บทที่ 9 อดีตสามีผู้ตาบอดกับศักดิ์ศรีที่ทวงคืน

ตอนที่ 9: อดีตสามีผู้ตาบอดกับศักดิ์ศรีที่ทวงคืน

บรรยากาศภายในห้องโถงจัดเลี้ยงหรูหราหลังเสร็จสิ้นการประชุมและประกาศผลโปรเจกต์ใหญ่เต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนในแวดวงธุรกิจต่างพากันเดินเข้าไปรุมล้อมและกล่าวแสดงความยินดีกับ เพียงฟ้า อย่างไม่ขาดสาย

ไม่นานนัก นักข่าวจากสำนักสื่อธุรกิจชื่อดังก็ได้ถือไมโครโฟนเข้ามาขอสัมภาษณ์เธอท่ามกลางแสงแฟลชที่สาดส่อง

"คุณเพียงฟ้าครับ ความสำเร็จในการคว้าโปรเจกต์ใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าวงการไอทีเลยทีเดียว คุณมีเคล็ดลับหรือมุมมองในการบริหารอย่างไรบ้างครับถึงก้าวขึ้นมาแถวหน้าได้รวดเร็วขนาดนี้?"

เพียงฟ้าแย้มรอยยิ้มมั่นใจและตอบคำถามด้วยน้ำเสียงฉะฉานทรงพลัง "ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วยค่ะ แต่มันเกิดจากการที่เราไม่หยุดพัฒนาศักยภาพ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และที่สำคัญคือการลุกขึ้นยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ยอมให้คำดูถูกหรืออุปสรรคใดๆ มาเป็นเครื่องบั่นทอนกำลังใจค่ะ" น้ำเสียงและแววตาของเธอนั้นสะท้อนภาพลักษณ์ของนักบริหารมืออาชีพที่เต็มเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ความสำเร็จอันน่าทึ่งในวันนี้ทำให้เธอเปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ร่างอรชรในชุดเสื้อสูทเบลเซอร์เข้ารูปสีเข้มเรียบหรูสไตล์ผู้บริหารสมัยใหม่ ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวและผิวพรรณผุดผ่องให้โดดเด่นสะดุดตา เส้นผมสีดำสลวยยาวเคลียไหล่รับกับโครงหน้าเรียวสวยคมคายและดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววความมั่นใจเต็มเปี่ยม รอยยิ้มบางๆ ที่ประดับบนเรียวปากอิ่มเอิบ ยิ่งขับให้เธอดูงดงามสง่าราวนางพญา ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและทรงอำนาจจนใครหลายคนต้องเหลียวมองด้วยความทึ่ง

ท่ามกลางผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาทักทายและแสดงความยินดี ปกรณ์ ยืนหลบมุมมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวและอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาทอดสายตามองอดีตภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัย ความเสียดาย และความรู้สึกผิดที่สุมแน่นอยู่ในอก ลึกๆ แล้วเขาโหยหาและอยากจะเดินเข้าไปกล่าวคำยินดีกับความสำเร็จของเธอด้วยซ้ำ แต่ความเย่อหยิ่งและทิฐิมานะที่ค้ำคออยู่กลับรั้งฝ่าเท้าของเขาให้ยืนลังเลอยู่กับที่

ทว่า... ความพยายามที่จะอดกลั้นและควบคุมตัวเองของปกรณ์ก็ต้องพังทลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นเพียงฟ้ายืนพูดคุยยิ้มแย้มอยู่อย่างสนิทสนมกับชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานคนหนึ่ง—เตชิต หรือ ลุงชิต ประธานบริษัทใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลวัย 55 ปี ซึ่งแท้จริงแล้วคือคุณลุงแท้ๆ ที่รักและเอ็นดูเพียงฟ้าเหมือนลูกในไส้

แต่เนื่องจากปกรณ์ไม่เคยล่วงรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้มาก่อน ภาพที่เห็นชายรุ่นพ่อมายืนเคียงข้างและคลอเคลียพูดคุยกับอดีตภรรยา จึงทำหน้าที่เป็นชนวนจุดประกายไฟแห่งความหึงหวงและอคติอันมืดบอดในใจของเขาให้พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในทันที

และเมื่อสบจังหวะพอดีกับที่เตชิตเดินผละออกไปหยิบเครื่องดื่มที่โต๊ะจัดเลี้ยงด้านข้าง ปล่อยให้เพียงฟ้ายืนอยู่เพียงลำพังชั่วครู่ ปกรณ์ที่จ้องมองจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้วก็ไม่รอช้า เขาพุ่งทะยานก้าวเท้าฉับๆ ฝ่าฝูงชนเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังอดีตภรรยาด้วยความกรุ่นโกรธ ก่อนจะพ่นถ้อยคำเชือดเฉือนและดูถูกเหยียบย่ำออกมาอย่างรุนแรงโดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้อธิบายหรือสังเกตสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

"เก่งจริงๆ นะเพียงฟ้า... เพิ่งหย่ากับฉันไปไม่ทันไร ก็ไต่เต้าหาผู้ชายคนใหม่มาร่วมทุนด้วยแล้วเหรอ? หน้าด้านจริงๆ ถึงได้กล้าเกาะผู้ชายแก่คราวพ่อกินไม่ซ้ำหน้าแบบนี้ คิดจะหาเงินมาประโคมความสุขให้ตัวเองบนความมักมากของเธอรึไง!"

เสียงตวาดกร้าวของปกรณ์ท่ามกลางงานเลี้ยงทำเอาแขกเหรื่อรอบข้างสะดุ้งและหันมามองเป็นตาเดียวด้วยความตกใจ เพียงฟ้าสะดุ้งสุดตัว ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้าสวยคมถอดสีลงฉาบด้วยความอับอายและเจ็บปวด เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นและความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ถูกเขายัดเยียดข้อครหาต่ำช้าให้อีกครั้งโดยไม่ยอมฟังอะไรเลย

ในวินาทีนั้นเอง เตชิตที่ถือแก้วเครื่องดื่มเดินกลับเข้ามาพอดีเมื่อได้ยินถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้น ลุงชิตถึงกับหน้าตึงด้วยความโกรธจัดที่เห็นชายหนุ่มมาหยามเกียรติหลานสาวสุดที่รักต่อหน้าธารกำนัล

แต่ก่อนที่เตชิตจะได้เอ่ยปากฟาดฟันหรือเอาเรื่องชายหนุ่มกลับไป เพียงฟ้ากลับยกมือห้ามลุงของเธอไว้เบาๆ แววตาคู่สวยที่เคยมีความรักและความอาลัย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและว่างเปล่าจนน่ากลัว

เพียงฟ้าไม่แม้แต่จะปริปากแก้ตัวหรือลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับคนตาบอดอย่างเขา เธอกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือดี สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความสั่นเทา ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของเตชิตผู้เป็นลุงไว้แน่น แล้วเดินเคียงคู่กันผละออกจากตรงนั้นอย่างสง่างาม โดยไม่ชายตามองปกรณ์ที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยวและพ่ายแพ้อยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป