บทที่ 1 บทที่ 1 คืนที่ใจเปราะบาง
บทที่ 1 คืนที่ใจเปราะบาง
#บาร์หรู
ภายในบาร์หรูใจกลางเมืองหลวง แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นบรรยากาศให้ดูเร้นลับและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน เสียงดนตรีเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงแก้วที่กระทบกัน แต่สำหรับ ‘มินตรา’ ในเวลานี้ ต่อให้ดนตรีจะไพเราะแค่ไหน ก็ไม่อาจชำระล้างความอัดอั้นและเสียงร้องไห้ในใจของเธอได้เลย
หญิงสาววัย 28 ปี ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเข้มเข้ารูป ขับผิวขาวเนียนให้โดดเด่นท่ามกลางความมืด เธอกำแก้วค็อกเทลในมือแน่น ก่อนจะกระดกรวดเดียวหมดแก้ว จนบาร์เทนเดอร์หนุ่มยังต้องเหลียวมอง
“ขอ... แบบเดิมอีกแก้วค่ะ” มินตราเอ่ยเสียงแหบพร่า
“อกหักเหรอครับคุณผู้หญิง? ดื่มดุเชียว” บาร์เทนเดอร์เอ่ยถามน้ำเสียงสุภาพขณะรินเครื่องดื่มสีสวยให้ใหม่
“เปล่าค่ะ... แย่กว่าอกหักเยอะ โดนคนเลวๆ ฮุบบ้านที่รักที่สุดไปน่ะค่ะ” มินตราเอ่ยน้ำเสียงเรียบ พร้อมรอยยิ้มจางๆ
คำว่า ‘แม่เลี้ยง’ ลอยเข้ามาในหัวชวนให้คลื่นไส้ ผู้หญิงคนนั้นแอบเอาโฉนดบ้านซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ไปจำนองเพื่อเล่นพนัน จนตอนนี้บ้านกำลังจะถูกยึด มินตราเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศแท้ๆ แทนที่จะได้พักผ่อน กลับต้องมาแบกรับหนี้ก้อนโตที่เธอไม่ได้ก่อ
ห่างออกไปตรงมุมเคาน์เตอร์บาร์ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิท ถูกปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ดเนกไทถูกคลายออกอย่างหลวมๆ กำลังนั่งหมุนแก้ววิสกี้ในมือด้วยท่าทางนิ่งๆ
ภัทร หรือ ภัทรพล ประธานบริหารหนุ่มในวัย 38 ปี กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ใบหน้าหล่อคมเข้มบึ้งตึงจากความเครียดในโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านที่บอร์ดบริหารบางคนพยายามขัดแข้งขัดขาเขาอยู่
“นายครับ ให้ผมอยู่สแตนด์บายแถวนี้ไหมครับ” พีระ ลูกน้องคนสนิทของภัทรพล
“ไม่ต้อง กลับไปพักผ่อนเถอะ กูอยากอยู่เงียบๆ” ภัทรพลเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ครับ”
เมื่อลูกน้องคนสนิทเดินจากไป ภัทรพลก็ถอนหายใจยาวๆ เขาเกลียดความวุ่นวาย แต่อารมณ์หงุดหงิดจากห้องประชุมทำให้เขาไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ ชายหนุ่มยกวิสกี้ขึ้นดื่มอีกครั้ง ก่อนที่สายตาคมดุจพญาเหยี่ยวจะเหลือบไปเห็นหญิงสาวเดรสสีแดงเข้มที่นั่งอยู่ห่างออกไปถึงสี่เก้าอี้
เธอยกแก้วดื่มเหล้าเหมือนว่ากำลังประชดชีวิต ภัทรพลมองใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ดวงตากลมโตคู่สวยสั่นระริกและคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกะพริบตาถี่ๆ ไม่ให้มันไหลออกมา
‘ผู้หญิงอะไร... ร้องไห้ยังดูสวย’ ภัทรพลคิดในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติเขาไม่ชอบผู้หญิงขี้แยและไม่เคยสนใจพวกเธอเลยด้วยซ้ำ
ราวกับรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง มินตราหันขวับไปตามสัญชาตญาณ ดวงตาคู่สวยประสานเข้ากับสายตาคมกริบของชายหนุ่มโดยบังเอิญ เคมีบางอย่างแล่นพล่านผ่านสายตาทันที มินตราตื่นตะลึงกับความหล่อเหลา มาดนิ่ง ดุดัน และแฝงไปด้วยความเซ็กซี่แบบผู้ใหญ่ของเขา ส่วนภัทรพลเพียงแค่ยกแก้ววิสกี้ขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย
มินตราที่กำลังเมาและรู้สึกประชดโชคชะตา จึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินถือแก้วของตัวเองมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ เขาโดยไม่มีความลังเล
“ขอนั่งด้วยคนนะคะ... คุณคนเครียด” มินตราเอ่ยเสียงหวาน สายตาเยิ้มด้วยความเมามาย
ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตาไล่มองใบหน้าสวยลามลงมาที่ลำคอขาวเนียน
“หึ! รู้ได้ยังไงว่าผมเครียดเหรอครับ?”
“ก็คิ้วคุณผูกกันจนจะเป็นโบว์อยู่แล้วน่ะสิคะ” มินตราหัวเราะเบาๆ “ฉันชื่อมินค่ะ แล้วคุณล่ะ?”
“ภัทรครับ” เขาบอกเพียงชื่อเล่นสั้นๆ “แล้วคุณมินมานั่งดื่มคนเดียวแบบนี้ ไม่กลัวอันตรายเหรอ?”
“กลัวอะไรคะ? ไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะค่ะ บ้านก็กำลังจะโดนยึด ชีวิตพังพินาศหมดแล้ว” มินตราเอ่ยพูด พร้อมกับแกว่งแก้วในมือ “คืนนี้ฉันแค่อยากลืม... ลืมทุกอย่างเลย”
ภัทรพลจ้องมองริมฝีปากบางที่ขยับเจื้อยแจ้ว ความรู้สึกบางอย่างในกายหนุ่มเริ่มตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน
“การดื่มเหล้าไม่ได้ช่วยให้ลืมหรอกครับ พรุ่งนี้ตื่นมาคุณก็ต้องเจอความจริงอยู่ดี”
“คุณภัทรขัดคอเก่งจังเลยค่ะ” มินตรามุ่ยหน้าอย่างแง่งอน ร่างกายที่โอนเอนตามฤทธิ์น้ำเมาทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ ร่างบางเผลอไถลไปซบเข้ากับแผงอกแกร่งที่อบอุ่นของชายหนุ่มอย่างจัง
กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ จากตัวเขาทำให้มินตราหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ส่วนภัทรพลเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ราวกับดอกไม้จากเรือนร่างนุ่มในอ้อมแขน ความอดทนของเขาก็แทบจะสิ้นสุดลงทันที มือหนาเลื่อนไปโอบเอวเล็กไว้หลวมๆ เพื่อไม่ให้เธอล้ม
“คุณเมามากแล้วนะ” ภัทรพลเอ่ย
“ฉันไม่ได้เมา แค่... รู้สึกร้อนจังเลยค่ะ” มินตราเงยหน้าขึ้น สบตาคมในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่เป่ารดกันจนบรรยากาศรอบข้างเงียบลงไปทันตา
“สายตาแบบนี้ รู้ไหมว่ามันอันตรายสำหรับผู้หญิง” ภัทรพลเอ่ยเตือนเสียงต่ำลง
“แล้วคุณ... อันตรายไหมคะ?” มินตราเอ่ยถามกลับอย่างท้าทาย ความเสียใจและความเมาหล่อหลอมให้เธออยากทำอะไรประชดชีวิต อยากหาที่พึ่งพิงแม้เพียงชั่วข้ามคืน
เขาไม่ได้เอ่ยตอบ แต่สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงจนมินตราแทบจะหลอมละลาย ชายหนุ่มควักเงินปึกหนึ่งวางลงบนเคาน์เตอร์บาร์โดยไม่ได้นับจำนวน ก่อนจะพยุงร่างบางให้ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด
“ผมจะไปส่ง”
“ไปไหนคะ?” มินตราถาม ร่างกายอ่อนปวกเปียกซบลงกับอกเขาเต็มแรง
“ไปส่งคุณที่บ้านไงครับ” เขาเอ่ย
“ไม่กลับค่ะ มีที่อื่นอีกไหมคะ? ไม่อยากไปบ้านค่ะ”
“แน่ใจเหรอครับ”
“ถ้าคุณเป็นคนพาไป มินก็แน่ใจค่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหวาน
ภัทรพลโอบเอวเล็กพาหญิงสาวเดินมาที่รถคันหรูของเขา ชายหนุ่มเป็นคนขับเอง หญิงสาวที่นั่งเบาะข้างๆ ได้แต่หลับตาพริ้มด้วยความมึนงง แต่ก็รับรู้ได้ถึงฝ่ามือหนาที่อบอุ่นของเขาที่เลื่อนมาจับมือเธอไว้ตลอดทาง
ไม่นานนัก รถหรูขยับมาจอดที่หน้าคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง เขาช้อนอุ้มร่างเล็กในท่าเจ้าสาวขึ้นมาบนห้องพักสุดหรูของเขาทันที
เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบและความมืดก็คืบคลานเข้ามา ภัทรพลวางมินตราลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ ทว่าหญิงสาวกลับไม่ยอมปล่อยมือเรียวที่โอบรอบคอเขาไว้ ดึงรั้งให้ร่างหนาต้องโน้มลงมาตามแรง
“อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวนะคะ คืนนี้ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวจริงๆ” มินตราเอ่ยขอ น้ำตาเอ่อคลอ
ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวใต้ร่าง ความเป็นสุภาพบุรุษที่เคยมีหายไปจนหมดเมื่อเจอแรงดึงดูดมหาศาลจากคนตรงหน้า
“คุณเลือกเองนะมินตรา ถ้าฉันเริ่มแล้ว ฉันไม่หยุดนะ”
“ค่ะ... ฉันเลือกเอง”
คำยืนยันสั้นๆ เป็นเหมือนการปลดล็อกพันธนาการทั้งหมด ภัทรพลก้มลงประทับริมฝีปากหนาครอบครองริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว จูบแรกเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและโหยหา มินตราครางประท้วงในลำคอเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอนอ่อนผ่อนตาม สองมือเรียวสอดประสานเข้ากับกลุ่มผมหนาของเขา
ชายหนุ่มวัย 38 ปีสลัดคราบประธานผู้มาดนิ่งออกไปจนหมด เหลือเพียงชายหนุ่มที่มีความต้องการที่ร้อนแรง เขาถอดเสื้อสูทและเนกไททิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมาจัดการกับชุดเดรสสีแดงเข้มของหญิงสาวให้พ้นทาง
แสงไฟจากภายนอกหน้าต่างสะท้อนให้เห็นเรือนร่างเนียนละเอียดราวกับรูปปั้นที่ไร้ที่ติ ภัทรพลลากริมฝีปากร้อนผ่าวลงมาตามลำคอขาวและลาดไหล่เนียน มินตราแหงนหน้าขึ้นสูดหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายสั่นสะท้านกับสัมผัสแปลกใหม่ที่เขาปรนเปรอให้
“คุณภัทร... อ๊ะ!”
“เรียกฉัน... แด๊ดดี้ หรือภัทร ก็ได้เด็กดี” น้ำเสียงทุ้มกระซิบชิดริมหูเล็ก ก่อนจะพาร่างกายของทั้งคู่เข้าสู่บทเพลงที่แสนเร่าร้อนและตราตรึง
ไฟในห้องนอนถูกปิดลง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่ทอดเงาของคนสองคนบนผนัง ก่อนที่โคมไฟนั้นจะถูกมือหนาเอื้อมไปปัดสวิตช์จนดับลง แล้วทิ้งให้ความมืดมิดและความร้อนแรงแห่งค่ำคืนนำทางทั้งคู่ไปสู่อีกโลกหนึ่งทันที
