บทที่ 3 บทที่ 3 สัมภาษณ์งาน
บทที่ 3 สัมภาษณ์งาน
ภายในห้องกว้างขวางใหญ่โต ถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำและสีเทาดูลึกลับและน่าค้นหา มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และที่เก้าอี้หนังตัวใหญ่ มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มนั่งหันหลังให้อยู่
“สวัสดีค่ะดิฉัน มินตรา พงษ์ธรรม มาสัมภาษณ์งาน ตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวค่ะ” มินตราเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงฉะฉาน เป็นงานเป็นการ
เก้าอี้หนังตัวนั้นค่อยๆ หมุนกลับมาอย่างช้าๆ
และทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของประธานบริษัท สายตากลมโตของมินตราก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น ใบหน้าสวยถอดสีจนขาวซีด สติกระเจิดกระเจิงไปหมด
เขา! เขาอยู่ที่นี่เวลานี้ได้ยังไง...
ชายหนุ่มคนเมื่อคืน ที่ตอนนี้อยู่คราบประธานบริหารหนุ่มมาดนิ่ง จ้องมองหญิงสาวตรงหน้า สายตาคมฉายแววด้วยความพึงพอใจและตื่นเต้นอย่างมาก ข้อมูลประวัติที่พีระหาไม่เจอในตอนแรก ตอนนี้มันมาวางอยู่ตรงหน้าเขาในรูปแบบตัวเป็นๆ แล้ว
ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์และชอบใจเป็นที่สุด สายตาคมเข้มไล่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะสบสายตากับดวงตาคู่สวยที่กำลังช็อกอยู่
“ยินดีที่ได้เจอตัวสักทีนะ คุณมินตรา!” ภัทรพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่รู้กันอยู่แค่สองคน
หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้ มือเรียวเล็กที่ถือเอกสารเริ่มสั่นจนต้องรีบกำมันไว้ให้แน่น เธอพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอ แล้วแสร้งทำเป็นจำไม่ได้เพื่อรักษาวิชาชีพของตัวเองไว้
“ค่ะ... ยินดีที่ได้พบท่านประธานค่ะ” มินตราเอ่ยตอบเสียงแข็ง พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่นจนเขาจับพิรุธได้
ภัทรพลเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย นึกขำในความพยายามทำเป็นไม่รู้จักกันของเธอ
“หึ! ทำเป็นจำผมไม่ได้งั้นเหรอ? ทั้งๆ ที่เมื่อคืน...เรา ‘ทำความรู้จัก’ กันลึกซึ้งขนาดนั้นแท้ๆ”
คำพูดกึ่งเปิดเผยของเขาทำเอาพีระที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหันขวับมามองเจ้านายด้วยความตกใจ ส่วนมินตราแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีลงตรงนั้นให้ได้
“ดิฉันคิดว่าท่านประธานคงจำคนผิดแล้วค่ะ ดิฉันเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่เคยพบท่านประธานมาก่อนแน่นอนค่ะ” มินตราโกหกหน้าตาย ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเพิ่งเข้าด้ายเข้าเข็มกันไปแท้ๆ
“ฮ่าๆ จำคนผิดงั้นเหรอ?” ภัทรพลหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ชวนให้ขนลุก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างใหญ่เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาช้าๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้ามินตรา ระยะห่างที่ใกล้กันทำให้มินตราได้กลิ่นน้ำหอมแบบเดียวกันกับเมื่อคืน กลิ่นที่ทำให้เธอใจกระตุกวูบ
ภัทรพลก้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดข้างหูของเธอ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
“งั้นสร้อยข้อมือรูปดาวดวงนี้... ก็คงไม่ใช่ของคุณสินะครับ?”
ชายหนุ่มชูสร้อยข้อมือเส้นสวยขึ้นมาตรงหน้าเธอ มินตราเบิกตากว้าง คลำข้อมือตัวเองทันทีแล้วก็พบว่ามันหายไปจริงๆ! เธอไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามันหายไป อาจจะเพราะมีเรื่องให้เครียดอยู่
“คุณ!...” มินตราเผลออุทานเสียงหลง หน้าร้อนผ่าว เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจนมุมแล้ว
“หน้าที่เลขาของผม... นอกจากจะต้องเก่งเรื่องงานแล้ว เรื่อง ‘อย่างอื่น’ ก็ต้องจัดการได้ดีด้วย คุณคิดว่าคุณมีคุณสมบัติพอมั้ยครับคุณมินตรา” ภัทรพลส่งสายตาร้อนแรงไล่ต้อนเลขาสาวอย่างผู้ชนะ
มินตราได้แต่ยืนเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับเธออยู่กันแน่!
ก็ยังบอกอยู่แท้ๆ ว่าไม่อยากเจอเขาอีก แล้วทำไมถึงส่งให้มาเจอกันอีก
หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามดึงสัญชาตญาณความเสือมือไวในต่างประเทศกลับคืนมา เธอเชิดหน้าขึ้นสบสายตากับพญาเหยี่ยวตรงๆ แม้ในใจจะอยากวิ่งหนีออกไปจากห้องนี้ใจจะขาด
“เรื่องสร้อยข้อมือ ดิฉันอาจจะทำตกไว้ที่ไหนสักที่ และท่านประธานบังเอิญเก็บได้ค่ะ” มินตราเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “แต่ถ้าเรากำลังพูดถึง ‘คุณสมบัติ’ ของการเป็นเลขา ดิฉันเชื่อมั่นว่าโปรไฟล์และประสบการณ์การทำงานสี่ปีในต่างประเทศของดิฉัน ตอบโจทย์บริษัท พีทีพี แน่นอนค่ะ”
ภัทรพลหัวเราะในลำคอเบาๆ นึกขันในความใจดีสู้เสือของแม่กวางน้อยนี้จริงๆ
“หึ! ปากแข็งใช้ได้”
เขาก้าวถอยหลังกลับไปพิงขอบโต๊ะทำงาน กอดอกแล้วปรายตาไปทางลูกน้องคนสนิททันที
“ออกไปรอข้างนอกก่อน”
“เอ่อ... ครับนาย” พีระรับคำอย่างรวดเร็ว สายตาเหลือบมองมินตราด้วยความทึ่งแกมเห็นใจ ก่อนจะรีบก้าวออกจากห้องและปิดประตูลงอย่างเงียบๆ
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที มินตรารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวมันหดเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อต้องอยู่กับผู้ชายคนนี้ตามลำพัง
“เอาล่ะ ไม่มีคนนอกแล้ว... ไหนลองบอกฉันซิว่าความสามารถของคุณมันยอดเยี่ยมแค่ไหน” ภัทรพลเอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นหยอกเย้า แกล้งๆ ให้คนตรงหน้าทำตัวไม่ถูก
“ท่านประธานสามารถดูจากพอร์ตโฟลิโอในมือได้เลยค่ะ ดิฉันเคยผ่านงานดีลระดับร้อยล้าน จัดการตารางงานที่ซับซ้อน และประสานงานกับบอร์ดบริหารต่างชาติได้อย่างไร้ที่ติค่ะ” มินตราเอ่ยตอกกลับเป็นงานเป็นการ
“เรื่องงานฉันไม่สงสัย แต่เรื่องความอดทนล่ะ?” เขาขยับก้าวเข้ามาหาเธออีกครั้ง คราวนี้เขาหยุดห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว “เลขาของฉันต้องรับมือกับอารมณ์ของฉันได้ทุกสถานการณ์... ทั้งในเวลางาน และนอกเวลางาน”
“ดิฉันแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้เป็นอย่างดีค่ะ” มินตราเน้นคำชัดถ้อยชัดคำ “และดิฉันหวังว่า... ท่านประธานเองก็คงจะแยกแยะได้เช่นกัน”
“งั้นเหรอ?” ภัทรพลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนมินตราได้กลิ่นหอมจางๆ จากลมหายใจของเขา “แล้วถ้าฉันบอกว่า ฉันชอบเอาเรื่องส่วนตัวมารวมกับเรื่องงานล่ะ?”
“คุณภัทรคะ!” มินตราเผลอหลุดเรียกชื่อจริงเขาออกมาด้วยความลืมตัว “ที่นี่คือบริษัทนะคะ กรุณาให้เกียรติดิฉันในฐานะผู้มาสมัครงานด้วยค่ะ”
“อ้าว! นึกว่าจำไม่ได้ซะอีก” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างชอบใจเมื่อต้อนเธอจนมุม “เมื่อกี้ยังบอกว่าไม่เคยเจอกันอยู่เลยไม่ใช่หรือไง?”
มินตรากัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด ใบหน้าสวยแดงซ่านด้วยความโกรธปนอาย
“โอเคค่ะ! ฉันยอมรับก็ได้ว่าคืนนั้นคือฉันเอง แต่มันคือความผิดพลาด! เราต่างคนต่างเมา และมันควรจะจบลงตั้งแต่ตอนที่ฉันเดินออกจากห้องของคุณแล้วค่ะ!”
“แต่ฉันไม่คิดว่ามันเป็นความผิดพลาด” ภัทรพลสวนกลับทันที สายตาคมเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น “และมันยังไม่จบมินตรา สัมผัสของเธอมันยังติดอยู่ที่มือของฉันอยู่เลย”
“คุณมัน... คนฉวยโอกาส!”
“ฉันเปล่าฉวยโอกาส เธอเดินมานั่งข้างฉันเอง ยอมขึ้นรถมากับฉันเอง และที่สำคัญ... เธอก็กอดฉันแน่นมากนะเมื่อคืนนี้”
“หยุดพูดเลยนะคะ!” มินตรายกมือขึ้นห้าม หน้าร้อนผ่าวจนแทบอยากจะหนีเขา “ถ้าคุณจะใช้เรื่องเมื่อคืนมากลั่นแกล้งหรือล้อเล่นกับฉัน... ฉันขอถอนตัวจากการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ค่ะ!”
หญิงสาวหันหลังเตรียมจะก้าวเดินไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้น ร่างสูงของภัทรพลก็ขยับมาดักหน้าไว้ก่อน แขนแกร่งทั้งสองข้างยันเข้ากับบานประตู ล็อกร่างบางไว้ในอ้อมแขนกว้างทันที
“จะหนีอีกแล้วเหรอ? เมื่อเช้าก็หนีไปทีหนึ่งแล้ว” ภัทรพลก้มลงมองคนใต้ร่าง สายตาดุดันและเต็มไปด้วยความกระหายอยากจะเอาชนะ
“ปล่อยค่ะ! ฉันบอกให้ปล่อย!” มินตราทุบอกแกร่งเบาๆ พยายามดิ้นให้หลุดจากเขา
“ถ้าฉันปล่อย เธอก็จะเดินไปจากฉันอีก” ภัทรพลเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “รู้ไหมว่าตั้งแต่ตื่นมาแล้วไม่เจอเธอ ฉันหงุดหงิดแค่ไหน? ไม่เคยมีใครกล้าทิ้งโน้ตบ้าๆ แล้วหนีไปแบบนี้”
“ก็ฉันทำแล้วไงคะ! และฉันก็ไม่อยากเกี่ยวโยงอะไรกับคุณอีก!”
“สายไปแล้วมินตรา ในเมื่อเธอเดินเข้ามาในถ้ำเสือด้วยตัวเอง มีหรือที่ฉันจะยอมปล่อยเนื้อหวานๆ อย่างเธอหลุดมือไป” ภัทรพลยื่นมือหนาไปเชยคางมนขึ้นมา ให้ดวงตากลมโตคู่นั้นสบตากับเขา “เธออยากได้เงินไปช่วยเรื่องบ้านใช่ไหมล่ะ? ฉันให้เงินเดือนเธอสามเท่าจากที่เก่า... แลกกับการมาเป็นเลขาของฉัน”
“คุณแน่ใจ?” มินตราขมวดคิ้ว
“ไม่มีอะไรที่คนอย่าง...ภัทรพลจะไม่แน่ใจ” เขาบอกเสียงเรียบ “ข้อเสนอของฉันดีขนาดนี้ เธอยังจะปฏิเสธอีกเหรอ? เงินเดือนสามเท่า สูงพอที่จะทำให้เธอรักษาบ้านหลังนั้นไว้ได้โดยไม่ต้องไปกราบอ้อนวอนพวกหนี้นอกระบบ”
คำพูดของเขาแทงใจดำมินตราเข้าอย่างจัง ความจริงอันโหดร้ายเรื่องบ้านทำให้ความอวดดีของเธอลดฮวบลง หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนกำลังใช้ความคิด...
เงินก้อนนั้นมันจำเป็นต่อเธอมากจริงๆ
“แค่...หน้าที่เลขาใช่ไหมคะ?” มินตราเอ่ยถามเสียงเบา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา
ภัทรพลยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ เขารู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“ในเวลางาน... เธอคือเลขามือโปรที่ต้องจัดการตารางงานให้ฉันอย่างห้ามขาดตกบกพร่อง”
“แล้วนอกเวลางานล่ะคะ?”
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจนชิดใบหูขาวสะอาด กระซิบประโยคที่ทำให้มินตราหัวใจแทบจะหยุดเต้น
“แต่นอกเวลางาน... เธอต้องพร้อม ‘สแตนด์บาย’ จัดการเรื่องบนเตียงให้ฉัน ทุกครั้งที่ฉันต้องการ”
“คุณภัทรพล! แบบนั้นมันไม่ใช่เลขาแล้วค่ะ!” มินตราเอ่ยเสียงดังใส่เขา ใบหน้าแดง
“เลือกเอา มินตรา... จะยอมเป็นเลขาควบตำแหน่งคนพิเศษของฉัน หรือจะยอมปล่อยให้บ้านมรดกของแม่เธอโดนยึดไปต่อหน้าต่อตา” ภัทรพลยื่นคำขาด สายตาเจ้าเล่ห์แกมบังคับ
มินตราหลับตาลงอย่างข่มอารมณ์ เจ็บใจตัวเองที่ตกเป็นรองเขาในทุกทาง แต่เมื่อนึกถึงบ้านและใบหน้าของพ่อ...
เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วจริงๆ
