บทที่ 5 คืนแห่งน้ำตาและเงาสูญเสีย
ตอนที่ 5: คืนแห่งน้ำตาและเงาสูญเสีย
บรรยากาศภายในคฤหาสน์หรูในยามค่ำคืนช่างมืดมนและเหน็บหนาวไม่ต่างอะไรกับสุสาน ความโกรธเกรี้ยวและอคติที่ฝังรากลึกในใจทำให้ปกรณ์เลือกที่จะหันหลังให้ภรรยาอย่างไร้เยื่อใย เขาไม่เพียงแต่ทิ้งเพียงฟ้าให้นั่งจมอยู่กับความอัปยศและความเสียใจในบ้านหลังใหญ่เท่านั้น แต่ยังเลือกที่จะควง อมรรัตน์ เลขาสาวสวยไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ต่อหน้าตาเฉย เพื่อประชดประชันและแสดงออกถึงความถือดีของตนเอง โดยไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดคือภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
ในขณะที่ปกรณ์กำลังดื่มด่ำกับเสียงเพลงและแสงสีเสียงในงานเลี้ยง พร้อมกับรอยยิ้มเอาอกเอาใจจากเลขาสาวที่คอยคลอเคลียไม่ห่าง ภายในบ้านที่ไร้เงาคนดูแล เพียงฟ้า กลับต้องเผชิญกับพายุร้ายที่โหมกระหน่ำใส่ร่างกายและจิตใจจนถึงขีดสุด
ความเครียดสะสม ความกดดัน มลทินที่ถูกยัดเยียด และความช้ำใจอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ที่โรงแรม ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอเพราะอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ส่งสัญญาณเตือนภัย จู่ๆ ความปวดเกร็งช่องท้องอย่างรุนแรงก็แล่นริ้วขึ้นมาเล่นงานเธอจนแทบยืนไม่ไหว เพียงฟ้าทรุดตัวลงนั่งกอบกุมท้องตนเองด้วยความตกใจ ก่อนที่ความอบอุ่นสายหนึ่งจะไหลรินลงมาตามเรียวขา และเมื่อเธอทอดสายตามองลงไป หัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น—คราบเลือดสีแดงฉานนองเต็มพื้นบ้าน
ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวพุ่งทะยานถึงขีดสุดจนลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกและสั่นเทาอย่างรุนแรงพยายามฝืนทนต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัส เพียงฟ้าพยายามใช้สองมือจิกพื้นและพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงคลานกระเซอะกระเซิงไปคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวด้วยความยากลำบาก
เธอใช้เรียวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่กดหน้าจอปลดล็อกแล้วโทรออกหาปกรณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าติดต่อกันนับสิบสายอย่างไม่ลดละ ด้วยความหวังว่าเขาจะรับสาย ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสัญญาณเสียงรอสายที่ดังย้ำเตือนความโหดร้ายอย่างไร้เยื่อใย
ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด... ตัดสาย
เสียงสัญญาณตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียงดังขึ้นซ้ำๆ ในความเงียบงัน ปกรณ์ตัดสายเธอทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เพราะคิดว่าเธอคงโทรมาเพื่อหาข้อแก้ตัวเรื่องชู้สาวที่เขาพบความจริงกับตา ความเย็นชาและความไม่ใส่ใจในวินาทีนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลฉกรรจ์
หยาดน้ำตาไหลอาบสองแก้มปะปนกับเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด ความเจ็บปวดทางกายเริ่มกัดกินสติของเธอทีละน้อย ลมหายใจเริ่มติดขัด และในวินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ หน้าจอโทรศัพท์มือถือก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับสายเรียกเข้าจาก เตชินทร์ ลูกพี่ลูกน้องที่รู้สึกเป็นห่วงและโทรกลับมาเช็กอาการพอดี
"ฮัลโหล... ฟ้า..." เสียงปลายสายเอ่ยทักด้วยความห่วงใย
"พี่ชิน... ช่วยด้วย... ช่วยฟ้าด้วย..." เสียงหวานที่เคยสดใสบัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "เด็ก... ลูก... ฮือ..."
เตชินทร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นปนครางด้วยความเจ็บปวดผ่านปลายสาย เขารีบซักถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เตชินทร์ไม่รอช้ารีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินทันที ก่อนจะเหยียบคันเร่งรถพุ่งตรงมาที่บ้านของเพียงฟ้าอย่างสุดชีวิต
เมื่อเตชินทร์มาถึงและเปิดประตูเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เข่าของชายหนุ่มแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ร่างของเพียงฟ้านอนหมดสติจมอยู่ท่ามกลางกองเลือดสีแดงสดบนพื้นห้องที่เย็นเฉียบไร้การเยียวยา
ลมหายใจของเธอแผ่วเบาราวกับเปลวเทียนใกล้หมดเล่มที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ ความหวาดกลัวและสติสัมปชัญญะของเตชินทร์แตกกระเจิงเมื่อตระหนักว่าสถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุดแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงไซเรนรถหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินก็ดังสนั่นหวั่นไหวฝ่าความเงียบงันของยามวิกาล ร่างของเพียงฟ้าถูกรีบหามขึ้นเปลฉุกเฉินและพุ่งทะยานสู่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนแข่งกับเวลา
ท่ามกลางความเป็นความตายของชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ที่กำลังจะหลุดลอย และหัวใจของคนรอบข้างที่กำลังจะแหลกสลายเป็นจุล โดยที่สามีผู้เป็นต้นเหตุแห่งความพินาศยังคงดื่มด่ำความสุขและสนุกสนานอยู่ในค่ำคืนอันมืดมิดอย่างไร้สำนึก
