บทที่ 5 ตอนที่ 5 ใบปลิวใบนั้น!!..
ฟุบบบ!!! ฮือออออ~~~~ ฮือๆ~~~
“ฟึดดดดดด!!!!! อึกกก! ฮืออออ!! พวกแก! ฉันเสียใจ~~” เสียงสูดจมูกดังสนั่นพร้อมกับเสียงร้องไห้ดังลั่นสวนสาธารณะใกล้บ้าน หลังจากเธอลากขาที่หนักราวกับมีหินก้อนเท่าภูเขาถ่วงขาออกมาจากโรงเรียนศรีอักษร มือสั่นๆก็รีบโทรออกประชุมสายกับเพื่อนๆทันที แน่นอนว่าเพื่อนชี้ปึกของนาราอย่าง ลิยาและกิ่งแก้วที่ยังไม่กลับบ้านก็รีบบึ่งรถมาหานาราที่สวนสาธารณะทันที
“ไม่เป็นไรนะนารา โรงเรียนบ้าแบบนั้นคงรับเงินใต้โต๊ะแน่!! ไม่งั้นคงไม่มีชื่อยัยบ้า ออร่า ขี้อิจฉาแบบนั้นหรอก บ้าเอ้ย!!!! ” ลิยาพูดขึ้นด้วยความเจ็บใจแทนเพื่อน กิ่งแก้วพยักหน้า ลูบแผ่นหลังปลอบนารารัวๆ เพราะเรื่องนี้มันมีกลิ่นตุๆอยู่
“ฮือๆ~ พวกแก~ ฉันไม่กล้าบอกที่บ้านเลย พ่อกับแม่ต้องเสียใจมากแน่ๆ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทุกอย่างกำลังจะดีแท้ๆเลย..อึกก!” นาราปาดน้ำตาออก ดวงตากลมโตบวมเบ่ง จมูกเล็กแดงเถือก แต่ยังคงระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจมานาน เธอกำลังถูกถีบตกสรรค์ พระเจ้าไม่รักเธอเลย ถึงไม่พรากความสุขที่จะช่วยแบ่งเบาครอบครัวเธอออกไปแบบนี้ ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่เธอถึงจะหาโรงเรียนใกล้บ้านแบบนี้
ปังงง!!! เสียงตบโต๊ะดังสนั่น ก่อนลิยาจะลุกขึ้นยืน
“เราไปเอาผิดโรงเรียนบ้าๆนี้กัน!!” ลิย่ากำลังหมัดโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแทนเพื่อนรัด ยิ่งใบหน้าสวยของนาราเต็มไปด้วยน้ำตาและความเสียใจ เธอก็อยากลุกขึ้นไปเราเรื่องโรงเรียนบ้าๆนั้น พร้อมกับกระชากหัวยัยบ้าออร่ามาตบเสียให้เข็ดแก้แค้นให้เพื่อน
หมับบ!!
“ลิยา!แกใจเย็นก่อนๆ!” กิ่งแก้วรีบห้าม เธอเข้าใจความรู้สึกของลิยา แต่ออร่ามีบิดาที่มีอำนาจมากโข หากเราไปเอาเรื่อง หรือคัดค้าน เสียงเล็กๆอย่างพวกเธอไม่ไปสู้อะไรกับฝ่ายนั้นได้ ก็คงจะเสียเวลาป่าวๆ เพราะพ่อออร่าคงใช้เงินปิดปากทุกคนหมด ไม่งั้นโรงเรียนที่พอมีชื่อเสียงอยู่จะลบรายชื่อและเปลี่ยนใหม่ได้ยังไง พวกเธอก็ไม่ต่างจะไม้พุๆที่คิดจะไปต่อกรกับไม้ซุง
“แกไม่สงสารยัยนารามันรึไงยะ!”
“สงสารสิ ฉันก็รู้สึกแบบแกนั้นแหละ แต่อย่าลืมสิ! ยัยออร่ามีพ่อเป็นถึงผู้ว่าเลยนะแก อำนาจไม่ต้องพูดถึง หากเราทำอะไรลงไป นาราอาจจะลำบากกว่าเดิมก็ได้นะ”
“งั้นแกจะปล่อยให้ยัยบ้านั้นใช่อำนาจของพ่อตัวเองมากดขี่คนอื่นแบบนี้?” ลิยาทรุดตัวลงเก้าอี้ตามเดิม กอดอกเชิดหน้าขึ้นมองกิ่งแก้วก่อนจะลากสายตามองนาราที่ยังคงร้องไห้แทบเป็นแทบตาย อย่างหน้าสงสาร
“เราแค่รอเวลา สักวันกรรมจะตามสนองพวกนั้น “
“เหอะ!! ยัยแม่พระ!! แล้วจะทำยังไงต่อละ? จะช่วยยัยนารายังไงละคะคุณกิ่งแก้วขาา!?” ลิยาพูดขึ้น ยอมเชื่อที่กิ่งแก้วพูด แม้จะโมโหมาแค่ไหนก็ตาม แต่ก็จริงอย่างที่กิ่งแก้วพูด ขืนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง อาจจะทำให้นาราลำบากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะยัยออน่าอิจฉาริษยานารามาตั้งแต่ปีหนึ่ง เพียงเพราะทุกกิจกรรมของคณะ นารามักจะเป็นตัวเต็งเสมอ
“ช่วยนาราหางานใหม่ หรือทำงานอะไรพลางๆก่อน ระหว่างรอโรงเรียนอื่นๆประกาศรับสมัครครู ได้ไหมนารา?”ประโยคสุดท้ายก้มลงไปพูดกับนาราที่ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ปลายจมูกแดงเถือกเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอพยักหน้าหงึกๆ
“ ขอบใจพวกแกมากนะ” นาราเงยหน้าขึ้นพูดกับเพื่อนรักทั้งสอง ที่เป็นห่วง อยู่ข้างๆทุกเวลาที่เธอมีเรื่องทุกข์ใจ
พรึบบบบ!!
“ไม่ต้องร้องแล้วนะ พวกฉันอยู่ข้างแกเสมอ รึถ้าแกอยากไปทำงานกับที่บ้านฉันก่อน ฉันยินดีต้อนรับแกนะนารา” ลิยาดึงนารามากอด พลางเสนอความคิด แม้จะรู้ว่านาราคงไม่ยอมไปทำงานที่บ้านเธอ เพราะนาราเป็นห่วงครอบครัว
“ใช่ๆ ฉันก็ว่าดีนะแก อีกอย่างรีสอร์ตยัยลิยาต้องโด่งดังเป็นพลุแตกแน่ หากได้พนักงานสวยๆแบบแก” ลิยาพยักหน้ารับ ตามด้วยกิ่งแก้ว ที่เป็นลูกคู่ พยายามปลอบนารา จนเวลาล่วงเลยเกือบหนึ่งทุ่ม นาราก็บอกให้เพื่อนทั้งสองรีบกลับ เพราะลิยามีบินเช้า ส่วนกิ่งแก้วต้องกลับไปเก็บของเตรียมตัวกลับไปอยู่บ้านเช่นกัน คงมีแต่เธอที่ยังล่องลอย ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน…
กึกก!
รองเท้าส้นสูงสองนิ้วที่สวมอยู่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาสำหรับเธอซะแล้วสิ!! นาราหยุดเดินก่อนจะก้มลงไปดู พื้นรองเท้าเปิดอ้าออกตรอกย้ำความหน้าสงสาร เธอหัวเราะให้กับตัวเอง ก่อนจะถอดรองเท้านั้นออกแล้วเดินเท้าเปล่าไปบนฟุตบาทบนสะพาน สายลมที่พัดผ่านหอบเอาความหนาวมาฝากเธอ นาราเดินเท้าเปล่าไปจนถึงกลางสะพาน ไฟสีส้มสว่างไสว ไม่ได้ดูหน้ากลัวหรือวังเวง มือเล็กวางรองเท้าลงกับพื้นเกาะราวสะพานหลับตาลงสูดลมหนาวเหน็บ ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาเป็นทางยาวอีกครั้ง
“ฮือๆ~~” นาราร้องไห้จนตัวโยนอยู่กลางสะพาน ไม่สนผู้คนที่ขับรถผ่านไปมา เธอขออ่อนแอแค่เพียงที่นี่ พอกลับถึงบ้านเธอจะต้องเข้มแข็งเป็นนาราที่ไม่ยอมท้อถอยกับโชคชะตาของชีวิต เธอเชื่อว่าสักวันสิ่งดีๆจะเข้ามาหาเธอ เมื่อที่มารดาเคยพูดไว้
แกร๊กกก!
“อึก..หื้มม?” มือบางที่ล้วงกระเป๋าหาผ้าเช็ดหน้า สะดุดกับก้อนกระดาษที่ขยำอยู่ก้นกระเป๋า นาราขมวดคิ้วสวยด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหยิบเจ้าสิ่งนั้นออกมาจากกระเป๋า แล้วจัดการคลี่มันออกมาดู พบว่าเป็น ใบปลิวรับสมัครคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ที่เธอเคยปรามาสเอาไว้
““รับสมัครครูภาษาไทย แบบส่วนตัว คุณสมบัติ ผู้หญิงไม่มีครอบครัว สวย หุ่นดี เงินเดือนตกลงกันได้ ติดต่อ081-XXX-XXXX “ เธออ่านมันอีกครั้ง ริมฝีปากบางขบเม้นแน่น เริ่มลังเลเมื่อมีสิ่งล่อตาล่อใจ “เงินเดือนตกลงกันได้!” เธออ่านประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ร่างหนึ่งร่างสองผุดขึ้นมาในหัว ต่างหยิบยกเอาสิ่งที่ดีๆขึ้นมาหลอกล่อให้เธอคิดตาม จนหัวแทบระเบิด
กึกก!
“พรุ่งนี้วันสุดท้ายในการเปิดรับสมัคร..” นาราเลื่อนสายตามองวันปิดรับสมัครคือพรุ่งนี้ แต่ข้อความในกระดาษมันก็สะกิดใจเธอเหลือเกิน แต่หากเป็นเรื่องจริง เธออาจจะได้เงินดี และได้ใช้อาชีพครูที่จบมาด้วย นารากัดริมฝีปากคิดหนัก เธอมีเวลาคิดอีกแค่พรุ่งนี้ที่จะตัดสินใจ ก่อนเขาจะปิดรับสมัคร
พรึบบ!!
“เอาเก็บไปคิดดูก่อนนะนารา.” เธอพูดกับตัวเอง สร้างความฮึกเหิม เพราะยังไงแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป จะมาเสียเวลาไปกับความเศร้าแบบนี้ไม่ได้แล้ว พ่อกับแม่รออยู่ เธอจะดูแลท่านทั้งสองให้ได้!
ว่าแล้วก็เก็บใบปลิวใบนั้นหย่อนลงไปในประเป๋าตามเปิด คราวนี้เธอพับเก็บมันอย่างดี เพราะมันเป็นทางเลือกใหม่ของเธอแล้ว
แกร๊กกก!! มือเล็กค่อยๆเปิดประตูบ้านสีขาวที่เริ่มซีดแล้วก่อนจะผลักมันเข้าไป ไฟที่เปิดอยู่ภายในบ้านบ่งบอกว่าพ่อแม่คงกำลังนั่งดูทีวีหรือไม่ก็ช่วยกันทำขนมสำหรับส่งลูกค้าวันพรุ่งนี้ นาราสูดหายใจเข้าลึก ทำใจได้ไม่นานก็เปิดประตูบ้านเข้าไป
“อ้าว! ลูก กลับมาแล้วหรือคุณครูตัวน้อยของพ่อ!”
“คุณก็! ลูกเราโตแล้วนะคะ! หืมม? ทำไมเท้าเปื้อนแบบนั้นละลูก ดูสิกระโปรงก็เลอะ เป็นคุณครูแบบไหนกันหื้ม? หรือที่โรงเรียนเขาใช้งานครูใหม่เยอะกัน? “ นาราแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ กับความรักของพ่อกับแม่ ที่แสดงออกว่าเป็นห่วงเธอขนาดไหน แล้วเธอจะเริ่มต้นบอกพวกท่านยังไงดี
“คือวะ..”
“อย่าพึ่งพูดสิคุณ ให้ลูกไปกินข้าวดินปลาก่อน พ่อกับแม่ทำสุดฝีมือเลย ขอโปรดของลูกทั้งนั้น. ไปๆ เดี๋ยวพ่อไปอุ่นให้ก่อนนะลูก” นาราจำต้องหยุดคำพูดลง เมื่อบิดาลุกขึ้นจากโชฟาหน้าทีวี พาเธอไปนั่งที่โต๊ะอาหารที่มีของโปรดของเธอทั้งนั้นวางอยู่
“มีปูผัดผงกะหรี่ด้วย พ่อไปเลือกสดๆมาให้ลูกเลย รับประกันความอร่อย”
“ขอบคุณค่ะ นาจะกินให้หมดเลย รักพ่อกับแม่จัง”ริมฝีปากบางฝืนยิ้ม ซ่อนความทุกข์เอาไว้ในใจ
ฟุบๆ บิดาวางมือลูบศรีษะทุยของเธอเบาๆ พลางยิ้มให้ก่อนจะเดินนำอาหารต่างๆไปอุ่นให้เธอทาน นารามองภาพของครอบครัวเล็กๆของเธอ อย่างมีความสุข แม่นั่งตัดใบตอง พ่ออุ่นอาหาร ตักข้าวให้เธอทาน ก่อนจะเดินไปนั่งดูข่าวและช่วยหยิบจับของให้แม่
พอได้กินกับข้าวฝีมืของอแม่และพ่อก็เหมือนได้รับพลังบวกขึ้นมา เธอใช้เวลาล้างจานทั้งหมดไม่นานก็ค่อยๆเดินมาหาพ่อกับแม่ที่เปลี่ยนเป็นนั่งดูละครเรื่องโปรดที่ต้องดูเป็นประจำทุกวัน
“อ้าว! กินข้าวเสร็จแล้วหรอลูก ละครกำลังสนุกเลย ลูกก็มานั่งดูด้วยกันสิ” มารดาละสายตาจากละครมาหาเธอก่อนจะตบที่นั่งข้างๆให้เธอนั่ง นาราพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆมารดา เพื่อดูละครเป็นเพื่อนพวกท่านจนจบ
“พ่อคะแม่คะ..นามีอะไรจะบอก..” นาราเอ่ยขึ้นทันทีที่บิดาเดินไปปิดโทรทัศน์หลังจากละครโปรดจบ และได้เวลานอน ทั้งสองหันหาที่เธอด้วยความสงสัย นาราพยายามขยับเปลือกตาถี่ๆไม่ยอมให้มวลน้ำตาไหลออกมา แสดงความอ่อนแอต่อหน้าพวกท่าน และเหมือนผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองจะจับความผิดปกติของลูกสาวเพียงคนเดียวออกจึงเดินเข้ามาดึงเธอไปกอดเบาๆ ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็กที่ท่านมักจะโอบกอดและปลอบโยนเธอ
“มีปัญหาอะไรรึป่าวลูก” บิดาเอ่ยถาม เธอสูดหายใจเข้า ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วสารภาพกับบิดามารดาของเธอ
“นาไม่ได้เป็นคุณที่โรงเรียนศรีอักษรแล้วนะคะ พอดี..นาดูรายชื่อผิด นาลงตื่นเต้น..ขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเสียใจนะคะ” เธอเลือกพูดตามสิ่งที่ควรคิดแล้ว
“ไม่ลูก..แม่และพ่อไม่เคยเสียใจในตัวลูกสาวของแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว..แม่และพ่ออยากให้ลูกรู้ว่าพวกเราพร้อมจะเป็นปราการที่ลูกต้องการเสมอ ตราบใดที่ลูกเหนื่อย เสียใจ ก็ขอให้กลับมาหาแม่และพ่อนะลูก” มารดาระบายยิ้มอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม พวกท่านไม่ได้ถามถึงความเป็นมา มากกว่าสิ่งที่เธอได้พูด ท่านกอดเธอไว้ ก่อนแม่จะโอบไหล่เธอเดินขึ้นมาส่งถึงหน้าห้อง ลูบศีรษะเธอเบาๆ และส่งเธอเข้านอน
ฟุบบบ!! นาราทิ้งตัวลงบนเตียงขนาดห้าฟุตของเธอ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบกระเป๋ามา ล้วงไปดึงเจ้าใบปลิวที่พับไว้ขึ้นมาแล้วเพ่งดูอีกครั้ง
“เอาน่า!! เป็นไงเป็นกันนารา!!”
