บทที่ 21 EP 4/3 บนเตียงสี่เสาอันเร่าร้อน
หญิงสาวเฝ้าวอนขอ ดวงตาคู่สวยทอทอดแววที่ชวนให้เห็นอกเห็นใจ
เลฟยิ้มมุมปากให้ณัชรินทร์หน่อยหนึ่ง เวลาที่หล่อนร้องขออย่างสิ้นท่านี่ช่างน่าเอ็นดู ทั้งสีหน้า แววตาและน้ำเสียง ชวนให้เขาอยากยกหัวใจให้หล่อนจริงๆ
“นอนซะ อีกชั่วโมงฉันจะกลับมา”
นั่นคือคำสั่งสุดท้ายของเลฟ ก่อนที่เขาจะก้าวจากไปพร้อมฟีโอดอร์
ณัชรินทร์หลับไม่ลงทั้งที่ปวดศีรษะมากเหลือเกิน เธอห่วงพาขวัญ คนที่ทำให้เธอต้องเดือดร้อน ถึงจะร้ายกาจแค่ไหน แต่ ณ ตอนนี้ พาขวัญก็ไม่มีใครเลย ขอให้เลฟเมตตาพาขวัญบ้างเถอะ สักเล็กน้อยก็ยังดี
...........
ภายในห้องที่ผนังสามด้านเป็นชั้นหนังสือสูงติดเพดาน พาขวัญถูกสั่งให้นั่งลงบนเก้าอี้ เธอมองตรงไปยังโต๊ะตัวใหญ่ซึ่งตั้งเยื้องกับเตาผิงที่ไฟในนั้นกำลังลุกโชน เหนือเตาผิงขึ้นไปเป็นผนังสีแดงเข้มที่มีภาพวาดของเจ้าของห้อง แขวนอยู่ มันสูงใหญ่เกือบเท่าตัวจริง และนั่นทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดแมลงยามถูกคนในภาพวาดจ้องมอง ดูเหมือนว่าเลฟต้องการเจอเธอ บางทีพี่สาวอาจบอกเขาให้ตามหาเธอก็เป็นได้
แอ๊ดดด...
หลังเสียงเปิดปิดประตู เสียงการเคลื่อนไหวของพวกชายชุดดำก็ดังเข้าหูมา ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ที่เธอเคยเห็นในโทรทัศน์จะปรากฏแก่สายตา หัวใจเธอเต้นระรัวอย่างน่าละอาย แทบจะลืมไปแล้วว่าแฟนหนุ่มเพิ่งจะตายจากไป ก็เลฟช่างหล่อเหลาจนเธออยากจ้องมองใบหน้านี้ไปนานๆ
“เพชรของฉันอยู่ไหน”
พาขวัญเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำถามเป็นภาษาไทยจากปากของเลฟ
“พะ...เพชร? เพชรเหรอ เพชรอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
พาขวัญละล่ำละลักบอก ส่ายหน้าปฏิเสธสิ่งที่อีกฝ่ายทวงถาม
เลฟมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา มันเชื่อได้ยากในเมื่อหล่อนคือหนึ่งในคนที่ขโมยเพชรไป
“ถ้าโกหก คนของฉันจะจับเธอมัดแล้วฝังไว้ใต้หิมะนอกหน้าต่างนั่น คิดดีๆ สิพาขวัญ เพชรที่พวกเธอขโมยไป อยู่ที่ไหน”
พาขวัญยังส่ายหน้ารัวๆ สีหน้ามีแต่แววหวาดกลัวจนปิดไม่มิด น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นหยดแล้วหยดเล่า
“ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้...”
“เล่ามาว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น”
พาขวัญกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ ก่อนจะเริ่มเล่าช้าๆ
“ระ...เรา...เราทะเลาะกันเรื่องกระเป๋าที่บังเอิญสลับกับผู้ชายคนหนึ่งที่หน้ากาสิโน ก่อนหน้านั้นเขาเมามาก เขาดื่มแต่หัวค่ำจนเดินเซไปชนคนกลุ่มหนึ่งเข้า พวกนั้นเกือบจะฆ่าเรา ดีที่ฉันขอร้องเอาไว้ เรากลับไปที่ห้องพัก เขาดูกระวนกระวายแปลกๆ และพอถึงเวลามื้อค่ำ กินยังไม่ทันเสร็จดี เขาก็แอบพาฉันหนีออกจากกาสิโนไม่ให้พี่ฉันรู้
ระ...เรา เราหนีไปพักที่โรงแรมอีกแห่ง แต่แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาพร้อมปืน เราพากันวิ่งหนีแล้วเขาก็ถูกยิงจนตกบันได ตอนนั้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรอยู่ในกระเป๋า รู้แค่ว่าต้องหนีเอาตัวรอด ฉะ...ฉัน ฉันไม่รู้ว่าเขามีศัตรูเยอะแค่ไหน ตอนอยู่เมืองไทยเขาดูเป็นคนดีมาก จนฉันยอมตามเขามาที่นี่”
พาขวัญเล่าพลางปาดน้ำตา เสียงสะอื้นผะแผ่วยังดังอยู่ เหลือบมองเลฟก็เห็นสีหน้าเขาดูอ่อนลง
เลฟไม่แน่ใจนักว่าจะเชื่อพาขวัญได้ไหม แต่หยดน้ำตานั่นช่วยได้มากทีเดียว ฟีโอดอร์กระซิบบางอย่างที่ข้างหู เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะดึงสายสร้อยออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้ววางลงตรงหน้าสาวเจ้า
“พี่สาวเธออยู่กับฉัน จะเป็นประโยชน์มากหากนับตั้งแต่วันนี้ เธอจะช่วยนึกให้ออกว่ามีอะไร หรือใครบ้างที่เข้ามาติดต่อพวกเธอหลังจากได้เพชรไป ตอนนี้เพชรนั่นเป็นของฉันแล้ว และฉันอยากได้มันคืน”
“คงจะแพงมากเลยใช่ไหมคะ”
“แพงจนแม้แต่ชีวิตพวกเธอสองพี่น้องก็ยังเทียบไม่ได้ เอาละ...เธอชื่ออะไรนะ”
“พาขวัญค่ะ เอ่อ...คลาร่า ก็ได้”
“โอเค เอาละคลาร่า เรื่องเพชรฉันจะไม่เร่งเร้า จะไม่บังคับให้เธอคิดให้ออกว่าเพชรอาจจะอยู่ที่ไหนหรืออยู่กับใคร แต่เธอช่วยตอบหน่อยว่าสร้อยตรงหน้า เป็นของเธอหรือเปล่า”
พาขวัญเป็นงงเมื่อถูกถาม เธอมองสร้อยตรงหน้า แล้วจำมันได้ดี ที่ด้านหลังของจี้ดอกเดซี่ มีอักษร VL สลักไว้
“ค่ะ...ของฉันเอง ฉันยกให้พี่สาวเมื่อนานมาแล้ว”
เลฟมุ่นคิ้วเมื่อได้ฟัง พิจารณาสตรีตรงหน้าก็ไม่เห็นแววโป้ปดในดวงตา
“เอาสร้อยมาจากไหน”
“ฉันเก็บได้ค่ะ มัน...ไม่ได้เปื้อนเลือดอะไร ฉันเลย...เก็บมา ฉันทำผิดมากจริงๆ มันไม่ใช่ของฉันด้วยซ้ำ ขอโทษค่ะ”
เลฟไม่ใส่ใจคำขออภัย เขากำลังสนใจอย่างอื่นอยู่
“จำอะไรได้บ้างไหม เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“คุณหมายถึง...”
“ตอนที่เธอยังเด็ก ที่...ร้านอาหารบนเกาะ มีเสียงปืน และ...เลือด”
หัวใจของพาขวัญเต้นถี่ขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะเอ่ยถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เธออยากลืม
“ฉันไม่อยากพูดถึงมันค่ะ” เธอตอบสั้นๆ สมองประมวลผลอย่างเร่งด่วนถึงเรื่องราวที่ติดอยู่ในความทรงจำ
“สร้อยนี่เป็นของฉัน”
เลฟบอก ความเงียบงันดังกระหึ่มขึ้นในห้องที่อุ่นจนเกือบร้อน ไฟในเตาผิงช่างทำงานได้ดีจนสองมือของพาขวัญที่ประสานกันไว้บนตักเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ที่นี่ไม่ต่างจากรังมาเฟีย หากเธอพูดอะไรไม่ถูกใจเจ้าของสถานที่ ไม่แน่ว่านาทีข้างหน้าเธออาจได้กลายเป็นศพ
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขโมย ฉันยังเด็ก และสร้อยมันก็สวยดี ฉันก็เลย...”
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ถ้าเธอพอจะนึกอะไรออกละก็...”
“มันนานมากแล้วค่ะ ฉันไม่อยากนึกถึง ฉันกลัว”
เลฟเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างปลงๆ มองคนตรงหน้าแล้วยังไม่มั่นใจว่าตัวเองคิดถูก แต่หล่อนก็ยืนยันมาแล้วว่าเก็บสร้อยของเขาได้ แสดงว่าวันนั้น หล่อนอยู่ที่นั่นจริงๆ
