บทที่ 4 บทที่ 4 เลขาคนใหม่
บทที่ 4 เลขาคนใหม่
“ตกลงค่ะ ฉันรับข้อเสนอ”
“หึๆ! เป็นเด็กดีแบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” ภัทรพลเอื้อมมือไปหยิบสร้อยข้อมือรูปดาวดวงขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะจับมือเรียวเล็กของเธอขึ้นมาสวมคืนให้ที่ข้อมืออย่างแผ่วเบา “อันนี้คืนให้... ถือเป็นมัดจำสำหรับหน้าที่เลขาส่วนตัวของฉัน”
“ฉันจะเริ่มงานได้วันไหนคะ?” มินตราสะบัดมือออกทันทีที่เขาสวมใส่ให้เสร็จ
“พรุ่งนี้แปดโมงเช้า อย่าสายล่ะคุณเลขา เพราะฉันเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเรื่อง... บนเตียง” เขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้ พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มชอบใจ
มินตราหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ รีบผลักอกแกร่งแล้วเปิดประตูวิ่งพรวดออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้ท่านประธานหนุ่มยืนมองตามหลังไปด้วยสายตาคลั่งรักและมาดดุร้ายอย่างผู้เหนือกว่า
#เช้าวันรุ่งขึ้น
ณ ชั้นบนสูงสุดของ พีทีพี
ร่างเล็กก้าวออกจากลิฟต์ในเวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที เธอสวมชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทะมัดทะแมง ใบหน้าสวยแต่งแต้มเครื่องสำอางเบาๆ แต่ดูเป็นมืออาชีพ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง วันนี้เธอตั้งใจจะมาทำหน้าที่ ‘เลขา’ อย่างไร้ที่ติ และจะใช้กำแพงเรื่องงานสกัดกั้นความเจ้าเล่ห์ของภัทรพลอีกด้วย
“สวัสดีค่ะคุณพีระ มินมาเตรียมตัวก่อนค่ะ มีอะไรให้มินช่วยเรียนรู้งานช่วงเช้านี้ไหมคะ?” มินตราเอ่ยพูด พร้อมส่งยิ้มสุภาพให้กับพีระ
“ขยันแบบนี้ผมเบาใจเลยครับ โต๊ะทำงานของคุณอยู่ตรงหน้าห้องท่านประธานนะครับ เดี๋ยวผมจะช่วยอธิบายระบบรับส่งเอกสารและตารางงาน...”
ยังไม่ทันที่พีระจะอธิบายจบ เสียงลิฟต์ส่วนตัวก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้ม ภัทรพลก้าวออกมาด้วยมาดนิ่งๆ เคร่งขรึม ทรงอำนาจ ทว่าทันทีที่สายตาคมสบเข้ากับร่างบางในชุดสีครีม ใบหน้าคมเข้มก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์
“อรุณสวัสดิ์ครับท่านประธาน” พีระรีบเอ่ยทักทายทันทีที่เห็นผู้เป็นเจ้านาย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านประธาน” มินตราเอ่ยเสียงราบนิ่ง ก้มหัวเล็กน้อยตามมารยาท ใบหน้าหวานไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เลย
ประธานหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของมินตรา สายตาคมไล่มองชุดสูทกางเกงที่ปิดมิดชิดตั้งแต่คอจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา
“มาเช้าดีนี่~ คุณเลขาคนใหม่”
“ดิฉันมาก่อนเวลาเพื่อศึกษาตารางงานค่ะ จะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง” มินตราเอ่ยตอบเป็นงานเป็นการ
“ดี! งั้นสิบโมงตรง ถือแฟ้มรายงานการประชุมไตรมาสล่าสุดเข้าไปให้ฉันในห้องด้วย อ้อ... เอาข้าวมันไก่กับกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลเข้าไปเสิร์ฟฉันด้วยนะ” ภัทรพลเอ่ยสั่งน้ำเสียงเรียบ
“ข้าวมันไก่เหรอคะ?” มินตราเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย
“ใช่ ทำไมล่ะ? หรือว่าคุณอยากจะเสิร์ฟอย่างอื่นที่มันอร่อยกว่าข้าวมันไก่ตอนเช้าๆ แบบนี้ล่ะ” ภัทรพลโน้มตัวลงมาใกล้เล็กน้อย กระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่กวนประสาทเล็กน้อย
ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ก็เขาชอบพูดอะไรที่มันกำกวมอยู่ตลอดเวลาเลย
“เปล่าค่ะ ดิฉันจะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้ค่ะ!” เธอเน้นคำว่า ค่ะ! พยายามเก็บกลั้นอารมณ์เอาไว้
ภัทรพลหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานไป
#เวลา 10.00 น.
ก๊อกๆ
“ขออนุญาตค่ะท่านประธาน” มินตราดันประตูเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารและแฟ้มเอกสารหนาปึก เธอเดินนำถาดไปวางบนโต๊ะรับแขกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะถือแฟ้มรายงานเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่
ภัทรพลเงยหน้าจากไอแพดในมือ สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยที่พยายามทำหน้าตึง
“วางเอกสารไว้ตรงนั้นแหละ แล้วมานั่งนี่ซิ” เขาเอ่ยตอบ พลางส่งสายตาไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
หญิงสาวเดินไปนั่งลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“นี่คือเอกสารรายงานไตรมาสล่าสุดค่ะ ท่านประธานมีอะไรจะสั่งเพิ่มเติมไหมคะ?”
ายหนุ่มไม่สนใจแฟ้มเอกสารตรงหน้าเลยสักนิด เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ประสานมือไว้ที่หน้าตักแล้วจ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
“ฉันตรวจประวัติส่วนตัวของเธออย่างละเอียดแล้วนะ แต่แปลกใจอยู่เรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไรคะ? ประวัติการศึกษาหรือการทำงานของดิฉันมีปัญหาตรงไหนเหรอคะ?” มินตราถามด้วยความสงสัย เขาแปลกใจตรงไหน
“เปล่า... ประวัติในกระดาษมันก็สมบูรณ์ดี” ภัทรพลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนแรงและซุกซน “แต่ในใบสมัคร... ไม่เห็นมีระบุไว้เลยว่าคุณมีปานแดงอยู่ที่สะโพกข้างซ้ายที่ด้านหลัง”
“คุณภัทรพล!” มินตราเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงหลง ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอทุบโต๊ะทำงานดังปัง “นี่คุณแกล้งถามเรื่องบ้าอะไรคะ! นี่มันในเวลางานนะ!”
“อ้าว~ ฉันก็แค่ตรวจสอบข้อมูลพนักงานเพื่อความถูกต้องไง” เขาเอ่ยตอบทำหน้าซื่อตาใส ทว่าแววตากลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “เผื่อเวลามีคนร้ายปลอมตัวมาเป็นเลขาฉัน ฉันจะได้แยกแยะถูกว่าคนไหนมินตราตัวจริง คนไหนตัวปลอม”
“ไม่มีใครเขาปลอมตัวมาด้วยวิธีลามกแบบนั้นหรอกค่ะ!”
“ไม่ลามกนะ ฉันจำได้แม่นเลยล่ะ นอกเหนือจากปานแดงตรงนั้นแล้ว รู้สึกเหมือนเธอจะมีขี้แมลงวันเล็กๆ อยู่ที่ไหปลาร้าด้านขวาด้วยใช่ไหม? ตอนที่มันสะท้อนแสงไฟคืนก่อน... มันสวยมากเลยนะ” ภัทรพลพูดเสียงทุ้มต่ำพร่า จงใจยั่วยวน
เธอยกมือเล็กขึ้นกุมคอเสื้อสูทตัวเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าแดงลามไปจนถึงใบหูและลำคอ
“หยุดพูดจาไร้สาระแล้วตรวจงานได้แล้วค่ะท่านประธาน! ถ้าคุณยังไม่เลิกพูดเรื่องคืนนั้น ดิฉันจะไม่เข้ามาในห้องนี้อีก!”
“ขู่เก่งจริงๆ เด็กน้อย” ภัทรพลขยับลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ มินตราทำท่าจะลุกหนี แต่ฝ่ามือหนากลับกดไหล่บางของเธอไว้เบาๆ “นั่งลง ฉันยังสัมภาษณ์ไม่เสร็จ”
“สัมภาษณ์อะไรอีกคะ? ฉันก็เริ่มงานแล้วไง” มินตราเงยหน้าประท้วง
ภัทรพลโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกเกือบจะชิดกัน มินตราสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นตัวที่แสนคุ้นเคย หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“สัมภาษณ์เรื่องรอยสัก ฉันอยากรู้ว่าเธอยังมีรอยสักซ่อนอยู่ตรงไหนที่ฉันยังไม่ได้สำรวจอีกไหม?”
“ไม่มีค่ะ! ฉันไม่ได้สักอะไรทั้งนั้น!” มินตราเอ่ยตอบเสียงแข็ง ตัวแข็งทื่อทันที
“จริงเหรอ? ขอดูหน่อยสิ”
“จะบ้าเหรอคะ! จะมาขอดูอะไรตรงนี้!” เธอเบี่ยงหน้าหนี แต่ภัทรพลกลับหัวเราะอย่างเอ็นดู เขาใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางมนของเธอให้หันกลับมาสบตา
“หึ! หน้าแดงหมดแล้วคุณเลขา ฉันหมายถึงขอดูข้อมือว่าสวมสร้อยที่ฉันคืนให้หรือเปล่า คิดไปถึงไหนแล้วล่ะ? ลามกเหมือนกันนะเราน่ะ” ภัทรพลแกล้งหยอกเย้า
มินตรากัดริมฝีปากอย่างหงุดหงิด เธอชูข้อมือซ้ายที่มีสร้อยข้อมือรูปดาวดวงที่สวมอยู่ขึ้นมา
“สวมอยู่ค่ะ! พอใจหรือยังคะท่านประธาน?”
“พอใจมาก” ภัทรพลมองสร้อยข้อมือสลับกับใบหน้าหวาน สายตาขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นวูบหนึ่ง “สวมไว้ตลอดนะ ห้ามถอดเด็ดขาด”
“ดิฉันใส่เพราะมันเป็นของดิฉันค่ะ ไม่เกี่ยวกับคุณ” มินตราพึมพำเสียงเบา แสร้งทำเป็นหันมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนหัวใจดวงน้อยๆ ที่เต้นผิดจังหวะ
“ปากแข็ง! แต่ก็น่ารักดี” ภัทรพลปล่อยมือจากปลายคางเธอ แล้วเดินไปนั่งที่โซฟารับแขก “มานี่สิ มาแกะข้าวมันไก่ให้ฉันกินได้แล้ว ฉันหิวจะแย่”
มินตราลอบถอนหายใจยาว ก่อนที่จะลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามไปที่โซฟาทันที เธอลงมือแกะห่อข้าวมันไก่และจัดเตรียมน้ำซุปให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ทว่าตลอดเวลาที่เธอขยับตัว สายตาคมของชายหนุ่มไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“มองอะไรขนาดนั้นคะ? ข้าวมันไก่อยู่ในจานค่ะไม่ได้อยู่ที่หน้าดิฉัน” มินตราอดที่จะประชดประชันไม่ได้ ขณะที่เธอส่งช้อนส้อมให้กับเขา
“ก็เลขาของฉันน่ามองกว่าข้าวมันไก่ตั้งเยอะ” ภัทรพลรับช้อนมาแต่แอบใช้นิ้วมือสไลด์ผ่านหลังมือเนียนของเธอเบาๆ “ขอบใจนะ ต่อไปนี้เธอต้องมาดูแลฉันแบบนี้ทุกวัน”
“ในเวลางาน มินทำให้ได้อยู่แล้วค่ะ” มินตราจงใจแทนตัวเองว่ามินเพื่อให้อารมณ์ดูซอฟต์ลง “แต่ขอร้องเถอะค่ะคุณภัทร ที่บริษัทนี้คนเยอะแยะ ถ้าใครมาได้ยินคุณพูดเรื่องปาน เรื่องอื่นๆ หรือเรื่องคืนนั้นอีก มินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ”
ภัทรพลชะงักมือที่กำลังตักข้าว เขาเงยหน้ามองเลขาสาว ดวงตาฉายแววจริงจังขึ้นมาทันที
“เธอรังเกียจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ไม่ได้รังเกียจค่ะ แต่มันไม่เหมาะสม” มินตราสบตาเขาตรงๆ “มินมาทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพและแก้ไขปัญหาครอบครัว มินอยากให้ทุกคนยอมรับมินที่ความสามารถ ไม่ใช่เพราะ...เป็นเด็กฝากบนเตียงของคุณ”
ภัทรพลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยกยิ้มอ่อนโยนแบบที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูอบอุ่นจนกำแพงในใจของเธอเริ่มหวั่นไหว “โอเค... ฉันเข้าใจแล้ว ในเวลางานต่อหน้าคนอื่น ฉันจะวางตัวเป็นท่านประธานจอมโหดให้เธอสมใจอยากเลยดีไหม?”
“จริงนะคะ?” มินตราเอ่ยถาม
“จริงสิ! แต่มีข้อแม้นะ”
“ข้อแม้อะไรอีกคะ?”
ประธานหนุ่มวางช้อนลง โน้มตัวเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกับแก้มเนียนของเธอ
“ข้อแม้คือ...ถ้าอยู่กันสองคนในห้องนี้หลังปิดประตู หรืออยู่นอกเวลางาน... ฉันจะทบต้นทบดอกใส่เธอให้หนำใจเลยล่ะ เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดีนะคุณเลขาคนใหม่ของแด๊ดดี้!”
คนตัวเล็กหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ ลมหายใจสะดุดกึกกับสรรพนามแทนตัวเองของเขาที่แสนจะกร้าวใจ หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเองทันที
“ดะ...ดิฉันขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ!”
เธอเร่งฝีเท้าฉับๆ วิ่งหนีออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้ภัทรพลนั่งหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียวในห้อง ชายหนุ่มตักข้าวมันไก่เข้าปากด้วยความรู้สึกอารมณ์ดีที่สุดในรอบหลายปีมานาน นี้เป็นครั้งแรกที่เขาเจอหญิงที่รู้สึกว่าดูตาต้องใจ
