บทที่ 15 EP 3/2 จูบของเลฟและกลิ่นซิก้า

...........

ในขณะที่ณัชรินทร์กำลังควานหาสร้อย บนคฤหาสน์อีกหลัง สร้อยเงินวาววับก็กำลังถูกหยิบจากถาดกำมะหยี่ เลฟหยิบมันขึ้นมา สองตาจ้องสร้อยเส้นน้อยแล้วเผลอยิ้มไม่รู้ตัว 

ฟีโอดอร์มองรอยยิ้มของผู้เป็นนายแล้วต้องเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มแบบนั้น เขาเห็นนับครั้งได้

“เรียบร้อยดีใช่ไหม” เลฟถาม ปลายนิ้วแตะลูบตัวสร้อยอย่างเบามือ

“เรียบร้อยดีครับ” ฟีโอดอร์ยืนยัน 

“ดี” บอกเพียงสั้นๆ แล้วมองไปที่ประตู 

ฟีโอดอร์รู้หน้าที่ รีบก้าวออกไปพร้อมกับถาดที่ถือมา

เมื่ออยู่เพียงลำพัง เลฟก็ได้พิจารณาสร้อยของณัชรินทร์อีกครั้ง มันเป็นสร้อยเงินเส้นเล็กๆ มีจี้ดอกเดซี่สีขาว เกสรตรงกลางเป็นเพชรเม็ดจิ๋วสีเหลืองอ่อนจาง มองมันแล้วยิ่งนึกถึงเจ้าของ คิดถึงผิวเหลืองนวลของหล่อน คิดถึงเสียงแวดๆ ของหล่อนตอนด่าเขา พลังของหล่อนมีมากเหลือเกินตอนยืนเถียงเขาคอเป็นเอ็น

“ดอกเดซี่นี่เหมาะกับเธอดีนะ แสนจะธรรมดา แต่ว่า...สดใสดีจัง” 

เปรยกับตัวเองแล้วยิ้มบางๆ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหุบลงเมื่อมีเสียงเคลื่อนไหวที่หน้าประตู มีคนมา และไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น บานประตูก็เปิดอ้า

“เมื่อคืนนอนที่ห้องกับแม่หนูนั่นเหรอ แปลกดีนะ”

พอได้ยินเสียงมารดา เลฟก็ส่งสร้อยเข้าในกระเป๋ากางเกง ดวงตาคมกล้าของเขา มองมารดาอย่างรำคาญใจ มีเรื่องอะไรที่คุณนายวาเลนติน่าต้องการจากลูกชายจนต้องมาหาถึงที่นี่ด้วยเหรอ

“แปลกเรื่องอะไร ปกติก็เปลี่ยนผู้หญิงเดือนละหลายคน”

“แปลกที่ยอมไปหาแม่หนูนั่น ทั้งที่เจ้าหล่อนนอนอยู่บ้านโน้นยังไงล่ะ” 

พอมารดาเอ่ยอย่างรู้ทัน ลูกชายก็ไร้คำจะโต้แย้ง เขาเลือกจะเงียบ อย่างที่ทำเป็นประจำ 

“หายโกรธแม่แล้วเหรอ”

“ผมไม่ได้โกรธ” เลฟสวนทันควัน

“ไม่จริง ลูกยังโกรธแม่อยู่ มันผ่านมานานแล้วนะเลฟ ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ลูกเรียกเธอว่าแม่”

“มันก็คงไม่มีจริงๆ ละมั้ง มันผ่านมานานแล้วอย่างที่เรารู้กัน แต่ถ้าแม่เชื่อผมสักนิด หรือแค่บอกให้คนของเราตรวจสอบ บางทีอาจจะเจออะไรบ้างก็ได้”

“นั่นไม่ใช่ที่ของเรา ที่นั่นไม่ใช่เกาะนี้ และลูกเพิ่งจะสิบขวบ ลูกเป็นแค่เด็กที่กำลังสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

เลฟส่ายหัวให้เรื่องราวที่กำลังย้อนกลับมาที่จุดเดิม จุดที่เขากับมารดาต้องมาทะเลาะกันอยู่เรื่อย เขาเหนื่อยเต็มทีแล้ว

“มาที่นี่ทำไม กลับไปที่ของแม่สิ”

“เลฟ!? แม่ไม่ได้เจอหน้าลูกสักพักแล้วนะ ไปถึงบ้านโน้น ใจคอจะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอ ลูกใจดำเกินไปแล้ว”

“ใครว่าใจดำ ผมไม่มีหัวใจต่างหาก ผมไม่เหมือนอเล็กเซย์คนโปรดแม่หรอก”

วาเลนติน่าขมวดคิ้วแน่นเมื่อถูกลูกประชด นางไม่เข้าใจเลย ทำไมเขาต้องฝังใจกับเรื่องราวในอดีตนัก ลืมๆ มันไปบ้างก็ได้

“อ้อ...อย่ายุ่งกับเธอ เธอเป็นของผม”

“หมายถึงใคร ชาช่าเหรอ ไม่...แม่หนูนั่นเป็นคนของอเล็กเซย์”

“คนของผมต่างหาก เธอเป็นหนี้ผมอยู่ เท่ากับเป็นสมบัติของผม อย่ามาวุ่นวาย ขอร้อง”

“ลูกถึงกับขอร้องแม่เพื่อผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันเนี่ยนะ อันตรายเกินไปแล้วนะเลฟ ลูกมีใจให้เธองั้นเหรอ”

เลฟขมวดคิ้วอย่างรุนแรง มารดาที่เคารพพล่ามเรื่องบ้าอะไรอีก

“ก็เพิ่งบอกไปแท้ๆ ว่าเธอเป็นหนี้ผม”

“ถ้าลูกมีใจให้เธอ ลูกจะตกอยู่ในอันตราย”

“น้องสาวเธอขโมยเพชรผมไป และเธอต้องชดใช้!”

“ศัตรูของลูกจะรู้ว่าเธอเป็นจุดอ่อน และไม่นานหลังจากนี้ ลูกจะถูกเล่นงาน เลฟ...พอเถอะ ส่งเธอกลับเมืองไทยไปซะ!”

สองแม่ลูกเจรจากันอยู่ แต่เหมือนว่าเรื่องที่เจรจา จะต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

เลฟจ้องมารดาอย่างตำหนิ

“ผมไม่มีหัวใจ ผมรักใครไม่เป็น อย่าพูดเรื่องไร้สาระนี่อีก มันน่ารำคาญ”

วาเลนติน่าใจหายเมื่อได้เห็นท่าทีของเลฟ เขาดูเปลี่ยนไปนะ เพราะอะไรล่ะ เพราะแม่หนูจากเมืองไทยนั่นเหรอ

ก๊อกๆๆ

ประตูถูกเคาะทั้งที่เปิดอยู่ วาเลนติน่าหันไปมอง เจอแม่สาวร่างเล็กในชุดเดรสสั้นสีส้มอ่อน ชุดแบรนด์เนมหรูหรา ยามอยู่บนร่างหล่อนช่างส่งให้คนสวมดูสง่า อกเป็นอก เอวเป็นเอว ใบหน้างามกระจ่างอยู่กลางเรือนผมสีนิลสนิท รวมๆ แล้ว หล่อนดูสว่างสดใสราวกับพระอาทิตย์ในวันที่หิมะโปรยปราย

“ขอโทษที่มารบกวนนะคะ คือ...หนูอยากจะถามอะไรเลฟสักหน่อย”

วาเลนติน่าสูบลมหายใจเข้าลึก มองใบหน้าเล็กเรียวของสาวเจ้าแล้วเหนื่อยใจ คงดีกว่านี้ถ้าณัชรินทร์ไม่ได้ดูสวยแปลกตา และคงดีกว่าหากหล่อนหน้าตาคล้ายๆ ผู้หญิงบนเกาะนี้ที่มีออกเกลื่อน

“เชิญจ้ะ เอ่อ...เมื่อคืนหลับสบายดีไหม”

คนถูกถามกะพริบตาถี่ๆ หรือวาเลนติน่าจะรู้ว่าเมื่อคืนเลฟไปค้างที่ห้องของเธอ

“ค่ะ...หลับสบายที่สุดเลย”

“คืนนี้เธอจะนอนที่นี่ ไม่ต้องจัดห้องให้เธออีก” 

เลฟเอ่ยแทรกการพูดคุยของสองสาว วาเลนติน่าเหลือบมองลูกชายทางหางตา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไป

เลฟกวาดตามองคนในชุดเดรสเรียบหรู ที่ตัวเสื้อแนบไปกับผิวเนื้อหล่อน มันดูดีจนเขาอยากจะถอดชุดนั่นทิ้งเสีย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป