บทที่ 4 จดหมายปริศนา
“จำไว้ ถ้ามันถามอะไรแก แกต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ลิ้นจี่รีบพยักหน้า ก่อนถือซองจดหมายเดินออกไป
วิรินดามองตามสาวใช้ ก่อนหันมาถามมารดา
“แม่คะ แล้วถ้ามันไม่ยอมไปตามนัดล่ะ”
วิภาดายิ้มเย็น
“แม่เขียนว่ามีความลับเกี่ยวกับพยัคฆ์จะบอก คนอย่างน้ำใสที่กำลังจะแต่งงานกับเขา จะไม่อยากรู้เชียวหรือ”
“แต่ถ้ามันสงสัยว่าเป็นกับดักล่ะคะ”
“ต่อให้สงสัย แม่ก็เชื่อว่ามันต้องอยากรู้ว่าใครเป็นคนส่งจดหมายมา”
สองแม่ลูกสบตากัน ก่อนยิ้มอย่างหมายมาด
พวกเธอไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังคิดกำจัดไม่ใช่น้ำใสผู้อ่อนแอคนเดิม
แต่เป็นน้ำเหนือ ทายาทมาเฟียแห่งภาคใต้ที่เติบโตมากับการรับมืออันตรายทุกรูปแบบ!
ค่ำวันเดียวกัน
น้ำเหนือนั่งไขว่ห้างจิบชาอยู่ในห้องพักอย่างสบายอารมณ์ ก่อนเสียงบางอย่างจะดังขึ้นจากหน้าประตู
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“ใครน่ะ”
ไม่มีเสียงตอบ
หญิงสาวขมวดคิ้ว ก่อนลุกไปเปิดประตู แต่กลับไม่พบใคร มีเพียงซองจดหมายสีขาววางอยู่บนพื้น
“เล่นอะไรกันอีกล่ะเนี่ย”
น้ำเหนือก้มลงหยิบซองจดหมายขึ้นมา พลิกดูทั้งสองด้าน ไม่พบชื่อผู้ส่งหรือข้อความใด ๆ บนซอง
เธอปิดประตูแล้วกลับมานั่งที่เดิม ก่อนเปิดซองอ่านข้อความด้านใน
‘หากอยากรู้ความลับเกี่ยวกับพยัคฆ์ เมฆาคราม ที่เขาไม่เคยบอกเธอ คืนนี้สามทุ่มมาพบฉันที่เรือนกระจกเก่าท้ายคฤหาสน์เพียงลำพัง อย่าบอกใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเธออาจไม่มีวันได้รู้ความจริง’
น้ำเหนืออ่านจบก็หลุดหัวเราะเบา ๆ
ความลับของอาเสืองั้นเหรอ? ใครกันที่อยากให้ฉันออกไปเจอกลางค่ำกลางคืน แถมยังสั่งไม่ให้บอกใครอีก
เธอพลิกกระดาษดูอีกครั้ง ก่อนยกยิ้มมุมปาก
กับดักชัด ๆ!
แต่แทนที่จะฉีกจดหมายทิ้ง น้ำเหนือกลับรู้สึกสนใจขึ้นมา
เอาสิ อยากรู้เหมือนกันว่าใครกล้าเล่นเกมกับฉัน!
หญิงสาวเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋า ก่อนลุกขึ้นเตรียมตัวออกจากห้อง
เธอไม่ได้คิดจะไปเพราะหลงเชื่อเรื่องความลับของพยัคฆ์ แต่ต้องการรู้ว่าใครเป็นคนส่งจดหมายมา และกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
แต่แทนที่จะมุ่งหน้าไปยังเรือนกระจกทันที น้ำเหนือกลับแวะเข้าไปในมุมทางเดินที่ปลอดสายตา ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อบอดี้การ์ดคนสนิท
“ฟังนะ ฉันกำลังจะไปเรือนกระจกเก่าท้ายคฤหาสน์”
“ครับคุณหนู”
“มีคนวางกับดักฉัน พวกนายกระจายกำลังเฝ้ารอบนอกไว้ อย่าเพิ่งแสดงตัวจนกว่าฉันจะส่งสัญญาณ”
“รับทราบครับ”
“แล้วตรวจสอบด้วยว่ามีคนแปลกหน้าเข้าออกบริเวณนั้นหรือเปล่า ถ้าเจออะไรผิดปกติให้รายงานทันที”
“ได้ครับคุณหนู”
น้ำเหนือหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“อีกเรื่อง ฉันต้องการหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงคนสั่งการ ไม่ใช่แค่จับลูกน้องปลายแถวได้ เข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ”
“ดี แล้วระวังตัวกันด้วย”
หลังวางสาย น้ำเหนือเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
น้ำเหนือสงสัยว่าวิภาดากับวิรินดาอาจอยู่เบื้องหลังจดหมายปริศนา แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นฝีมือของสองแม่ลูก
หากต้องการลากสองแม่ลูกมารับโทษ เธอจำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนาจนไม่มีช่องให้ดิ้นหลุด
คิดจะฆ่าฉันอีกคนเหรอ ได้สิ... มาดูกันว่าคราวนี้ใครจะเป็นฝ่ายซวย!
น้ำเหนือยกยิ้มเย็น ก่อนเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนกระจกเก่า
เรือนกระจกท้ายคฤหาสน์ตั้งอยู่ห่างจากตัวบ้านพอสมควร บริเวณโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟจากทางเดินที่ส่องมาไม่ถึงภายในทั้งหมด
ก่อนถึงเรือนกระจก น้ำเหนือได้รับข้อความยืนยันจากลูกน้องว่ามีคนแปลกหน้าซุ่มอยู่บริเวณนั้น และคนของเธอกระจายกำลังเฝ้าทางเข้าออกไว้แล้ว
เธอจึงตัดสินใจเข้าไปล่อให้คนร้ายเผยตัว โดยให้บอดี้การ์ดเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากพบอาวุธหรือสถานการณ์เกินควบคุม พร้อมกำชับให้บันทึกหลักฐานการกระทำผิดไว้ด้วย
น้ำเหนือผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“ฉันมาตามนัดแล้วนะ!”
น้ำเหนือแกล้งตะโกนเรียก ก่อนกวาดสายตามองไปรอบเรือนกระจกอย่างระมัดระวัง
“ไหนล่ะ คนที่บอกว่ามีความลับเกี่ยวกับพยัคฆ์จะบอกฉัน ออกมาคุยกันหน่อยสิ!”
ไม่มีเสียงตอบ
น้ำเหนือก้าวเข้าไปอีกสองสามก้าว ก่อนหยุดยืนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง
ชายฉกรรจ์สามคนเดินออกมาจากมุมมืด
คนหนึ่งปิดทางออก ส่วนอีกสองคนค่อย ๆ เดินเข้ามาล้อมเธอ
น้ำเหนือกวาดตามองพวกมันอย่างรวดเร็ว ก่อนแสร้งทำหน้าตื่นตกใจ
“พวกแกเป็นใคร!”
ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้ม
“ไม่ต้องรู้หรอกคุณหนู รู้แค่ว่าคืนนี้เธอไม่ได้กลับออกไปก็พอ”
“ใครส่งพวกแกมา!”
“ถามไปก็เท่านั้น พวกฉันรับเงินมาทำงาน”
“แล้วคนจ้างชื่ออะไร”
“ไม่รู้โว้ย!”
หัวหน้ากลุ่มเริ่มหงุดหงิด
“จะถามอะไรนักหนาวะ!”
น้ำเหนือหรี่ตาลงเล็กน้อย
ไม่รู้ชื่อคนจ้างจริง ๆ สินะ แสดงว่านังวิภาดารอบคอบกว่าที่คิด
เธอถอยหลังหนึ่งก้าว แสร้งทำเป็นหวาดกลัว
“เดี๋ยวก่อน! ถ้ามีคนจ้างพวกแกมา ฉันให้มากกว่าสองเท่าเลยก็ได้!”
“หุบปาก!”
ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะจับแขนเธอ
แต่ยังไม่ทันแตะตัว น้ำเหนือก็พลิกข้อมือคว้าแขนอีกฝ่าย บิดจนเสียหลัก ก่อนกระแทกเข่าเข้ากลางลำตัวอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย!”
ชายร่างใหญ่ทรุดลงกับพื้น
น้ำเหนือผลักมันออกห่าง ก่อนยืนเท้าสะเอว
“คิดจะจับฉันเหรอ ไปฝึกมาใหม่ก่อนเถอะ!”
“เฮ้ย! นังนี่มันมีฝีมือ!”
หัวหน้ากลุ่มตะโกน
“รุมมัน!”
ชายอีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
น้ำเหนือเบี่ยงตัวหลบหมัด ก่อนใช้จังหวะที่อีกฝ่ายเสียหลักเตะตัดขาจนล้มลง ส่วนอีกคนที่พยายามเข้ามาทางด้านหลังถูกเธอศอกกระแทกจนเซถอย
“โอ๊ย! นังบ้า!”
“บ้าแล้วไง!”
น้ำเหนือสวนกลับ
“รับงานมาไม่ดูตาม้าตาเรือเอง ช่วยไม่ได้!”
เธอขยับหลบการโจมตีอีกครั้ง ก่อนผลักคนร้ายให้ชนโต๊ะปลูกต้นไม้ที่วางทิ้งไว้จนล้มระเนระนาด
เสียงกระถางแตกดังสนั่น
คนร้ายทั้งสามเริ่มรู้แล้วว่าเหยื่อที่ได้รับคำสั่งให้จัดการไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด
“แกเป็นใครกันแน่วะ!”
หัวหน้ากลุ่มตะโกนถาม
น้ำเหนือยิ้มเย็น
“เป็นคนที่พวกแกไม่ควรมาหาเรื่องยังไงล่ะ!”
แต่ขณะที่เธอกำลังจะถอยไปยังทางออก ชายคนหนึ่งซึ่งล้มอยู่ด้านหลังก็ชักปืนออกมาจากเอว
เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็ก
น้ำเหนือหันขวับไปมอง
ปลายกระบอกปืนกำลังเล็งมาทางเธอ
รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวจางหายทันที
มีปืนด้วยเหรอ!
แม้จะได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาอย่างดี แต่น้ำเหนือไม่คิดประมาทกับอาวุธปืนในระยะประชิด
เธอรีบขยับเข้าหาแนวเสาและโต๊ะปลูกต้นไม้ที่พอใช้เป็นสิ่งกำบังได้ พร้อมประเมินระยะห่างจากคนร้าย
“เก่งนักไม่ใช่เหรอ!”
ชายถือปืนตะโกน
“ออกมาสิวะ!”
น้ำเหนือกัดฟันแน่น
ไอ้พวกหมาหมู่! สู้ไม่ได้ก็ชักปืน แบบนี้มันโกงกันชัด ๆ!
เธอค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อหาจังหวะปลอดภัย ขณะเดียวกันก็รอฟังความเคลื่อนไหวจากลูกน้องที่เฝ้าอยู่ด้านนอก
บอดี้การ์ดของน้ำเหนือที่เฝ้าระวังอยู่ด้านนอกสังเกตเห็นความผิดปกติผ่านช่องกระจก แต่ชั้นวางต้นไม้บดบังสายตาจนไม่เห็นอาวุธปืนในมือคนร้าย เมื่อเห็นคุณหนูรีบหลบเข้าหาที่กำบัง พวกเขาจึงเคลื่อนตัวเข้าประจำจุดเพื่อเตรียมช่วยเหลือทันที
ทันใดนั้น เสียงรถยนต์ก็ดังขึ้นจากทางเข้าบริเวณเรือนกระจก
เอี๊ยด!
แสงไฟหน้ารถสาดเข้ามาทางประตู
ตามด้วยเสียงตะโกนหนักแน่น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
น้ำเหนือชะงัก
เสียงนี้...
เธอเหลือบมองผ่านช่องระหว่างชั้นวางต้นไม้ ก่อนเห็นร่างสูงคุ้นตาก้าวลงจากรถพร้อมบอดี้การ์ดหลายคน
ก่อนออกจากคฤหาสน์ พยัคฆ์ได้สั่งให้บอดี้การ์ดบางส่วนคอยสังเกตความผิดปกติบริเวณรอบบ้านอย่างเงียบ ๆ เพราะท่าทีของคนในครอบครัวน้ำใสทำให้เขาไม่ไว้วางใจนัก เมื่อได้รับรายงานว่ามีชายแปลกหน้าลอบเข้าไปทางเรือนกระจก และน้ำใสกำลังมุ่งหน้าไปบริเวณเดียวกัน เขาจึงรีบย้อนกลับมาทันที
อาเสือ!
ดวงตาคู่สวยเป็นประกายทันที
โอ้โห! พระเอกขี่ม้าขาวมาแล้วจ้า!
น้ำเหนือฉวยจังหวะที่คนร้ายกำลังแตกตื่นจากการปรากฏตัวของพยัคฆ์ ย่อตัวหลบอยู่หลังแนวเสาและชั้นวางต้นไม้ ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งสัญญาณสั้น ๆ ให้ลูกน้องของตนอย่างแนบเนียน โดยระมัดระวังไม่ให้คนร้ายมองเห็น
เธอสั่งให้ทุกคนคงตำแหน่งอยู่รอบนอกและห้ามเปิดเผยตัวเด็ดขาด เพราะไม่ต้องการให้พยัคฆ์รู้ว่ามีคนคอยคุ้มครองเธออยู่แล้ว
เมื่อส่งสัญญาณเรียบร้อย น้ำเหนือรีบเก็บโทรศัพท์และประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าพยัคฆ์และลูกน้องกำลังเข้ามาควบคุมคนร้าย เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน
จากคุณหนูสายโหดที่พร้อมซัดคนร้ายให้หมอบ กลายเป็นหญิงสาวผู้น่าสงสารภายในพริบตา
“กรี๊ด!”
เธอแกล้งร้องเสียงหลง ก่อนวิ่งออกจากมุมกำบังไปทางพยัคฆ์ทันทีที่ลูกน้องของเขาเข้าคุมทางด้านหน้าคนถือปืน
“อาเสือ!”
พยัคฆ์หันขวับ
น้ำเหนือรีบเข้าไปหลบหลังร่างสูง มือทั้งสองข้างเกาะแขนเขาแน่น
“อาเสือช่วยฉันด้วยค่ะ! พวกมันจะฆ่าฉัน!”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ ดวงตาคลอด้วยน้ำตาอย่างน่าสงสาร
พยัคฆ์มองหญิงสาวที่กำลังเกาะแขนตน ก่อนหันไปเห็นคนร้ายถือปืนอยู่ภายในเรือนกระจก
ใบหน้าคมเข้มพลันเย็นชาลง
“คุ้มกันน้ำใส!”
เขาสั่งลูกน้องทันที
“อย่าให้ใครเข้าถึงตัวเธอ!”
บอดี้การ์ดรีบเข้าประจำตำแหน่ง ส่วนพยัคฆ์พาน้ำเหนือถอยไปยังจุดปลอดภัย
เมื่อคนร้ายเห็นว่ามีคนเข้ามาช่วยเหยื่อ พวกมันก็เริ่มแตกตื่น
ชายคนหนึ่งพยายามวิ่งหนีออกทางด้านข้าง แต่ถูกบอดี้การ์ดสกัดไว้ ส่วนอีกคนยอมทิ้งอาวุธเมื่อเห็นว่าหมดทางสู้
หัวหน้ากลุ่มฉวยโอกาสหลบหนีออกทางประตูด้านหลังเรือนกระจก แต่ไม่ทันพ้นสายตาของบอดี้การ์ดน้ำเหนือที่ซุ่มอยู่รอบนอก พวกเขาลอบติดตามคนร้ายไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมบันทึกความเคลื่อนไหวไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่เปิดเผยตัวต่อพยัคฆ์ และเตรียมส่งข้อมูลให้ตำรวจเมื่อสามารถยืนยันตัวบุคคลและเส้นทางหลบหนีได้
พยัคฆ์สั่งให้ลูกน้องแจ้งตำรวจและรักษาพื้นที่เกิดเหตุไว้
เขาไม่ได้เห็นช่วงที่น้ำเหนือใช้ศิลปะการต่อสู้กับคนร้าย และไม่รู้ว่ามีบอดี้การ์ดของเธอคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงว่าที่เจ้าสาวกำลังถูกคนร้ายถือปืนคุกคาม
เมื่อแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัย พยัคฆ์จึงหันกลับมาหาหญิงสาว
“น้ำใส เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
น้ำเหนือรีบส่ายหน้า ก่อนแกล้งทำตัวสั่น
“ฉัน... ฉันกลัวค่ะอาเสือ”
พยัคฆ์ขมวดคิ้ว
“พวกมันทำอะไรเธอ”
“พวกมันจะฆ่าฉันค่ะ!”
เธอพูดเสียงเครือ ก่อนขยับเข้าไปซบอกชายหนุ่ม
“ถ้าอาเสือมาไม่ทัน ฉันคงแย่แน่ ๆ”
พยัคฆ์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยกแขนโอบไหล่เธอไว้
“ไม่เป็นไรแล้ว”
น้ำเหนือแอบเม้มปากกลั้นยิ้ม
โอ๊ย! อาเสือขา อย่าทำเสียงอ่อนโยนแบบนี้สิคะ เดี๋ยวคนแกล้งกลัวจะเผลอใจจริง ๆ!
“ฉันอยู่นี่แล้ว” พยัคฆ์กล่าวต่อ
“ไม่มีใครทำอะไรเธอได้แล้ว”
เขาลูบหลังเธอเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
น้ำเหนือชะงักไปเล็กน้อย ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของชายหนุ่มทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างไม่ทันตั้งตัว
เอ๊ะ! ทำไมต้องใจเต้นด้วยเนี่ย
เธอรีบเตือนตัวเอง
น้ำเหนือ! ตั้งสติหน่อย แกมาแก้แค้นให้พี่สาวนะ ไม่ได้มาหาสามี!
แต่เมื่อพยัคฆ์กระชับอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง เธอกลับเผลอซุกหน้ากับอกเขาอีกนิด
แค่แป๊บเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...
พยัคฆ์ก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“น้ำใส ฉันถามอะไรหน่อย ทำไมเธอถึงไปที่เรือนกระจกคนเดียวตอนกลางคืน”
น้ำเหนือเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนแสร้งทำสีหน้าลังเล
“คือ... มีคนเอาจดหมายมาวางไว้หน้าห้องฉันค่ะ”
“จดหมายอะไร”
“เขาบอกว่ามีความลับเกี่ยวกับอาเสือที่ฉันควรรู้ แล้วนัดให้ไปพบที่เรือนกระจกตอนสามทุ่มค่ะ”
พยัคฆ์ขมวดคิ้วทันที
“แล้วเธอก็ไปตามนัดอย่างนั้นหรือ”
“ก็ฉันอยากรู้นี่คะว่าใครมีเรื่องอะไรจะบอกเกี่ยวกับอาเสือ”
“น้ำใส! เธอรู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน”
“รู้แล้วค่ะ...” เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนรีบเงยขึ้นมองเขา
“แต่อาเสืออย่าเพิ่งดุฉันเลยสิคะ”
พยัคฆ์ถอนหายใจอย่างหนักใจ
“แล้วจดหมายนั่นอยู่ไหน”
“อยู่ในกระเป๋าค่ะ”
น้ำเหนือหยิบซองจดหมายออกมาแล้วยื่นให้เขา
พยัคฆ์รับมาดูอย่างระมัดระวัง ข้อความในกระดาษเป็นตัวพิมพ์ทั้งหมด ไม่มีชื่อผู้ส่งหรือสิ่งใดบ่งบอกว่าใครเป็นคนเขียน
“จดหมายฉบับนี้ต้องให้ตำรวจตรวจสอบ” เขากล่าวเสียงเข้ม
“คนส่งรู้จักเธอ รู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และจงใจใช้ชื่อฉันล่อเธอออกมา”
น้ำเหนือแสร้งทำหน้าตกใจ
