บทที่ 3 ของขวัญจากอาเสือ

ห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลกิตกำจรยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัล บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับเปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็น เมื่อทุกสายตาจับจ้องกล่องของขวัญแบรนด์หรูในมือของน้ำเหนือ

หญิงสาวก้มมองกล่องที่พยัคฆ์เพิ่งมอบให้ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“อาเสือคะ ของขวัญชิ้นนี้เปิดดูตอนนี้ได้เลยไหมคะ หรือว่าต้องรอให้แต่งงานกันก่อน”

พยัคฆ์ยกมุมปากเล็กน้อย

“ฉันให้เธอแล้ว จะเปิดตอนไหนก็แล้วแต่เธอ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันเปิดเลยนะคะ อยากรู้เหมือนกันว่าอาเสือจะใจป้ำสักแค่ไหน”

น้ำเหนือค่อย ๆ แกะห่อของขวัญ ก่อนเปิดกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่อยู่ด้านใน เผยให้เห็นเครื่องเพชรชุดงดงาม ประกอบด้วยสร้อยคอ ต่างหู และกำไลข้อมือ เพชรทุกเม็ดได้รับการเจียระไนอย่างประณีตจนสะท้อนประกายระยิบระยับเมื่อกระทบแสงไฟ

วิภาดากับวิรินดาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับตาค้าง สองแม่ลูกจ้องเครื่องเพชรแทบไม่กะพริบตา โดยเฉพาะวิรินดาที่มองด้วยความริษยาจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

เครื่องเพชรชุดนี้มีมูลค่าสูงกว่าของขวัญทุกชิ้นที่ปริญเคยมอบให้เธอเสียอีก!

ทำไมคนที่ได้ของดี ๆ แบบนี้ต้องเป็นนังน้ำใสด้วย!

วิรินดากัดริมฝีปากอย่างขัดใจ ขณะที่วิภาดาเองก็รู้สึกเสียดายแทนลูกสาว

วิภาดามองเครื่องเพชรด้วยความริษยา นึกเจ็บใจที่น้ำใสกำลังจะได้แต่งงานกับพยัคฆ์ผู้มั่งคั่ง ขณะที่ลูกสาวของตนกลับเลือกคบหากับปริญซึ่งเป็นเพียงหลานชายของเขา

น้ำเหนือเหลือบมองสองแม่ลูก ก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

มองกันตาเป็นมันเชียวนะ อยากได้ละสิ เสียใจด้วย ของฉันย่ะ!

เธอปิดกล่องเครื่องเพชรแล้วถือไว้ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาพยัคฆ์

“อาเสือคะ นี่คิดจะใช้เครื่องเพชรชุดนี้ซื้อใจว่าที่เจ้าสาวเหรอคะ”

พยัคฆ์เลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างขบขัน

“แล้วซื้อได้ไหมล่ะ ถ้ายังไม่ได้ ฉันจะได้หาวิธีอื่น”

“อุ๊ย! ใจคนเราใช้เงินซื้อกันไม่ได้หรอกค่ะ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็เถอะ”

“ถ้าอย่างนั้นต้องใช้อะไร”

“ความจริงใจสิคะ อาเสือต้องแสดงความจริงใจให้ฉันเห็นมากกว่านี้”

“อ้อ...” พยัคฆ์พยักหน้าช้า ๆ

“แสดงว่าเครื่องเพชรชุดนี้ยังไม่พอ”

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อยค่ะ”

“งั้นก็ดี เพราะฉันยังมีเวลาแสดงความจริงใจอีกมาก”

น้ำเหนือมองชายหนุ่มอย่างหมั่นไส้

ร้ายไม่เบาเลยนะอาเสือ ตอบกลับมาแต่ละทีแทบไปไม่เป็น!

พยัคฆ์หัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้ามุ่ย ก่อนหันไปพูดคุยกับพงศกรเรื่องฤกษ์แต่งงานและการเตรียมงาน

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรให้ผู้ใหญ่ตรวจสอบฤกษ์ที่เหมาะสมก่อนกำหนดวันแน่นอน โดยพยัคฆ์ยืนยันว่าการจัดงานต้องคำนึงถึงความต้องการของน้ำใสเป็นหลัก

น้ำเหนือฟังอยู่เงียบ ๆ ก่อนนึกถึงห้องนอนเก่าซอมซ่อของพี่สาวที่เธอเพิ่งเข้าไปพักเมื่อคืน

ดวงตาคู่สวยพลันเป็นประกาย ไหน ๆ ก็มีว่าที่สามีทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งมีอำนาจอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ก็น่าเสียดายแย่!

เธอวางกล่องเครื่องเพชรลงบนโต๊ะตรงหน้า ก่อนขยับเข้าไปคล้องแขนพยัคฆ์อย่างสนิทสนม

ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย ก้มมองมือเรียวที่เกาะเกี่ยวแขนตน ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหวาน

“มีอะไรอีกล่ะ”

น้ำเหนือยิ้มจนตาหยี

“อาเสือคะ ไหน ๆ เราก็จะแต่งงานกันแล้ว ฉันอยากพาอาเสือไปดูห้องนอนของฉันสักหน่อยค่ะ เผื่อวันไหนเรากลับมาเยี่ยมคุณพ่อแล้วต้องค้างที่นี่ ฉันจะได้รู้ว่าอาเสือชอบห้องแบบไหน จะได้ปรับปรุงให้ถูกใจว่าที่สามีเสียหน่อย”

สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของพงศกร วิภาดา และวิรินดาก็เปลี่ยนไปทันที

“เอ่อ... น้ำใสลูก!” วิภาดารีบแทรกขึ้น

“ห้องของหนูยังไม่ได้เก็บกวาดให้เรียบร้อยเลยนะจ๊ะ น้ากลัวว่าจะไม่สะดวกให้คุณพยัคฆ์เข้าไปดู”

น้ำเหนือหันมายิ้มหวาน

“ไม่เป็นไรนี่คะคุณน้า อาเสือกำลังจะเป็นคนในครอบครัวอยู่แล้ว จะต้องเกรงใจอะไรกันอีก”

“แต่ว่า...”

“อีกอย่าง ฉันก็อยากให้อาเสือเห็นด้วยตาตัวเองเหมือนกันค่ะ ว่าที่ผ่านมาฉันได้รับการดูแลดีแค่ไหน”

รอยยิ้มบนใบหน้าวิภาดาแข็งค้าง

พงศกรรีบขยับตัวเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่น้ำเหนือไม่เปิดโอกาสให้เขาเอ่ยปาก

“ไปกันเถอะค่ะอาเสือ”

เธอคล้องแขนพยัคฆ์พาเดินตรงไปยังบันไดหน้าตาเฉย

พยัคฆ์เหลือบมองสีหน้ากระวนกระวายของคนในบ้าน ก่อนยอมเดินตามหญิงสาวไปโดยไม่ทักท้วง

สามพ่อแม่ลูกจำต้องรีบตามขึ้นไปด้วยความร้อนใจ

เมื่อมาถึงหน้าห้อง น้ำเหนือเปิดประตูออกกว้างแล้วผายมือเชื้อเชิญ

“เชิญค่ะอาเสือ ห้องนอนของว่าที่ภรรยา”

พยัคฆ์ก้าวเข้าไปเพียงก้าวเดียวก็ชะงัก กลิ่นอับจาง ๆ ลอยออกมาจากห้องขนาดเล็ก ภายในมีเพียงเตียงไม้เก่า ฟูกนอนบาง ๆ ตู้เสื้อผ้าสภาพทรุดโทรม และโต๊ะเครื่องแป้งที่ผ่านการใช้งานมานาน ผ้าม่านซีดจางจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร

ห้องนี้แตกต่างจากความหรูหราของคฤหาสน์อย่างสิ้นเชิง

พยัคฆ์กวาดตามองไปรอบห้องช้า ๆ

เขารู้ว่าน้ำใสไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่เท่าวิรินดา แต่ไม่คิดว่าลูกสาวแท้ ๆ ของเจ้าของคฤหาสน์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องที่มีสภาพเช่นนี้

นี่น้ำใสอยู่แบบนี้มาตลอดอย่างนั้นหรือ

ใบหน้าคมเข้มค่อย ๆ เคร่งขรึมลง

น้ำเหนือแอบสังเกตปฏิกิริยาของเขา ก่อนแกล้งเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงสดใส

“เป็นยังไงคะอาเสือ ชอบห้องฉันไหม ถ้าไม่ชอบก็บอกได้นะคะ ฉันจะได้ปรับให้ถูกใจเวลาที่อาเสือมาค้าง”

พยัคฆ์หันมามองเธอ

“ไม่ชอบ”

“ไม่ชอบตรงไหนคะ”

“ทุกตรง”

น้ำเหนือเกือบหลุดหัวเราะ แต่รีบกลั้นเอาไว้

วิภาดาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบก้าวเข้ามาแก้ตัว

“คืออย่างนี้ค่ะคุณพยัคฆ์ น้ำใสเป็นเด็กเรียบง่าย ชอบความสงบ ไม่ชอบอะไรหรูหรา ห้องนี้เขาก็เลือกอยู่เองตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วค่ะ ดิฉันเห็นว่าลูกชอบก็เลยไม่ได้เปลี่ยนอะไร”

“เรียบง่ายหรือครับ”

พยัคฆ์หันไปมองเธอด้วยสายตาเย็นชา

“ผมว่ามันเรียบง่ายเกินไปหน่อยนะครับ เมื่อเทียบกับห้องของลูกสาวอีกคนในบ้านหลังนี้”

วิภาดาหน้าเจื่อนทันที

“เอ่อ... คือ...”

“หรือห้องของวิรินดาก็มีสภาพแบบนี้เหมือนกัน”

“ไม่ใช่นะคะ!” วิรินดารีบหลุดปาก ก่อนชะงักเมื่อรู้ตัวว่าพลาด

พยัคฆ์หันไปมองหญิงสาว

“ถ้าอย่างนั้นก็คงต่างกันมากสินะ”

วิรินดาเม้มปากแน่น ไม่กล้าตอบ

พงศกรรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย

“คุณพยัคฆ์ครับ เรื่องนี้ผมยอมรับว่าบกพร่องจริง ๆ ผมไม่เคยรู้เลยว่าลูกต้องอยู่ในห้องแบบนี้ นึกว่าแกชอบความเรียบง่ายเสียอีก”

“คุณไม่รู้หรือครับ”

พยัคฆ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ครับ คือผมงานยุ่งมาก แล้วเรื่องในบ้านส่วนใหญ่ก็ให้คุณวิภาดาดูแล”

“แต่เธอเป็นลูกสาวคุณ”

ประโยคสั้น ๆ ทำให้พงศกรชะงัก

พยัคฆ์กล่าวต่อ

“บ้านหลังนี้ใหญ่โตขนาดนี้ แต่คุณกลับไม่รู้ว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองนอนอยู่ในห้องแบบไหน ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรอ้างว่าไม่รู้หรอกนะครับ”

พงศกรหน้าชาไปทั้งแถบ

วิภาดายืนตัวแข็ง ส่วนวิรินดาก้มหน้าหลบสายตา

น้ำเหนือแอบยิ้มอย่างสะใจ

เป็นไงล่ะ โดนเข้าไปเต็ม ๆ! พี่น้ำใสทนอยู่แบบนี้มาตั้งกี่ปี วันนี้ต้องมีคนรับผิดชอบกันบ้าง!

พงศกรหันขวับไปมองวิภาดาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“คุณวิ! ผมให้คุณดูแลเรื่องในบ้าน แล้วทำไมถึงปล่อยให้น้ำใสอยู่ในห้องสภาพแบบนี้!”

วิภาดาหน้าเสียทันที

“คุณกรคะ ดิฉันก็แค่เห็นว่าน้ำใสชอบอยู่แบบเรียบง่าย ไม่คิดว่า...”

“ไม่ต้องแก้ตัว! คุณเป็นคนดูแลบ้าน ก็ควรใส่ใจลูกผมให้มากกว่านี้!”

พงศกรตำหนิภรรยาเสียงเข้ม ทั้งที่ลึก ๆ รู้ดีว่าตนเองก็มีส่วนผิดไม่น้อย เขาไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของน้ำใสอย่างจริงจัง แต่เวลานี้กลับเลือกโยนความผิดให้วิภาดา เพื่อกลบเกลื่อนความบกพร่องของตัวเอง

น้ำเหนือมองบิดาด้วยแววตาเย็นชา

เพิ่งจะนึกขึ้นได้หรือไงว่าตัวเองมีลูกสาว! โยนความผิดให้เมียแบบนี้ คิดว่าจะพ้นตัวเหรอคุณพ่อ!

พยัคฆ์หันไปหาบอดี้การ์ดคนสนิท

“ติดต่อบริษัทตกแต่งภายในให้ฉันที พามัณฑนากรเข้ามาดูห้องนี้โดยเร็วที่สุด”

“ครับนาย”

“เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งหมด เครื่องนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง รวมถึงระบบไฟและส่วนที่ชำรุดด้วย ส่วนการตกแต่งให้น้ำใสเลือกเองทุกอย่าง”

“รับทราบครับ”

น้ำเหนือแกล้งทำตาโต

“อุ๊ย! จะดีเหรอคะอาเสือ แบบนี้ฉันก็เกรงใจแย่เลย ไม่รู้ว่าคุณพ่อกับคุณน้าจะเห็นด้วยหรือเปล่า” เธอแกล้งว่า

“เห็นด้วยสิลูก” พงศกรรีบพูด ในขณะที่ใบหน้าซีดเหลือสองนิ้ว ทำให้น้ำเหนือยิ้มกริ่ม เธอยังมีเวลาเล่นกับคนพวกนี้อีกนาน นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

พยัคฆ์หันไปมองว่าที่เจ้าสาว

“ไม่ต้องเกรงใจ และไม่ต้องกลัวว่าใครจะมีปัญหา”

“แต่มันต้องใช้เงินเยอะนะคะ”

“ฉันจ่ายไหว”

“ถ้าฉันเลือกของแพงล่ะ”

“ก็เลือกไป”

“ถ้าแพงมาก ๆ เลยล่ะคะ”

พยัคฆ์ยกมุมปาก

“เธอคิดจะลองใจว่าฉันมีเงินเท่าไรหรือไง”

น้ำเหนือหัวเราะคิกคัก

“แหม ก็ถามเผื่อไว้ไม่ได้เหรอคะ”

“งั้นก็จำไว้ว่าเรื่องห้องของเธอ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน”

พูดจบ พยัคฆ์ก็หันกลับไปมองพงศกรกับวิภาดา

“ต่อไปนี้น้ำใสจะเป็นภรรยาของผม ผมต้องการให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านผมหรือกลับมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ก็ตาม”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“และถ้าผมรู้ว่ามีใครจงใจรังแกหรือเบียดบังสิ่งที่ควรเป็นของเธออีก ผมคงไม่ปล่อยผ่านแน่”

พงศกรหน้าเสียจนแทบไม่กล้าสบตา

วิภาดาฝืนยิ้มทั้งที่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าต่อหน้าทุกคน ส่วนวิรินดากำหมัดแน่นด้วยความอิจฉา

ไม่มีใครกล้าโต้แย้งแม้แต่คำเดียว

น้ำเหนือมองภาพนั้นอย่างพึงพอใจ

โอ้โห! อาเสือนี่ก็สุดยอดเหมือนกันนะ ทั้งสายเปย์ ทั้งปกป้องเก่งขนาดนี้ เทใจให้เลยหนึ่งดวง!

เธอรีบปรับสีหน้าเมื่อพยัคฆ์หันมามอง ก่อนส่งยิ้มหวานให้เขา

“ขอบคุณนะคะอาเสือ ใจดีกับฉันแบบนี้ ระวังฉันจะติดใจนะ”

พยัคฆ์ยิ้มมุมปาก

“ก็ดีสิ ฉันกำลังอยากให้เธอติดใจอยู่พอดี”

น้ำเหนือชะงักไปเล็กน้อย

อ้าว! นี่ฉันกำลังอ่อยเขา หรือเขากำลังอ่อยฉันกันแน่เนี่ย!

พยัคฆ์หัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป ก่อนพาเธอลงมายังห้องรับแขก

หลังจัดการเรื่องการปรับปรุงห้องเรียบร้อย เขาจึงขอตัวกลับ โดยไม่ลืมกำชับว่าจะให้คนติดต่อมานัดหมายเรื่องการตกแต่งอีกครั้ง

น้ำเหนือเดินออกมาส่งเขาด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี

ตรงกันข้ามกับสองแม่ลูกที่แทบระเบิดความโกรธออกมาอยู่แล้ว

เย็นวันเดียวกัน ภายในห้องส่วนตัวของวิภาดา เสียงกรีดร้องด้วยความโมโหดังขึ้นพร้อมเสียงข้าวของตกกระแทกพื้น

“กรี๊ด! แม่คะ! แม่เห็นที่มันทำกับพวกเราไหม!”

วิรินดากวาดเครื่องสำอางบนโต๊ะเครื่องแป้งตกกระจัดกระจาย

“นังน้ำใสมันกล้าหักหน้าพวกเราต่อหน้าอาเสือ! แถมยังทำให้คุณพ่อโดนตำหนิจนแทบไม่เหลือหน้าอีก!”

“ริน! เบาเสียงหน่อย!” วิภาดารีบปราม

“จะให้รินใจเย็นได้ยังไงคะ! แม่ก็เห็นว่าอาเสือเอาใจมันขนาดไหน ทั้งเครื่องเพชร ทั้งห้องนอน แล้วต่อไปจะมีอะไรอีก!”

วิรินดากัดฟันแน่น

“ถ้ามันแต่งงานกับอาเสือจริง ๆ มันก็จะมีทุกอย่างที่รินอยากได้!”

วิภาดานั่งนิ่ง สีหน้าเคร่งเครียด

“แม่รู้”

“แล้วแม่จะปล่อยมันไว้แบบนี้เหรอคะ”

“ใครบอกว่าแม่จะปล่อย”

วิภาดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววอำมหิต

“แต่ก่อนมันเป็นแค่เด็กหัวอ่อน จะสั่งให้ทำอะไรก็ทำ จะด่าจะว่าอย่างไรก็ไม่กล้าตอบโต้ เดี๋ยวนี้กลับกล้าขู่ กล้าเถียง แถมยังมีพยัคฆ์คอยหนุนหลังอีก”

“นั่นสิคะ มันเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน!”

“ไม่ว่ามันจะไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน แม่ก็ไม่ยอมให้มันขึ้นมาเหยียบหัวพวกเราแน่”

วิรินดารีบขยับเข้ามานั่งใกล้

“แล้วเราจะทำยังไงดีคะแม่”

วิภาดานิ่งคิดครู่หนึ่ง

วิภาดาไม่เคยนึกสงสัยเลยว่าหญิงสาวตรงหน้าอาจไม่ใช่น้ำใสคนเดิม สิ่งเดียวที่เธอกังวลคือเด็กสาวที่เคยยอมจำนนกลับลุกขึ้นต่อต้าน และยังมีพยัคฆ์คอยปกป้องอีกด้วย

หากปล่อยให้น้ำใสแต่งงานกับพยัคฆ์จริง ต่อไปคงไม่มีใครควบคุมเธอได้อีก

“เราต้องจัดการมันก่อนถึงวันแต่งงาน”

วิรินดาเบิกตากว้าง

“แม่หมายความว่า...”

“ใช่”

วิภาดาตอบเสียงเย็น

“ครั้งนี้แม่จะไม่ปล่อยให้มันรอดอีก”

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ติดต่อคนกลางที่เคยรับงานผิดกฎหมาย โดยใช้ช่องทางที่ไม่เปิดเผยตัวตนและตกลงว่าจ้างให้จัดการน้ำใส

คนกลางจะเป็นผู้ส่งต่อคำสั่งและค่าจ้างให้กลุ่มมือสังหารอีกทอดหนึ่ง

กลุ่มคนร้ายได้รับเพียงรูปถ่าย ชื่อเป้าหมาย และสถานที่ลงมือ โดยไม่รู้ว่าผู้ว่าจ้างตัวจริงเป็นใคร

แผนการถูกกำหนดให้เกิดขึ้นในคืนเดียวกันที่เรือนกระจกเก่าท้ายคฤหาสน์ ซึ่งแทบไม่มีใครเข้าไปใช้งานแล้ว

วิภาดาต้องการให้การตายของน้ำใสดูเหมือนอุบัติเหตุภายในเรือนกระจก โดยกำชับผ่านคนกลางไม่ให้ทิ้งร่องรอยการฆาตกรรม ส่วนอาวุธปืนที่คนร้ายพกติดตัวมานั้นไม่ได้อยู่ในแผนที่เธอรับรู้

จากนั้นวิภาดาจึงเรียกลิ้นจี่เข้ามาพบ

“ลิ้นจี่ ฉันมีงานให้แกทำ”

“งานอะไรคะคุณผู้หญิง”

“เอาจดหมายฉบับนี้ไปวางไว้หน้าห้องน้ำใสคืนนี้ อย่าให้มันเห็นว่าแกเป็นคนเอาไปวางเด็ดขาด”

ลิ้นจี่รับซองจดหมายมาด้วยความสงสัย

“ในนี้เขียนว่าอะไรเหรอคะ”

“เรื่องที่แกไม่จำเป็นต้องรู้!”

“ค่ะ ๆ คุณผู้หญิง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป