บทที่ 2 รอยร้าวใต้เงาแฝดและของขวัญจากอาเสือ

ทันทีที่ร่างสูงสง่าของพยัคฆ์และปริญลับหายออกไปจากคฤหาสน์ บรรยากาศในห้องรับแขกสไตล์หลุยส์ที่เคยเงียบเชียบก็ระเบิดขึ้นราวกับภูเขาไฟ

เสียงฝ่ามือหนาของพงศกรฟาดลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงดังสนั่น ใบหน้าของเขาดำคล้ำ เส้นเลือดบริเวณขมับปูดโปนด้วยความโกรธ ดวงตาเบิกกว้างจ้องบุตรสาวคนโตที่นั่งไขว่ห้างตีหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างเหลืออด

“แกกล้าดียังไงไปปีนเกลียวประกาศแต่งงานกับคุณพยัคฆ์ แกอยากให้ตระกูลกิตกำจรของเราฉิบหายคาตาหรือไงฮะ” เสียงตวาดลั่นบ้านทำเอาสาวใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปพากันตัวสั่น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว

วิภาดารีบปรี่เข้าไปลูบหลังสามี แสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับกำลังเป็นห่วงสถานการณ์เสียเต็มประดา

“คุณคะ ใจเย็น ๆ ก่อน ฉันก็ไม่คิดเลยว่าเด็กนี่จะกล้าทำตัวก้าวร้าวขนาดนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยพยศขนาดนี้เลยนะคะ หรือว่าไปติดนิสัยอะไรแย่ ๆ ตอนหนีตามผู้ชายไปกันแน่”

วิรินดารีบเสริมทันที “นั่นสิคะคุณพ่อ พี่น้ำใสเปลี่ยนไปจนน่ากลัว เหมือนไม่ใช่คนเดิมเลยค่ะ แถมยังกล้าหักหน้าตระกูลเราต่อหน้าอาเสืออีก แบบนี้อาเสือจะมองพวกเรายังไงคะ”

สองแม่ลูกประสานเสียงใส่ไฟอย่างรู้หน้าที่ หวังให้พงศกรบันดาลโทสะและจัดการสั่งสอนลูกสาวคนโตให้หนัก

ทว่าน้ำเหนือในคราบของน้ำใสกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

หญิงสาวยังคงนั่งนิ่ง มองการแสดงงิ้วฉากใหญ่ของคนในครอบครัวด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้าไปหาพงศกรที่กำลังหายใจฮึดฮัดด้วยความโมโห

“เปลี่ยนไปเหรอคะ” น้ำเหนือทวนคำ น้ำเสียงหวานใสกลับเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาววาบ

“แล้วที่คุณพ่อคิดว่าหนูหนีตามผู้ชายไป เคยใช้สมองส่วนไหนคิดบ้างไหมคะว่าความจริงมันคืออะไร หรือถนัดแต่หูเบาเชื่อคำพ่นของอีนังดอกมะลิขาวสองคนนี่ จนแยกไม่ออกว่าความจริงคืออะไร”

“แก! นังลูกเนรคุณ แกก้าวร้าวกับแม่แกกับน้องแกแบบนี้ได้ยังไง” พงศกรโกรธจนหน้าสั่น เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าลูกสาวเพื่อสั่งสอน

แต่น้ำเหนือไวกว่า มือเรียวคว้าข้อมือหนาเอาไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำ ก่อนออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของคนที่ผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาอย่างหนัก

สีหน้าของพงศกรพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ เขาพยายามกระชากมือกลับ แต่กลับขยับแทบไม่ได้

ความตกใจฉายชัดขึ้นในดวงตา ลูกสาวที่เขาเคยเห็นว่าอ่อนแอและไม่กล้าสู้คน ไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน

น้ำเหนือสบตาพ่อแท้ ๆ อย่างไม่หลบเลี่ยง

“มันไม่ใช่แม่และน้องของหนูค่ะ คุณพ่อจำเอาไว้ ว่าอย่าใช้มือสกปรกนี่มาแตะต้องตัวหนูอีก ไม่อย่างนั้นมือข้างนี้ของคุณพ่ออาจจะใช้การไม่ได้ไปตลอดชีวิต”

“น้ำใส นี่แกกล้าขู่ฉันอย่างนั้นเหรอ ฉันเป็นพ่อแกนะ”

“ถ้าคิดว่าเป็นคำขู่ก็ลองดูสิคะ”

น้ำเหนือสะบัดข้อมืออีกฝ่ายทิ้งอย่างแรงราวกับรังเกียจเต็มประดา ก่อนหันไปมองสองแม่ลูกที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ด้านข้าง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

“ส่วนพวกคุณสองคน เตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกจากบ้านหลังนี้ได้เลย เพราะเกมมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”

“แกหมายความว่ายังไง” วิภาดาถามเสียงแข็ง

“เดี๋ยวก็รู้ค่ะ อย่าเพิ่งรีบร้อน”

“พี่น้ำใสคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมีสิทธิ์มาไล่พวกเราออกจากบ้าน”

น้ำเหนือปรายตามองวิรินดา ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“แล้วเธอล่ะ คิดว่าตัวเองเป็นใคร”

เพียงประโยคเดียวก็ทำให้วิรินดาหน้าชา

น้ำเหนือไม่คิดเสียเวลาต่อปากต่อคำอีก เธอหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้วิภาดากับวิรินดากำหมัดแน่นจนตัวสั่นด้วยความแค้น

“คุณแม่คะ ทำไมมันถึงดูเปลี่ยนไปขนาดนี้” วิรินดาเอ่ยกับมารดาด้วยความสงสัย

“แม่ก็ไม่รู้จ้ะ แต่นังน้ำใสมันดูน่ากลัวมาก” วิภาดาทำท่าขนลุก อาจเพราะไม่เคยเห็นลูกเลี้ยงในลุคแบบนี้มาก่อน

ภายในห้องพักส่วนตัวที่ลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา น้ำเหนือทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเก่า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อขับไล่ความหงุดหงิดในอก

ห้องพักของน้ำใสพี่สาวของเธอทำไมถึงได้อนาถกว่าห้องพักของสาวใช้เสียอีก เธอถอนใจเฮือกใหญ่ เรื่องสำคัญที่ต้องทำก็คือทวงห้องนอนดีๆ กลับมาสินะ

เพียงแค่เธอเผชิญหน้ากับคนพวกนี้ไม่ถึงวัน เธอก็เข้าใจแล้วว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้ำใสต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างทุกข์ทรมานเพียงใด

ห้วงความคิดของหญิงสาวค่อย ๆ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ก่อนหน้านั้น น้ำเหนือเดินทางจากภาคใต้ขึ้นมาเที่ยวพักผ่อนและหาเพื่อนทางภาคเหนือ ก่อนบังเอิญพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะจมน้ำอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่

เธอแทบไม่เสียเวลาคิด ให้ลูกน้องคนสนิทลงไปช่วยอีกฝ่ายขึ้นมาจากน้ำในทันที

แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของหญิงสาวซึ่งเปียกปอนและหมดสติอยู่ตรงหน้า น้ำเหนือก็ถึงกับผงะ เพราะผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าเหมือนเธอแทบทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับกำลังมองตัวเองผ่านกระจกเงา

ด้วยความสงสัยระคนตกใจ น้ำเหนือจึงใช้อำนาจและเครือข่ายของบิดาผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคใต้ สั่งให้ลูกน้องคนสนิทสืบประวัติของหญิงสาวอย่างลับ ๆ ทันที

และสิ่งที่ค้นพบก็ทำให้เธอแทบไม่อยากเชื่อ

ผู้หญิงคนนั้นคือ “น้ำใส”

พี่สาวฝาแฝดของเธอ เรื่องนี้ทำให้เธอช็อกเป็นอันมาก และต้องการสืบหาความจริงว่าทำไมมารดาถึงไม่เคยปริปากเล่าเรื่องพี่สาวฝาแฝดของเธอเลย

เรื่องการมีลูกสาวฝาแฝดของมารดา ถูกปิดเงียบมาตั้งแต่วันที่ครอบครัวแตกหัก

หลังจากมารดาของเธอซึ่งคือรำไพหรือมีชื่อเดิมว่ามธุรส ถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทำร้าย วิภาดาวางยาและจัดฉากให้พงศกรผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของเธอเข้าใจผิดว่ามีชู้ แม้ผลตรวจดีเอ็นเอจะยืนยันว่าฝาแฝดทั้งสองเป็นลูกของพงศกร แต่ชีวิตคู่ที่ปราศจากความเชื่อใจก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้

หลังการหย่าร้าง แบ่งลูกกัน บิดาเลี้ยงดูพี่สาว ส่วนมารดาพาเธอออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยความเสียใจ โซซัดโซเซไปหาที่อยู่ใหม่  

ทว่ามารดากลับถูกคนของวิภาดาตามล่าระหว่างทางจนประสบอุบัติเหตุ มธุรสได้รับบาดเจ็บและสูญเสียความทรงจำ ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากทรงวุฒิผู้เป็นบิดาของเธอในปัจจุบัน เขาเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลจากภาคใต้ที่เดินทางมาทำธุระทางภาคเหนือในเวลานั้น

ทรงวุฒิพาเธอและมารดากลับไปดูแลที่ภาคใต้ เมื่อไม่รู้ชื่อเดิมของมารดาจึงตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “รำไพ” ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยมีสมุดบันทึกเล่มเล็กติดตัวมา ภายในระบุชื่อว่า “น้ำเหนือ” บิดาจึงเรียกเธอด้วยชื่อนั้นมาตลอด

เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่าทรงวุฒิคือบิดาแท้ๆ แต่จริงๆ กลับไม่ใช่ กระนั้นอีกฝ่ายก็รักเธอมาก

ต่อมาความผูกพันระหว่างคนทั้งสองค่อย ๆ กลายเป็นความรักและแต่งงานกันในที่สุด นี่คือสิ่งที่บิดาบอกเธอเมื่อถูกซักถาม

เธอจึงเติบโตมาในครอบครัวมาเฟียแห่งภาคใต้ ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนง และเรียนรู้การทำธุรกิจจากทรงวุฒิผู้เป็นบิดาเพื่อเตรียมรับช่วงต่อกิจการทุกอย่างของตระกูลในอนาคต อนันต์ไพศาล

ชีวิตของน้ำใสกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พี่สาวของเธอต้องอยู่กับพ่อแท้ ๆ ที่หูเบาและลำเอียง ถูกแม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างแม่กลั่นแกล้งสารพัดมาตั้งแต่เด็กจนโต และหลายครั้งความรุนแรงเหล่านั้นเกือบพรากชีวิตของน้ำใสไปจริง ๆ

หลังช่วยพี่สาวขึ้นมาจากแม่น้ำ น้ำเหนือจึงส่งน้ำใสเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และปิดข่าวทุกอย่างเอาไว้เป็นความลับ

จากนั้นเธอกลับไปถามรำไพถึงเรื่องในอดีต แต่แม่ยังคงสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับช่วงชีวิตนั้น ไม่สามารถให้คำตอบอะไรแก่เธอได้

น้ำเหนือจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ยิ่งลูกน้องส่งหลักฐานกลับมามากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้ว่าพี่สาวต้องเผชิญกับอะไรบ้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย ถูกแย่งคู่หมั้น และสุดท้ายยังเกือบถูกฆ่าตาย

ในเมื่อพ่อแท้ ๆ ไม่เคยปกป้องน้ำใสพี่สาวของเธอ น้องสาวคนนี้จะเป็นคนปกป้องพี่เอง

และในเมื่อคนพวกนั้นชอบรังแกคนอ่อนแอ

เธอก็จะกลับไปให้พวกมันได้รู้ว่า การเลือกเหยื่อผิดคนต้องจ่ายราคาแพงแค่ไหน

คุณหนูสายโหดแห่งแดนใต้จึงตัดสินใจใช้ทั้งทรัพยากร ทรัพย์สิน และอิทธิพลที่ตัวเองมี วางแผนสวมรอยเป็น “น้ำใส” กลับมาเหยียบแผ่นดินภาคเหนืออีกครั้ง

เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พี่สาว และชำระบัญชีกับทุกคนในบ้านกิตกำจรทีละคน

“แม่จำอะไรไม่ได้เลย” นั่นคือประโยคของมารดาเมื่อเธอพาอีกฝ่ายมาเยี่ยมพี่สาวฝาแฝดที่ยังนอนสลบอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาล

“พ่อคะ พ่อเล่าทุกอย่างให้หนูฟังเพิ่มเติมได้ไหมคะ” เธอเปิดใจคุยกับบิดา คนที่เธอคิดว่าเป็นพ่อแท้ๆ มาตลอดอายุยี่สิบกว่าปี

“ตอนนั้นแม่ของหนูโดนทำร้ายจนสูญเสียความทรงจำ พ่อช่วยแม่ของหนูกับหนูเอาไว้ พามาดูแลอย่างดี แต่เพราะการพาแม่ของหนูไปรักษาให้ฟื้นความทรงจำทำให้แม่ของหนูจะปวดหัวอย่างรุนแรงทุกครั้ง พ่อเลยไม่ได้ตามสืบเรื่องในอดีตของหนูกับแม่ คิดว่าแม่ของหนูคงเจอเรื่องเลวร้ายมาก จนไม่อยากนึกถึง ดังนั้นพ่อจึงไม่อยากเอ่ยถึงอีก แต่พ่อก็รักหนูกับแม่ของหนูมากนะ”

“หนูรู้ค่ะพ่อ ขอบคุณพ่อมากนะคะที่ช่วยเราสองคนแม่ลูกเอาไว้ หนูก็รักพ่อค่ะ” แสดงว่าข้อมูลที่เธอได้รับมาจากลูกน้องคือเรื่องจริงเมื่อปะติปะต่อจากที่บิดาเล่า และรู้ด้วยว่าบิดามีอิทธิพลมาก ๆ ถ้าจะสืบว่ามารดาเป็นใครก็คงสืบได้ แต่เลือกที่จะไม่สืบเพราะสภาพของมารดาถูกทำร้ายมา อาจไม่ใช่เรื่องดีที่จะกลับไปหาครอบครัวเก่า

“แล้วหนูจะทำยังไงต่อไป” เขาเอ่ยถามบุตรสาวอันเป็นที่รัก

“ใครทำอะไรพี่สาวหนูเอาไว้ มันต้องชดใช้ค่ะ”

“ไม่ว่าจะทำอะไรจงมีสติ พ่อจะสนับสนุนหนูทุกอย่าง ขอแค่อย่างเดียวดูแลตัวเองให้ดีก็พอ” ทรงวุฒิดึงลูกสาวมากอดแนบอก

“หนูสัญญาค่ะพ่อว่าจะดูแลตัวเองให้ดี รับรองว่าจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงแน่นอนค่ะ”

ความคิดของน้ำเหนือสะดุดลงเพราะเสียงเคาะประตูห้อง เปิดไปก็เจอกับคนรับใช้ที่ทำสีหน้ารังเกียจดูถูก  อีกฝ่ายมาใช้ให้เธอไปล้างห้องน้ำ

“คิดว่าเป็นคุณหนูของบ้านหรือไง หน้าที่แกไปขัดส้วมโน่น”

“ได้สิ ชอบให้ขัดส้วมใช่ไหม” น้ำเหนือที่กำลังหงุดหงิดกระชากผมอีกฝ่ายก่อนจะพาไปยังห้องน้ำและกดอีกฝ่ายลงไปที่ฝาชักโครก

“นี่ปล่อยนะ” ลิ้นจี่สาวใช้คนสนิทของวิภาดากรีดร้อง

“ขัดสิ ชอบขัดส้วมไม่ใช่เหรอ ถ้าขัดไม่สะอาดฉันจะหักขาแกซะ” น้ำเหนือตบอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะบีบคอกระชากผมอย่างเอาเรื่อง

“ขัดแล้วค่ะ ลิ้นจี่ขัดแล้วค่ะ” ลิ้นจี่ยกมือขึ้นไหว้ด้วยความกลัว

ก่อนหน้านี้น้ำใสไม่เคยมีปากเสียง วันนี้ไปกินรังแตนจากไหนมานะ ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้

หลังจากขัดห้องน้ำเสร็จ ลิ้นจี่ก็ไปฟ้องสองแม่ลูก สองแม่ลูกเตรียมมาหาเรื่องอย่างเต็มที่ แต่พอมาถึงก็เจอเข้ากับเครื่องช็อตไฟฟ้าที่น้ำเหนือกำลังนำมาเช็กสภาพว่าใช้การได้ไหมก็ทำเอาผวา

“คุณน้ากับน้องสาวมีอะไรเหรอคะ” น้ำเหนือแกล้งถามด้วยน้ำเสียงเขย่าขวัญ

“ปะ... เปล่าจ้ะ น้าก็แค่มาดูหนู แล้วนังลิ้นจี่มันไปทำอะไรหนู ทำไมถึงซ้อมมันปางตายขนาดนี้”

“มันใช้ให้หนูขัดส้วมค่ะ คุณหนูของบ้านนี้มีหน้าที่ขัดส้วมด้วยเหรอคะ” เธอกดเปิดเครื่องช็อตไฟฟ้า เสียงของมันขย่มขวัญสองแม่ลูกยิ่งนัก

“นังลิ้นจี่แกกล้าใช้ให้ลูกสาวฉันไปขัดห้องน้ำเหรอ” วิภาดาแกล้งหันไปด่าสาวใช้คนสนิท

“ก็คุณผู้หญิง”

เพียะ!

“หุบปาก ถ้าแกยังปากมากฉันจะเลาะฟันแกซะ”

ลิ้นจี่กุมแก้มสีหน้าหวาดกลัว โดนซ้อมในห้องน้ำไม่พอ ยังมาโดนตบอีก

“นึกว่าคุณหนูของบ้านต้องขัดส้วม งั้นน้องสาวก็ต้องไปขัดด้วยสิ” น้ำเหนือจ่อที่เครื่องช็อตไฟฟ้ามาตรงหน้าน้องสาว ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้ง

“ว้าย! พี่อย่ามาเล่นนะ” วิรินดารีบกระโดดหนี ก่อนเอ่ยชวนมารดา

“เราไปกันเถอะค่ะคุณแม่” พอหนีมาได้ก็รีบพูดกับมารดาในทันที

“คุณแม่คะ ทำไมนังน้ำใสมันน่ากลัวขนาดนี้คะ”

“แม่ก็ไม่รู้ หรือว่ามันจะบ้าไปแล้ว”

“แต่ยังไงเราก็ต้องกำจัดมันค่ะ จะให้มันแต่งงานกับอาเสือไม่ได้ หนูกับพี่ปริญจะต้องครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดของอาเสือ หนูไม่ยอมให้มันได้เสวยสุขหรอกค่ะ” วิรินดาพูดอย่างมาดร้าย

“แม่จะช่วยหนูเอง” ก่อนหันไปด่าสาวใช้คนสนิท

“ส่วนแกทำงานไม่ได้เรื่องเลย แค่นี้ก็จัดการไม่ได้”

“คุณน้ำใสน่ากลัวมากค่ะ แถมยังมือหนักอีก หมัด เข่า ศอก หนูสู้ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ” ลิ้นจี่หัวหด สองแม่ลูกจึงลากกันไปปรึกษาหาเรื่องที่จะวางแผนจัดการน้ำใสต่อ และคราวนี้ต้องให้น้ำใสหายไปจากโลกใบนี้

วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลกิตกำจรกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อพ่อบ้านรีบเดินเข้ามารายงานว่าแขกคนสำคัญเดินทางมาถึงแล้ว

ไม่นาน ร่างสูงสง่าของพยัคฆ์ หรือ “อาเสือ” ก็ก้าวเข้ามาภายในคฤหาสน์ด้วยท่าทีสุขุม

วันนี้เขาไม่ได้มาในฐานะนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่ใครต่างเกรงใจ หากมาในฐานะชายที่เพิ่งตอบรับการแต่งงานกับน้ำใสเมื่อวาน และต้องมาพูดคุยเรื่องฤกษ์ยามตามธรรมเนียมของสองตระกูล

ด้านหลังมีบอดี้การ์ดคนสนิทถือกล่องของขวัญแบรนด์หรูที่ห่ออย่างประณีตติดตามเข้ามา

พงศกรกับวิภาดารีบออกมาต้อนรับ สีหน้าของทั้งคู่เจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะยังไม่แน่ใจว่าพยัคฆ์มาวันนี้ด้วยจุดประสงค์ใด

“คุณพยัคฆ์ เชิญนั่งก่อนครับ” พงศกรรีบผายมือ

“เมื่อวานน้ำใสเสียมารยาทไปมาก ผมต้องขอโทษแทนลูกด้วยนะครับ”

พยัคฆ์ปรายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย

“ไม่จำเป็นครับ ผมเป็นคนตอบตกลงเอง”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้พงศกรชะงัก

วิภาดารีบยิ้มประจบ

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้คุณพยัคฆ์มาเรื่อง…”

พยัคฆ์ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงให้หยุดพูด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“ผมมาตามนัดเพื่อพูดคุยเรื่องฤกษ์ยาม และก็นำของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้ว่าที่ภรรยาตามธรรมเนียมครับ น้ำใสอยู่ไหม”

สีหน้าของสองสามีภรรยาแข็งค้างไปชั่วขณะ

ว่าที่ภรรยา… เพียงคำเรียกสั้น ๆ ก็ยืนยันชัดเจนว่าเรื่องเมื่อวานไม่ใช่คำพูดเล่นอีกต่อไป แต่พยัคฆ์เอาจริง

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง  น้ำเหนือในชุดเรียบร้อยสมฐานะคุณหนู แต่ยังแฝงความเฉี่ยวคมตามบุคลิก ก้าวเข้ามาหา สายตาคู่สวยมองตรงมายังชายร่างสูงที่ยืนรออยู่กลางห้อง โดยไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย

พยัคฆ์ปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า ความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาคมอย่างรวดเร็ว

เมื่อวานเขาคิดว่าเธออาจกำลังโกรธจนกล้าลุกขึ้นมาสู้ แต่วันนี้หญิงสาวยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง มั่นใจ และเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากเดิม

ยิ่งมองก็ยิ่งไม่ตรงกับเรื่องที่เขารับรู้เกี่ยวกับน้ำใส

หญิงสาวผู้เรียบร้อย อ่อนแอ ขี้กลัว และยอมให้คนอื่นรังแกมาโดยตลอด แต่คนตรงหน้าไม่มีลักษณะเหล่านั้นเลยสักนิด

แม้วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่อจับผิดหรือหาเรื่องใคร แต่สัญชาตญาณของคนที่ผ่านเกมธุรกิจมานับไม่ถ้วนกำลังบอกว่า... ว่าที่เจ้าสาวคนนี้มีบางอย่างซ่อนอยู่

และนั่นกลับทำให้เธอน่าสนใจยิ่งกว่าเดิม

พยัคฆ์รับกล่องของขวัญจากมือบอดี้การ์ด ก่อนเดินเข้าไปยื่นให้น้ำเหนือด้วยตัวเอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏตรงมุมปาก

“ของขวัญทำความรู้จักกันในฐานะใหม่ หวังว่าคุณว่าที่ภรรยาจะชอบ” น้ำเหนือรับกล่องของขวัญมาถือไว้ ก่อนเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ แม้จะสะดุดใจกับคำว่า... ว่าที่ภรรยา แต่เธอก็ไม่ได้แสดงอาการเก้อเขินเลยแม้แต่น้อย

เธอไม่มีความเขินอาย

เธอไม่มีอาการประหม่า

มีเพียงประกายเจ้าเล่ห์ในดวงตาคู่สวยที่ทำให้คนมองต้องยกมุมปากตาม

“ขอบคุณค่ะอาเสือ หวังว่าของขวัญชิ้นนี้จะคุ้มค่ากับการที่คุณอาอุตส่าห์หอบมาให้ด้วยตัวเองนะคะ”

พงศกรหน้าเปลี่ยนสีทันที

“น้ำใส พูดอะไรของแก”

หญิงสาวทำเหมือนไม่ได้ยิน พยัคฆ์เองก็ไม่ได้ถือสา กลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

เพียงการสบตากันชั่วครู่ก็ทำให้ความสนใจที่เขามีต่อหญิงสาวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

พยัคฆ์ไม่รู้ว่าเธอกำลังซ่อนอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดน้ำใสคนที่ทุกคนบอกว่าอ่อนแอถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ แต่เขารู้เรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ว่าที่เจ้าสาวของเขาคนนี้มีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่ไม่น้อย

และเขาก็ชักอยากเห็นเสียแล้วว่า หากปล่อยให้เธอได้กางกรงเล็บเต็มที่ คุณหนูสายโหดคนนี้จะขย้ำศัตรูได้ถึงใจเพียงใด

หากคิดอีกที หรือก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เป็นคนอ่อนแอ แค่ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้เท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป