บทที่ 6 สายที่ไม่รับ และจุดแตกหักชั่วชีวิต
ตอนที่ 6: สายที่ไม่รับ และจุดแตกหักชั่วชีวิต
นาฬิกาหรูฟ้องเวลาเที่ยงคืนตรง รถยนต์ของปกรณ์เคลื่อนเข้าจอดหน้าคฤหาสน์ รอยยิ้มจากความสุขและเสียงหัวเราะตลอดค่ำคืนที่ได้ดื่มด่ำกับอมรรัตน์ยังคงติดตรึง แต่ทันทีที่ผลักประตูบ้านเข้ามาแล้วพบเพียงความมืดและความเงียบงัน ความสุขเมื่อครู่ก็มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดและโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปนเมื่อคิดว่าภรรยาหายหัวไปไหนยามวิกาล
"ให้ตายสิ! ดึกดื่นค่ำคืนนี้แล้วยังไม่ยอมกลับบ้านอีกงั้นเหรอ?" ปกรณ์สบถออกมาด้วยความหัวเสีย เขาปัดข้าวของบนโต๊ะรับแขกด้วยความโมโห ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาเพียงฟ้าด้วยอารมณ์คุกรุ่น หมายจะระเบิดใส่เธอให้สาสมกับการที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งและหายออกไปจากบ้านยามวิกาล
ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด... ไม่มีผู้รับสาย
เขากดโทรซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สัญญาณปลายสายก็ยังคงดังยาวไร้การตอบรับ ความเงียบที่ไร้เสียงรับสายยิ่งเติมเชื้อไฟความระแวงในหัวใจของปกรณ์ให้ลุกลามใหญ่โต ในหัวของเขาถูกครอบงำด้วยความคิดด้านลบและอคติที่ฝังรากลึก เขาคิดไปไกลว่าเพียงฟ้าคงหนีออกไปรื่นเริงระเริงรักกับเตชินทร์ ชู้รักหน้าตัวเมียที่เขาเจอที่โรงแรมเมื่อกลางวันอย่างแน่นอน
"ดีจริงนะเพียงฟ้า กล้าดีนักนะ ปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดกล้าหนีผัวไปนอนค้างข้างนอก อยากออกไปสำส่อนนักใช่ไหม ได้! ในเมื่อเธอไม่รักดีและไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเหมือนกัน!"
ปกรณ์ตะโกนลั่นบ้านด้วยความบันดาลโทสะ ความโมโหพุ่งทะยานจนเขาไม่อยากทนอยู่ร่วมชายคาเดียวกับผู้หญิงที่เขาปรักปรำว่านอกใจ ในเมื่อเพียงฟ้าไม่ยอมกลับมาและเลือกที่จะทิ้งให้บ้านว่างเปล่า เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอคอยอะไรทั้งสิ้น
นิ้วหนากดโทรศัพท์ออกไปหาเบอร์คุ้นเคยที่เพิ่งแยกย้ายกันไปเมื่อชั่วโมงก่อนเพียงไม่กี่ครั้ง ปลายสายก็กดรับอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม
"ฮัลโหลค่ะพี่กรณ์..."
"รัต... ตอนนี้ยังไม่นอนใช่ไหม? ออกมาดื่มเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ พอดีที่บ้านน่าเบื่อสิ้นดี" ปกรณ์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่เจือความหงุดหงิดแต่นุ่มนวลขึ้นเมื่อพูดกับเธอ
"เอ่อ... ได้สิคะ รัตยังไม่ได้นอนเลยค่ะ พี่กรแวะมารับรัตที่คอนโดน่ะคะ" อมรรัตน์รับคำด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด
ปกรณ์แค่นยิ้มหยันให้กับความไร้เยื่อใยของภรรยาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปขึ้นรถยนต์คันหรู เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกจากคฤหาสน์ไปหาความสำราญและปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินบ้านหลังนี้ โดยไม่รู้เลยว่าการก้าวเท้าออกจากบ้านในคืนนี้ คือการเดินหน้าไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ไม่มีวันหวนคืน
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศกลับตึงเครียดและกดดันยิ่งกว่าความมืดมิดที่บ้าน เตชินทร์ยืนกระสับกระส่ายด้วยความร้อนรนหน้าประตูห้องฉุกเฉิน เสื้อผ้าและมือของเขายังคงมีคราบเลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนอยู่จากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกพร้อมกับแพทย์เจ้าของไข้และพยาบาลที่เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและสลดใจ
"คุณเตชินทร์ใช่ไหมครับ... ญาติผู้ป่วย" แพทย์หนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหนักอึ้ง
"ครับหมอ! ผมเป็นญาติ... เพียงฟ้าเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ ปลอดภัยดีใช่ไหม?" เตชินทร์รีบพุ่งเข้าไปถามด้วยความกระวนกระวายใจ
แพทย์ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ "หมอต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ... ทางเราพยุงอาการอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เนื่องจากคนไข้เกิดภาวะตกเลือดอย่างรุนแรงและความเครียดสะสมขั้นวิกฤต ทำให้เราไม่สามารถยื้อชีวิตเด็กในครรภ์เอาไว้ได้... คนไข้แท้งลูกแล้วครับ"
คำว่า "แท้งลูกแล้ว" ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเตชินทร์จนเข่าทรุด ร่างกายชาวาบไปหมด ความเจ็บปวดแทนความบริสุทธิ์ใจและหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นแทนเพียงฟ้าเอ่อล้นออกมาทันที
"แล้วตอนนี้ฟ้าเป็นยังไงบ้างครับหมอ?" เตชินทร์ถามเสียงสั่นเครือ
"ตอนนี้คนไข้เสียเลือดมากและช็อกหมดสติไป ทางเราย้ายตัวเธอเข้าห้องไอซียูเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิด ภาวะร่างกายและจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก... ต้องภาวนาให้เธอผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ครับ"
เตชินทร์ทรุดตัวลงนั่งกุมขมับอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องไอซียู หัวใจของเขาแทบแหลกสลายเมื่อนึกถึงน้องสาวผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมอันโหดร้าย เพียงเพราะความหึงหวงอย่างไร้เหตุผลและความเย็นชาเลือดเย็นของสามีอย่างปกรณ์
ตัดภาพสลับมาในขณะที่ปกรณ์กำลังนั่งดื่มเหล้าเคล้าเสียงเพลงคลอเคลียอยู่กับอมรรัตน์ด้วยความขัดเคืองใจและอารมณ์คุกรุ่น พร้อมทั้งกำลังวาดฝันถึงบทลงทัณฑ์อันแสนเจ็บแสบที่จะใช้พิพากษาภรรยาในเช้าวันใหม่ โดยที่เขาไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า ในค่ำคืนอันมืดมิดและโหดร้ายนี้ ความเย่อหยิ่ง อคติอันมืดบอด และความหึงหวงอย่างไร้เหตุผลของตนเอง ได้ทำลายชีวิตน้อยๆ สายเลือดแท้ๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลกให้ดับสูญลงด้วยน้ำมือของพ่อแท้ๆ พร้อมทั้งพังทลายสะพานเชื่อมใจครั้งสุดท้ายระหว่างเขากับเพียงฟ้าลงจนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ทิ้งไว้เพียงตราบาปชั่วชีวิตที่จะตามหลอกหลอนเขาไปจนวันตาย
