแล้วก้มหน้างุด กลัวว่าจะถูกตำหนิ แต่วาเลนติน่ากลับยิ้มละไมให้เธอ

“ฉันชินแล้ว ถ้าเหงาก็แค่ไปใช้เงิน คงดีถ้าลูกชายมีหลานมาให้เลี้ยงบ้าง” ตอบพลางยิ้มขัน นางก็เหมือนแม่ทั่วๆ ไป ยามที่ลูกชายไม่สามารถมาอยู่ใกล้ นางก็แค่อยากได้ตัวแทนของเขาสักคน 

“อยากไปเที่ยวเมืองไทยไหมคะ” ถามแล้วเฝ้ารอคำตอบ วาเลนติน่าอึ้งไปนิด มือข้างหนึ่งที่ถือมีดเล่มบางแต่คมปลาบ วางมันลงราวกับว่ามันหนักจนมิสามารถถือต่อได้

“อยากสิ แต่ว่า...ไปไม่ได้หรอก การไปเที่ยวไกลๆ โดยมีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังมันไม่สนุกหรอกชาช่า เชื่อฉันสิ”

ณัชรินทร์ยิ้มอย่างขออภัย วาเลนติน่าดูเงียบขรึมลงไปหลังประโยคนั้นของเธอ ทว่าไม่กี่อึดใจถัดมา เจ้าตัวก็ปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปกติ นางมีรอยยิ้มเป็นทัพหน้าและเริ่มต้นจ้อเจรจาไม่หยุด ดูเหมือนว่าหญิงสูงวัยจะพอใจที่เธออยู่ที่นี่ หรือว่าลึกๆ แล้ว วาเลนติน่าก็แค่อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ คอยฟังนางพร่ำบ่นบ้างเท่านั้น 

สองสาวต่างวัยใช้เวลาที่โต๊ะอาหารราวครึ่งชั่วโมง ก่อนจะมานั่งในห้องรับรองที่มีชากุหลาบส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ณัชรินทร์เพิ่งเห็นว่าห้องนี้อุ่นได้โดยไม่ต้องใช้ฮีตเตอร์ อย่างน้อยท่อนฟืนที่กำลังถูกเผาในเตาผิงก็ช่วยยืนยันได้ 

“กลิ่นไม้ถูกเผามันหอมดี” วาเลนติน่าเอ่ยขึ้นก่อน ในชุดเดรสสีไวน์แดงดีไซน์นำสมัย ประดับด้วยขนสัตว์ราคาแพงตรงคอเสื้อ ข้อมือทั้งสองและชายกระโปรง ทำให้นางดูเหมือนภาพวาดชิ้นโบว์แดงของจิตรกรเอกสักคน

วาเลนติน่านั่งอยู่หน้าเตาผิงด้วยมาดนางพญา โดยที่ณัชรินทร์นั่งอยู่ข้างๆ เหมือนแมวหลงที่ไร้เจ้าของ

“ค่ะ” เธอตอบอย่างนั้นเพราะไม่เข้าใจความสุนทรีย์ที่นางเอ่ย อยู่เมืองไทยเธอไม่เคยได้แตะไฟแช็กด้วยซ้ำ เธอไม่รู้ว่าความสุขตอนนั่งมองเตาผิงแล้วดมกลิ่นไม้ถูกเผานี่มันหอมอย่างไร

“น้องสาวเธอขโมยเงินไปเหรอ”

“ค่ะ แฟนของเธอเป็นคนที่นี่ หลังจากมื้อค่ำแสนอร่อย พวกเขาก็เอาเงินไปและทิ้งหนูไว้ที่คลับ ไม่เหลือไว้ให้แม้แต่ค่าห้องและอาหารที่จำเป็นต้องจ่าย และนั่นทำให้หนูต้องหนีออกมาจากคลับของพวกคุณ จนอเล็กเซย์ช่วยหนูไว้”

“เขาเป็นคนขี้สงสาร อเล็กเซย์น่ะ ไม่เหมือนเลฟ”

“พวกเขาแตกต่างกันมากค่ะ แม้ว่าจะหน้าตาเหมือนกันก็ตาม” 

ณัชรินทร์รีบเอ่ย แลเห็นรอยยิ้มบางอย่างบนใบหน้าของวาเลนติน่าที่เธอไม่อาจคาดเดาว่ารอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไรกันแน่

“ใช่...สำหรับฉัน อเล็กเซย์คือดวงตะวันที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ในขณะที่เลฟ เหมือนก้อนหิมะเย็นๆ ที่มือฉันคงได้แข็งชาถ้าจับมันไว้นานเกินไป บางครั้งเขาก็บกพร่องเรื่องการเข้าหาผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เขาเรียกว่าแม่”

“เหมือนคุณ...รักลูกไม่เท่ากันเลย”

“ฉันรักลูกฉัน เฉพาะคนที่เชื่อฟังฉันเท่านั้นแหละ” 

วาเลนติน่าเฉลย ณัชรินทร์ไม่อยากเข้าใจในข้อนี้เลย

“ไปนอนเถอะ ถ้าโชคดี ตื่นมาคงได้เจอพาสปอร์ตบนหมอนของเธอ”

เธอยิ้มกว้างให้เจ้าบ้าน มองนิ้วเรียวที่เริ่มเหี่ยวย่นของนางตอนถือถ้วยชา ไฟในห้องที่เปิดเพียงไม่กี่ดวงทำให้แสงไฟในเตาผิงส่องกระทบมือของนาง เธอมองแล้วรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก

“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งนะคะ ในตอนที่หนูไร้ที่พึ่งพิงบนเกาะนี้ พวกคุณเหมือนเทวดาสำหรับหนูเลย ยกเว้นเลฟนะคะ”

วาเลนติน่ายิ้มขบขันถ้อยวาจาของแม่สาวน้อย นางไล่เจ้าหล่อนกลับห้องเสีย เพื่อจะได้นั่งมองเปลวไฟในเตาผิงเงียบๆ ราวกับว่ามันจะช่วยกล่อมให้หลับลงได้ หลังจากที่หลับได้ยากเหลือเกินตั้งแต่คู่ชีวิตจากไป สามีของนางเสียไปตั้งแต่ลูกชายยังเล็ก เหมือนดั่งวังวนของพวกมาเฟีย เฉพาะคนที่แกร่งที่สุดถึงจะอยู่รอด และนั่นทำให้เขาถูกลอบยิง...ที่เมืองไทย

...........

ณัชรินทร์กลับเข้าห้องมาอีกครา เธอเปลื้องผ้าเพื่อลงแช่กายในอ่างน้ำอุ่นที่สาวใช้เตรียมไว้ให้ อยู่ที่นี่เธอเหมือนเจ้าหญิง ช่างแตกต่างจากเมืองไทย เธอไม่ชินกับมันหรอก แต่ในเวลาที่นอกหน้าต่างหิมะกำลังโปรยปราย การแช่ในอ่างน้ำอุ่นก็ช่วยทำให้ผ่อนคลายไม่น้อย สาวใช้สามนางยังวนเวียนอยู่ในห้องของเธอ ช่วยจัดเตียงที่ยับเพียงเล็กน้อยให้กลับมาเรียบตึงดังเดิม และพอแสงสว่างนอกหน้าต่างเลือนหาย เธอก็สำนึกได้ว่าเตียงในห้องหับของนางวาเลนติน่า ไม่ใช่เตียงอย่างที่เธอโปรดปราน มันน่ากลัวพอๆ กับเตียงสี่เสาของเลฟ

“ขอผ้าคลุมเตียงอีกสองผืนได้ไหมจ๊ะ” 

เธอพยายามสื่อสารกับสาวใช้เป็นภาษาอังกฤษ และโชคดีที่หนึ่งในสองของสาวใช้สามนาง พอจะรับรู้ได้ เธอช่วยพวกหล่อนคลุมผ้าสองผืนบนเตียงนุ่ม กระทั่งผ้าคลุมทั้งสองคลุมเตียงจนชายของมันระพื้น และแน่นอนว่ามองไม่เห็น ‘ช่องว่าง’ ใต้เตียง 

เธอคงนอนไม่หลับตราบใดที่ได้นอนอยู่บนเตียงแบบนั้น เธอไม่ได้กลัวว่าผีจะโผล่มา เพราะสิ่งที่เธอกลัว มันน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก น่ากลัว...เหลือเกิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป