บทที่ 5 บทที่ 5 กฏเหล็ก
บทที่ 5 กฏเหล็ก
หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเช้าแสนหงุดหงิดมาได้ มินตราก็พยายามตั้งสติและทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงาน ทว่าพอนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงตรง เสียงอินเตอร์คอมบนโต๊ะก็แผดเสียงดังขึ้นทันที
ติ๊ด!
“คุณมินตรา เข้ามาพบฉันในห้องหน่อย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของภัทรเอ่ยสั่ง ทำให้หญิงสาวลอบถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะหยิบสมุดจดบันทึกและปากกา เดินเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของท่านประธานทันที
ชายหนุ่มกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้ด้านหลัง เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่มีเส้นเลือดปูดนูนดูเซ็กซี่
“ท่านประธานมีงานอะไรด่วนให้ดิฉันรับใช้คะ?” มินตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและท่าทางเป็นงานเป็นการ
“ปิดประตู ล็อก แล้วมานั่งนี่” เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ
“แค่สั่งงานจำเป็นต้องล็อกประตูด้วยเหรอคะ?”
“ฉันสั่งให้ล็อก ก็ล็อก หรือต้องให้ฉันเดินไปล็อกเอง แต่ถ้าฉันเดินไป ขากลับฉันอาจจะอุ้มเธอมานั่งบนตักแทนเก้าอี้ตัวนั้นนะ”
คำพูดขู่กึ่งหยอกเย้าทำให้มินตราก่นด่าเขาในใจ แต่เธอก็ต้องยอมหันหลังไปบิดลูกบิดล็อกประตูตามคำสั่งแต่โดยดี ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขา
“เอาล่ะค่ะ เข้าเรื่องงานได้หรือยังคะ?”
ภัทรพลเอนตัวมาข้างหน้า ประสานมือไว้บนโต๊ะ
“ที่เรียกเข้ามา เพราะฉันอยากจะคุยเรื่องกฎเหล็กในการทำงานของเราสองคน”
“ดีค่ะ! ดิฉันเองก็มีข้อเสนอเรื่องกฎเหมือนกันค่ะ” มินตราได้ทีรีบพูดแทรก “ดิฉันขอร้อง... ไม่สิ! ดิฉันขอสั่งห้ามเด็ดขาด ให้คุณแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องคืนนั้น เรื่องส่วนตัวออกจากกันค่ะ ในเวลางานห้ามลวนลาม ห้ามพูดจาสองแง่สองง่าม และห้ามขุดคุ้ยเรื่องใต้สะดือขึ้นมาพูดอีกเด็ดขาดค่ะ”
ภัทรพลเลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่ง ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
“ข้อห้ามเยอะจังนะครับ”
“เพื่อความมืออาชีพค่ะ มินต้องการทำงานที่นี่อย่างสบายใจ” มินตราเผลอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นอีกครั้งอย่างลืมตัว
“แล้วถ้าฉันบอกว่า... ฉันทำไม่ได้ล่ะ?”
“คุณภัทรพล!”
“ฟังฉันก่อนสิ” ภัทรพลประคับประคองน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น “การที่ฉันจะยอมทำตามกฎของเธอหรือไม่นั้น... มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอหรอกนะ”
“แล้วมันขึ้นอยู่กับอะไรคะ?” มินตราขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“มันขึ้นอยู่กับ... ความประพฤติของเธอ”
“ความประพฤติของดิฉัน? ดิฉันทำอะไรผิดคะ? มินมาทำงานตรงเวลา เอกสารจัดการเรียบร้อย ชงกาแฟแกะข้าวมันไก่ให้คุณพร้อมสรรพ มีตรงไหนบกพร่องมั้ยคะ!” เลขาสาวเริ่มโวยวาย หน้าดำหน้าแดง
“เรื่องงานเธอทำได้ดี ไร้ที่ติ” ภัทรพลยอมรับ “แต่เรื่องความประพฤติส่วนตัวของเธอมันยังไม่ผ่านเกณฑ์ของฉัน”
“ยังไงคะ?”
“ข้อแรก... เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนอื่นในบริษัท ห้ามส่งยิ้มหวานๆ แบบนั้นให้ใครเด็ดขาด” ภัทรพลสั่งเสียงเรียบนิ่ง ตาคมฉายแววดุขึ้นมาทันที “เมื่อเช้าฉันเห็นเธอส่งยิ้มให้พีระจนตาหยี ฉันไม่ชอบ”
“นั่นมันมารยาทค่ะคุณภัทร! คุณพีระเป็นรุ่นพี่ที่สอนงานมินนะคะ!”
“ฉันไม่สน” เชาเอ่ยตอบหน้าตาย “ข้อสอง... ห้ามใส่กระโปรงสั้นเกินไป วันนี้ใส่กางเกงมาก็ดีแล้ว วันหลังก็แต่งแบบนี้ หรือถ้าจะใส่กระโปรง ต้องยาวเลยเข่าเท่านั้น”
มินตราอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าท่านประธานบริษัทอสังหาพันล้านจะมาจุกจิกเรื่องเครื่องแต่งกายของเลขาขนาดนี้
“นี่มันสิทธิส่วนบุคคลของนะคะ! คุณไม่มีสิทธิ์มาตีกรอบการแต่งตัวของฉัน!”
“ฉันมีสิทธิ์... ในฐานะเจ้านายที่จ่ายเงินเดือนให้เธอสามเท่า และในฐานะ... ผู้ชายของเธอ!” ภัทรพลเน้นย้ำคำท้ายน้ำเสียงหนักแน่น สายตาโลมเลียไปตามริมฝีปากบาง
“คุณภัทร! ไหนบอกว่าจะตั้งกฎเหล็กไงคะ!” มินตราประท้วงเสียงหลง หน้าร้อนฉ่า
“ก็บอกแล้วไง ว่าถ้าเธอทำตัวดี เชื่อฟังฉัน ไม่ดื้อ ไม่ส่งสายตาให้ผู้ชายคนไหน ในเวลางานฉันก็จะยอมเป็นเจ้านายที่ดี ถือตัว และเย็นชาให้เธอสมใจอยากแน่นอนมินตรา” ภัทรพลขยับลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหาเธอ “แต่ถ้าวันไหนเธอขัดคำสั่งดื้อรั้น ฉันจะลงโทษเธอด้วยวิธีของฉัน ทบต้นทบดอกในห้องทำงานนี้แหละ”
มินตรายกมือขึ้นดันอกแกร่งไว้ทันทีเมื่อเขาขยับมาประชิดตัว
“ถอยออกไปเลยค่ะ! นี่ไง... คุณกำลังทำผิดกฎแล้วนะ!”
ภัทรพลรวบข้อมือเรียวทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือหนาเพียงข้างเดียว ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนแทบจะชิด
“ตอนนี้เราอยู่กันสองคนในห้องที่ล็อกประตู ถือเป็นข้อยกเว้น”
“คนพาล! คุณมันเอาแต่ใจตัวเองที่สุดเลย!”
“ใช่! ยิ่งเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ฉันถูกใจ ฉันยิ่งไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ หรอก” ภัทรพลเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากบาง ลมหายใจร้อนๆ ของเขาเป่ารดจนมินตราใจกระตุกวูบ “คืนนั้นเธอเร่าร้อนและน่ารักมากนะ รู้ตัวไหม?”
“หยุด... หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะคะ” มินตราเบือนหน้าหนี หัวใจเต้นรัวอย่างหักห้ามไม่ได้เลยสักนิด
“หึ! กลัวฉัน หรือว่ากำลังคิดถึงภาคปฏิบัติกันแน่?” ชายหนุ่มแกล้งเอาจมูกโด่งซุกไซ้ไปที่แก้มเนียนสูดความหอมฟอดใหญ่
“คุณภัทร! อื้อ...”
มินตราพยายามจะร้องประท้วง แต่กลับเปิดโอกาสให้ริมฝีปากหนาฉกวูบลงมาครอบครองเรียวปากบางของเธอทันที
ภัทรพลบดจูบอย่างดูดดื่ม แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจและโหยหา สัมผัสนี้ทำให้เรี่ยวแรงที่มีของเลขาสาวหายไปจนหมด สมองตื้อทันที มือเรียวเล็กที่เคยผลักดันอกแกร่งเปลี่ยนเป็นขยำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง
ชายหนุ่มชิมความหวานจากปากบางอย่างย่ามใจ ท่อนแขนแกร่งอีกข้างโอบรัดเอวคอดรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนแทบไม่มีอากาศคั่นกลาง เสียงครางอื้อในลำคอของมินตรา ยิ่งจุดไฟราคะในกายหนุ่มให้ลุกโชน
เพียงครู่เดียวเท่านั้น ภัทรผลก็ยอมถอนริมฝีปากออกช้าๆ เขากดจูบเบาๆ ที่หน้าผากของเธอ ก่อนจะปล่อยข้อมือเรียงเล็กของเธอให้เป็นอิสระ
มินตราหอบหายใจเสียงดัง ใบหน้าหวานแดงก่ำ ดวงตาเยิ้มด้วยอารมณ์ที่เพิ่งถูกจุดประกาย เธอรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเอง สายตาตวัดมองคนตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง
“คุณมัน... คนนิสัยไม่ดี!”
“ฉันเตือนเธอแล้วนะ... ว่าทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับความประพฤติของเธอเอง” ภัทรพลยกนิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากตัวเองที่มีรอยลิปสติกของเธอติดอยู่ พร้อมกับรอบยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าคม “ถ้าไม่อยากโดนเจ้านายกินตับในห้องทำงานบ่อยๆ ก็ห้ามดื้อกับฉัน เข้าใจไหมครับคุณเลขา?”
“คนบ้า! มินจะไม่คุยกับคุณแล้ว!” มินตราสะบัดหน้าหนี หมุนตัวเดินดิ่งไปที่ประตูห้องทำงาน รีบปลดล็อกแล้วเปิดประตูพรวดออกไปทันที
พีระที่กำลังนั่งเคลียร์งานอยู่หน้าห้องสะดุ้งโหยง มองเลขาสาวที่วิ่งหน้าแดงออกไปจากห้องทำงานของเจ้านายด้วยความมึนงง
“เอ่อ... คุณมินตราครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ?” พีระรีบร้องทักทันที
“เปล่าค่ะ! มินแค่... รู้สึกว่าแอร์ในห้องท่านประธานมันร้อนเกินไปค่ะ! มินขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ!” มินตราตะโกนตอบโดยที่ไม่หันมามอง ก่อนที่จะรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำหญิงทันที
