บทที่ 1 คุณหนูสายโหดกับอาเสือเจ้าเล่ห์
ห้องรับแขกสไตล์หลุยส์ของคฤหาสน์ตระกูลกิตกำจรอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขจอมปลอม
พงศกรนั่งหน้าระรื่นอยู่บนโซฟาตัวกลางเคียงข้างวิภาดา ภรรยาผู้สวมหน้ากากแม่พระได้อย่างแนบเนียน ด้านข้างคือวิรินดา ลูกสาวตัวแสบที่กำลังนั่งเคียงคู่กับปริญ หลานชายของตระกูลเมฆาครามด้วยท่าทางเอียงอาย
ภาพตรงหน้าถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามราวกับครอบครัวแสนอบอุ่น หากไม่มีใครล่วงรู้เบื้องหลัง ก็คงไม่มีทางคิดว่าภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซุกซ่อนแผนการร้ายเอาไว้มากมายเพียงใด
ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง พยัคฆ์ หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า “อาเสือ” นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคเหนือ นั่งไขว่ห้างนิ่งอยู่บนโซฟาเดี่ยว ดวงตาสีเข้มคมกริบกวาดมองเหตุการณ์ตรงหน้านิ่ง ยากแท้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เหตุผลที่มารวมตัวกันในวันนี้ ก็เพื่อจัดการเรื่องสัญญาหมั้นหมายที่เคยตกลงกันเอาไว้
บิดามารดาของปริญได้เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะให้ลูกชายของตนแต่งงานกับบุตรสาวของบ้านนี้เพื่อทดแทนบุญคุณช่วยชีวิต
ฝ่ายพงศกรอ้างว่าน้ำใส ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นคู่หมั้นของปริญ ทำตัวเหลวแหลกและหนีตามผู้ชายไปอย่างไร้ยางอาย ตามคำบอกเล่าของภรรยา จึงเสนอให้วิรินดาแต่งงานกับปริญแทน เพื่อให้คำมั่นสัญญาระหว่างสองตระกูลยังคงดำเนินต่อไป
“ในเมื่อเด็กมันทำตัวเหลวไหล ไร้ยางอายหนีตามผู้ชายไปแบบนั้น ทางเราก็จนปัญญาครับคุณพยัคฆ์” พงศกรถอนหายใจยาว ใบหน้าเศร้าหมองด้วยความผิดหวังในตัวลูกสาวคนโตอย่างถึงที่สุด
“แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ วิรินดาลูกสาวคนเล็กของผมทั้งเรียบร้อยและอ่อนหวาน ให้แต่งงานแทนพี่สาวก็ไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยคำสัญญาระหว่างสองครอบครัวจะได้ยังคงอยู่ อีกทั้งเด็กๆ ก็รักกันด้วย”
วิรินดาลอบยิ้มในหน้า เธอวางแผนกับมารดาแล้วว่าถ้าการหมั้นหมายครั้งนี้ถูกยกเลิกเพราะน้ำใสหายไป เธอก็จะบอกทุกคนว่าท้องกับปริญ เพื่อไม่ให้การแต่งงานยังเกิดขึ้น
“แต่สัญญาดั้งเดิมที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมให้เอาไว้คือหลานชายของผมต้องแต่งงานกับลูกสาวของคุณมธุรสนะครับ เพราะคุณมธุรสคือผู้มีพระคุณที่แท้จริงของพี่ชายและพี่สะใภ้ของผม ก่อนตายทั้งสองได้สั่งความผมเอาไว้แบบนั้น แต่วิรินดาไม่ใช่ลูกของคุณมธุรส ดังนั้นสัญญาแต่งงานย่อมไม่เป็นไปตามที่ตกลงเอาไว้แต่แรก” พยัคฆ์ขัดขึ้น
“อาเสือครับ ผมไม่ได้รักน้ำใสครับ ผมอยากยกเลิกงานแต่งกับน้ำใส ผมรักวิรินดาคนเดียวเท่านั้น ตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของผมอยู่ อีกอย่างน้ำใสก็หนีตามผู้ชายไปแล้ว อาจะให้ผมรับของเหลือเดนจากคนอื่นหรือครับ” ปริญรีบเอ่ยขึ้น ทำให้พยัคฆ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อหลานชายตัวดีชอบขัดคำสั่งและทำตัวเหลวไหลเช่นนี้
“คุณอาคะ หนูเสียใจจริง ๆ ค่ะที่พี่น้ำใสหนีงานแต่งไปกับผู้ชายคนอื่น ปกติพี่น้ำใสก็ทำตัวไม่ดีอยู่แล้ว คบผู้ชายหลายคน แต่หนูกับพี่ปริญรักกัน ถึงพี่น้ำใสไม่อยู่ หนูก็ยินดีทำตามสัญญาของสองตระกูลค่ะ หนูสัญญาว่าจะทำหน้าที่สะใภ้ตระกูลเมฆาครามให้ดีที่สุดค่ะ คุณอาให้โอกาสพวกเราเถอะนะคะ”
วิภาดามองลูกสาวด้วยสายตาพึงพอใจ ก่อนสองแม่ลูกจะลอบส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ความหมาย
ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน หากน้ำใสหายไป วิรินดาก็จะได้เข้ามาแทนที่ เมื่อมีเด็กในท้องเป็นข้อผูกมัด ต่อให้ตระกูลเมฆาครามไม่พอใจเพียงใด ก็คงปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้ยาก
ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงประตูห้องรับแขกพลันดังสนั่น เมื่อบานไม้สักราคาแพงถูกถีบเปิดออกจนกระแทกผนัง
ทุกคนสะดุ้งและหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ร่างระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นคง รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะ ขณะที่รอยยิ้มเยียบเย็นประดับอยู่บนเรียวปากสวยเฉี่ยว
น้ำเหนือในคราบของน้ำใสกวาดสายตาดุจพญาเหยี่ยวมองไปรอบห้อง เธอไม่คิดจะใส่เสื้อผ้าเชยๆ แบบพี่สาว มาแบบนางพญานี่แหละของจริง
สีหน้าของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้เธอแทบหลุดหัวเราะ แต่ละคนหน้าซีดเผือดราวกับเห็นคนตายฟื้นขึ้นมาจากหลุม
ก็แน่ละ ในเมื่อพวกเขาคิดว่าน้ำใสหนีตามผู้ชายไปแล้ว และคงไม่มีวันกลับมาเหยียบที่นี่อีก
แล้วผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้คือใครกัน
“อุ๊ย! คุยอะไรกันสนุกจัง ขอฉันร่วมวงด้วยคนสิคะ” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวกับนักล่าที่กำลังมองเหยื่อ
พงศกรเป็นคนแรกที่ได้สติ ใบหน้าของเขาดำคล้ำด้วยความโกรธ ฝ่ามือกระแทกโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะลุกขึ้นตวาดลูกสาวทันที
“แกกล้าดียังไงกลับมาในสภาพนี้ ทำตัวเหลวแหลกหนีตามผู้ชายไปแล้วยังไร้ยางอายโผล่หน้ามาเหยียบที่นี่อีกเรอะ แล้วนี่แต่งตัวอะไรของแก”
น้ำเหนือชะงักฝีเท้าเล็กน้อย นี่หรือพ่อแท้ ๆ ของของเธอกับพี่สาว ยังไม่ทันถามสักคำว่าลูกสาวหายไปไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร กลับด่าทอลูกทันทีที่เห็นหน้า
สารเลวได้สมกับที่คนของเธอสืบมาจริง ๆ
“น้องสาวของหนูก็แต่งตัวแบบนี้ ทำไมพอหนูแต่งตัวดีๆ บ้าง พ่อถึงด่าคะ หรือว่าจะให้แต่งตัวซ่อมซ่อพ่อถึงชอบ” คนเป็นพ่อสะอึก และเพิ่งสำนึกได้ว่าตลอดมาน้ำใสแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ที่วิรินดาไม่เอาแล้ว แต่ก็ยังรักษาหน้าตา ไม่อยากให้พยัคฆ์มองเขาเป็นตัวตลกที่โดนลูกสาวย้อนเช่นนี้
“แกอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง แกหายหัวไปไหนมา น้ากับน้องของแกบอกว่าแกหนีตามผู้ชายไป ผู้ชายคนไหนอีกล่ะคราวนี้” ไม่แปลกที่คนเป็นพ่อจะคิดแบบนี้ ที่แล้วมาน้ำใสมีผู้ชายมาพัวพันมากมาย แต่เพราะการจัดฉากของสองแม่ลูก
วิรินดารีบขยับตัวซบปริญ แสร้งทำเหมือนตกใจจนแทบเป็นลม ก่อนจะบีบน้ำตาออกมาอย่างน่าสงสาร
“พี่น้ำใส พี่ยอมรับผิดเถอะค่ะ อย่าทำตัวไม่ดีต่อไปอีกเลย พี่ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ พ่อก็จะยิ่งโกรธนะคะ”
น้ำเหนือแค่นเสียง “หึ” ก่อนเดินเชิดหน้าเข้าไปหาอย่างไม่รีบร้อน
เธอหยุดตรงหน้าวิรินดาแล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงเล็กน้อย สบตาอีกฝ่ายนิ่งจนคนถูกมองเริ่มหน้าซีด จากนั้นจึงหันไปมองพงศกร ผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ด้วยแววตาท้าทาย
“หนีตามผู้ชายเหรอคะ ตาบอดหรือว่าสมองเสื่อมกันแน่ ถึงได้เชื่อคำพ่นอันโสมมของอีจิ้งจอกสองตัวนี่”
“น้ำใส!” วิภาดาร้องเสียงแหลม ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนบิดเบี้ยวขึ้นทันที
ปริญเองก็ทนไม่ไหว เขาผุดลุกขึ้นแล้วชี้หน้าหญิงสาวอย่างเหลืออด
“เธอกล้าด่าผู้ใหญ่เรอะ ดีแล้วที่ฉันไม่แต่งงานกับผู้หญิงสันดานต่ำอย่างเธอ ฉันรักแค่วิรินดา ไม่ว่าเราจะเคยมีสัญญาแต่งงานกัน ฉันก็ไม่แต่งกับผู้หญิงเหลวแหลกแบบเธอหรอก”
น้ำเหนือปรายตามองปริญตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่มีค่าแม้แต่จะเสียเวลาเก็บไปทิ้ง มุมปากสวยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ
“ไม่แต่งก็ดีแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้ตาต่ำถึงขนาดอยากได้ผู้ชายที่แยกไม่ออกว่าอะไรของจริง อะไรของปลอมมาเป็นสามี หน้าตาก็ไม่เอาไหน สมองยังไม่เอาไหนอีก ใครได้นายผัวซวยไปทั้งชาติ”
“น้ำใส” ปริญกัดฟันกรอด หญิงสาวกลับไม่สนใจเขาอีก
น้ำเหนือยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะหันไปสบตากับชายอีกคนที่นั่งไขว่ห้างเงียบ ๆ อยู่มุมห้องมาตลอด
เขาคือพยัคฆ์หรืออาเสือ สายตาสองคู่ประสานกันโดยมิได้นัดหมาย เธอสืบประวัติเขามาแล้ว เขาคืออาแท้ๆ ของปริญ ก่อนมาที่นี่เธอเตรียมตัวมาอย่างดี ทำความรู้จักกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนเพื่อที่จะได้เล่นบทเป็นน้ำใสได้อย่างสมจริงแต่เป็นน้ำใสในเวอร์ชั่นใหม่ ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ถูกรังแกอีก
พยัคฆ์จ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกสนใจขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากเดิมที่คิดว่าการมาที่นี่วันนี้เป็นเพียงเรื่องที่สองครอบครัวต้องทำตามสัญญา กลับมีบางอย่างทำให้เขาสะดุดใจและอยากรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าที่เคยเอาแต่ก้มหน้าจะทำยังไงต่อไป
แววตาคู่นั้นของเธอไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความพยศ ดุดัน และประกายท้าทายของคนที่พร้อมกัดกลับทุกคนที่คิดเข้ามารังแก
ที่สำคัญ ท่าทางของเธอไม่เหมือนน้ำใสที่เขาเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย หน้าตาเหมือนกันจริง แต่แววตา ท่าทีเหมือนไม่ใช่คนคนเดียวกัน แต่จากที่เขารับรู้มา น้ำใสเป็นลูกสาวคนเดียว และหากน้ำใสตรงหน้าไม่ใช่น้ำใสคนเก่าก็มีแค่อย่างเดียวคือเป็นฝาแฝด ซึ่งก็นั่นแหละ เธอไม่มีพี่น้องฝาแฝด หรือเพราะโดนรังแกจนอยากลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ไม่รู้ ถึงได้ดูเปลี่ยนไปขนาดนี้
น่าสนใจ… พยัคฆ์คิดในใจ
น้ำเหนือเดินตรงเข้าไปหาพยัคฆ์โดยไม่สนใจสายตาของคนทั้งห้อง ก่อนจะหยุดยืนประจันหน้ากับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคเหนืออย่างไม่เกรงกลัว
“ในเมื่อหลานชายตัวดีของคุณอาประกาศกร้าวว่าจะไม่แต่ง ฉันก็ไม่เอาเขาเหมือนกันค่ะ รสนิยมต่ำตมแบบนั้น ใครอยากเอาก็เอาไป”
“นี่เธอ” ปริญแทบจะพุ่งเข้าไปจัดการคนปากดี แต่ถูกสายตาของพยัคฆ์ปรามไว้จนต้องหยุดกึก
สายตาพิฆาตของผู้เป็นอาทำให้เขาไม่กล้าหืออือเลยแม้แต่น้อย ปฏิกิริยานั้นทำให้น้ำเหนือประเมินว่าไอ้คู่หมั้นไก่อ่อนของพี่สาวนี่กลัวคนเป็นอาพอสมควรแฮะ
น้ำเหนือยกยิ้มหวาน ก่อนพูดต่ออย่างใจเย็น
“ไหน ๆ ตระกูลของคุณก็มีคำมั่นสัญญาที่ต้องรักษา และในเมื่อหลานชายของคุณไม่ต้องการทำตามคำสัญญานั้น ถ้าอย่างนั้นอาอย่างคุณจะรับผิดชอบยังไงคะ”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ พงศกรอ้าปากค้าง วิภาดากับวิรินดาเบิกตากว้างจนแทบถลน ส่วนปริญหน้าซีดสลับแดงด้วยความโกรธ
ไม่มีใครคิดว่าน้ำใสผู้เคยอ่อนแอจะกล้าพูดประโยคนี้ออกมา โดยเฉพาะพูดกับพยัคฆ์ เมฆาคราม ชายที่แม้แต่ผู้มีอำนาจในวงการธุรกิจยังต้องเกรงใจ
พยัคฆ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนร่างสูงใหญ่จะขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
เขาก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าน้ำเหนือจนระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้างดงามที่ยังคงเชิดขึ้นอย่างถือดี
“ฉันยินดีชดเชยทุกอย่างให้เธอ เพราะหลานชายของฉันผิดสัญญาเอง เธอต้องการอะไรสามารถเรียกร้องมาได้เลย”
“ไม่เอาค่ะ ทรัพย์สินเงินทองฉันไม่ต้องการ”
“แล้วเธอต้องการอะไร” พยัคฆ์หรี่ตามอง
“เพื่อให้คำสัญญาเป็นไปตามเดิม อาเสือต้องแต่งงานกับฉันค่ะ”
“เธอบ้าเหรอน้ำใส” ปริญตวาดลั่น เขารู้ดีว่าอาของเขาต้องไม่ตกลงเป็นแน่ ตลอดมาเขาเป็นหลานชายคนเดียว และผู้เป็นอาไม่เคยมีใคร เขาคิดว่าในอนาคตทรัพย์สินทุกอย่างต้องตกเป็นของเขา
เขาจึงไม่อยากให้ผู้หญิงคนไหนมาเกี่ยวข้องกับผู้เป็นอาของเขา โดยเฉพาะอดีตคู่หมั้นที่เขาไม่เอาแล้ว
และแทนที่พยัคฆ์จะโกรธ เขากลับยกมุมปากขึ้นด้วยความถูกใจ
สัญชาตญาณกำลังบอกเขาว่าเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น และผู้หญิงตรงหน้าก็มีความลับที่น่าสนใจไม่น้อย
“เด็กแสบ” พยัคฆ์ลดเสียงลงจนมีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นที่ได้ยิน แววตาพราวด้วยความเจ้าเล่ห์
“เธอคิดดีแล้วเหรอ” น้ำเหนือไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยกับคำถามนั้น
ตรงกันข้าม เธอกลับยื่นหน้าเข้าไปใกล้เล็กน้อย ก่อนกระซิบตอบด้วยรอยยิ้มท้าทาย
“แล้วคุณอากล้าพอจะแต่งงานกับฉันไหมคะ”
แววตาของพยัคฆ์วาวขึ้นทันที เขาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ มือหนายื่นออกไปแตะปลายคางมนเบา ๆ เป็นเชิงหยอกเย้า ก่อนจะผละออกและหันไปมองทุกคนในห้อง น้ำเสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้นอย่างชัดเจน
“ตกลง ฉันแต่ง”
