บทที่ 5 EP 1/5 อ้อมแขนซาตาน

“โธ่เว้ย! จะอะไรกันนักกันหนา ปล่อยฉันออกไปนะ ปล่อยฉ้านนน!!!”

ณัชรินทร์กรีดร้อง ทั้งยังทุบบานประตูปังๆ เพื่อส่งสัญญาณให้คนข้างนอก แต่จนแล้วจนรอดก็เสียแรงเปล่า เธอกลับมานั่งที่โซฟาตัวหนึ่งที่วางอยู่ปลายเตียง ถึงกับหอบแฮ่กๆ เมื่อออกแรงหวดไม้กอล์ฟใส่ประตูไปหลายรอบ ก็อยากชื่นชมกับความหรูหรามีราคาของเครื่องเรือนทั้งหลาย แต่นาทีนี้มันชื่นชมอะไรไม่ลง พอนั่งนิ่งๆ สงบสติอารมณ์ก็เริ่มทำใจแล้วว่าถึงอย่างไร เสียตัวให้มาเฟียบ้าอำนาจแค่คนเดียวก็ยังดีกว่าถูกขายไปซ่องเพื่อปรนเปรอผู้ชายมากหน้าหลายตา 

อันนี้ก็แค่คิดปลอบใจตัวเองละนะ เพราะถ้าเป็นไปได้ ก็อยากหอบความสาวกลับเมืองไทยนั่นแหละ

“ยัยขวัญ เธอรู้ไหมว่าทำอะไรไว้กับพี่ เธอรู้บ้างไหม” พูดกับตัวเองอย่างสิ้นหวังแล้วหันมองที่หน้าต่าง หิมะสีขาวยังโปรยปราย ใกล้จะปีใหม่แล้ว หิมะก็เห็นสมดั่งใจแล้ว แต่กลับไม่ยินดีเลย เธออยากกลับบ้าน แม้ที่บ้านจะไม่มีใครคิดถึงเธอก็ตาม

...........

ช่วงสายของวันเดียวกัน คนของเลฟเอาอาหารเข้ามาส่ง ณัชรินทร์อยากหนีออกไปอยู่หรอก แต่ไม่ได้มีแค่สาวใช้นี่นา ผู้ชายร่างสูงใหญ่สองคนก็มาด้วย เธอยอมก็ได้ เธอจะกินให้อิ่ม สมองจะได้แล่น พอสมองแล่น เธอจะได้หาทางหนีได้อย่างไรเล่า

ณัชรินทร์กินอาหารที่มีคนยกมาให้ มันเป็นซุปข้นสีแดงจัดจ้านที่มีส่วนผสมของบีทรูท กะหล่ำปลีและเนื้อ มีเครื่องเคียงเป็นขนมปังกระเทียมราสชีส อย่าได้ถามถึงรสชาติ มันจะไปสู้ส้มตำไก่ย่างได้อย่างไร 

“แต่ก็อุ่นท้องดีเหมือนกันแฮะ” ว่าพลางก้มมองถ้วยซุป มันเหลือแต่ถ้วยเปล่าแล้วตอนนี้ เธอดื่มชาอุ่นๆ ไปถ้วยใหญ่หลังมื้ออาหาร พอหนังท้องตึงหนังตาไม่ได้หย่อนหรอกนะ เพราะสมองมีพลังพอที่จะหาอะไรทำนอกจากนั่งรอชะตากรรมอันโหดร้าย 

เธอเริ่มสำรวจห้องของเลฟอีกครั้งหนึ่ง ตู้ไหนเปิดได้เปิด ลิ้นชักอันไหนเปิดได้ก็เปิดให้สิ้น ในห้องที่มีประตูบานเลื่อนสีเดียวกับผนังห้อง พอเปิดเข้าไปก็ประหนึ่งว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าของบุรุษ มีเสื้อผ้าแบรนด์หรู รองเท้า เข็มขัด นาฬิกา โอ๊ย...เยอะ! แต่เธอไม่สนมันหรอก เธอสนแค่อะไรก็ได้ที่สามารถเปิดประตูได้น่ะ

ไม่มีสิ่งที่เธอต้องการในห้องแต่งตัว เธอพยายามคิดว่าคนอย่างเขาจะซ่อนอะไรไว้ตรงไหนบ้าง แล้วสมองอันชาญฉลาดก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ มีหมอนสองใบบนเตียงเขา เธอยืนมองมันอยู่นาน ก่อนเลือกหยิบหมอนใบขวามือ

“โอ๊ะโอ!? หน้าตาฉันดูไม่มีพิษภัยเลยเหรอ ทำไมเขาถึงเอาฉันมาขังไว้ในห้องที่มีปืนซ่อนไว้ใต้หมอนล่ะ” ถามตัวเองแล้วยิ้มร้าย หยิบปืนขึ้นมาดู ปืนดีๆ มีที่เก็บเสียง ขนาดใหญ่ไปนิด แต่เธอถือไหว 

อ้อ...เคยบอกหรือยังว่าตอนเรียนมหา’ลัยอยู่ชมรมยิงปืน เธอไม่ชอบปืนหรอก เธอยิงไม่ค่อยแม่น แต่ไปอยู่ชมรมนั้นเพราะรุ่นพี่หล่อไง นึกขอบคุณความใจง่ายของตัวเองนะ อย่างน้อยพี่ๆ ที่ช่วยสอนก็ทำให้เธอพอจะยิงปืนได้ 

ณัชรินทร์ใช้เวลาศึกษาปืนของเลฟอยู่เกือบสิบนาที พอรู้ว่ามันเป็นปืนแบบไหน ยิงอย่างไร เพื่อความปลอดภัยเธอต้องเช็กก่อน 

“เอาละนะ ยังไงฉันก็จะออกไปจากที่นี่ เพราะฉะนั้น...” 

ณัชรินทร์เล็งปืนไปที่ประตู ก่อนจะนับหนึ่งถึงสามแล้วรัวกระสุนใส่แป้นล็อก

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

“บ้าจริง!!!” เธอร้องออกมาอย่างเดือดดาลเพราะต่อให้รัวกระสุนใส่อีกหลายนัด ที่ล็อกประตูก็ยังอยู่ดี มือเธอชาไปหมดเพราะแรงผลักจากปืนที่ถืออยู่ แล้วท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถเปิดประตูได้ ปลอกกระสุนหล่นเกลื่อนอยู่บนพื้น ใจคอไม่ดีเพราะนับจากปลอกที่หล่นอยู่ เธอเหลือกระสุนอีกแค่นัดเดียวเท่านั้น

“เอาไงวะ เอาไงดี” ถามตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วจู่ๆ แสงสีฟ้าจากแป้นตัวเลขที่ประตูก็กะพริบถี่ขึ้น เธอถอยหลังออกมาแต่ยังเล็งปืนไปหามัน

ครืด...

เสียงประตูครูดกับอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่พรมปูพื้น ดวงตาคมของเลฟมองลงไป ปลอกกระสุนมากกว่าหนึ่งหล่นเกลื่อนอยู่ข้างล่าง เขาเงยหน้าขึ้นมอง เปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วก้าวเข้าไปด้วยท่าทีที่ไร้ความตื่นตกใจ เขาปิดประตูลงอีกครา และแน่นอนว่ามันล็อกแน่นอีกครั้ง

“น่าแปลกใจที่เห็นเธอถือเจ้านั่นอยู่ แต่ปกติเห็นปืนจนชินเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่”

“ปล่อยฉันไป แล้วฉันจะไม่ยิง”

“แค่ขู่สินะ ผู้หญิงอย่างเธอไม่กล้ายิงคนหรอก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป