บทที่ 1 กลิ่นโคลนสาบควาย
ทุ่งนาสีเหลืองทองมีข้าวออกรวงพร้อมเก็บเกี่ยว บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รถเกี่ยวข้าวอันทันสมัยคือเครื่องมือช่วยทุ่นแรง ทุ่นเวลาเกษตรกรในการเก็บผลผลิตในเวลาชั่วพริบตา ไม่ต้องไปเสียเวลาลงแขกเกี่ยวข้าว เรียกหาชาวบ้านมาช่วยกันก้มหน้าเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเหมือนสมัยก่อนแล้ว
สุกฤต หรือที่ชาวบ้านแถวเมืองสุพรรณฯ รู้จักกันในชื่อ ไอ้โป้ง ลูกป้านงเยาว์กับลุงสายัณห์ คนหนุ่มรุ่นใหม่ที่นำความรู้จากการร่ำเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย และคัดเลือกเอาเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาปรับปรุง พัฒนาธุรกิจของทางบ้านและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรของคนในชุมชน จนทุกคนต้องยกนิ้วให้ เพราะนอกจากทำไร่ ทำนาเก่งแล้ว สุกฤตยังพัฒนาโรงสีข้าวให้ทันสมัยที่สุดในจังหวัดด้วย
ข้อมือแกร่งหมุนบังคับพวงมาลัยรถเกี่ยวข้าว เพื่อเตรียมนำข้าวที่ได้ ไปสีเป็นข้าวเปลือก และเตรียมเข้าสู่กระบวนการต่อไป
“หือ” ตาไวมองไปยังถนนลาดยาง เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่ส่ายไปส่ายมาน่าหวาดเสียว หากแต่สุกฤตยังไม่ทันตกใจ
รถมอเตอร์ไซค์สีแดงเก่า ๆ คุ้นตาเหมือนว่าจะเป็นคันที่แม่ใช้ขี่ไปตลาดเป็นประจำ ขับจากถนนพุ่งลงมายังทุ่งนาที่เขากำลังขับรถเกี่ยวข้าว พร้อมกับเสียงกรีดร้องของสาวกรุงเทพฯ แหกปากลั่นทุ่งเสียยิ่งกว่าเอานิ้วไปกดแตร
“กรี๊ดดดดดด หยุดนะ หยุดนะ หยุดสิ” แทนที่มือจะกำเบรค แต่ดันใช้ปากสั่งให้รถหยุด
แน่นอนว่าผลสุดท้าย รถมอเตอร์ไซค์ของแม่ ที่มีอายุอยู่มาได้มากกว่าสามสิบปี พุ่งลงไปอยู่ในบ่อ เหลือไว้แค่ล้อหลัง ชี้โด่ขึ้นมาให้เห็น
ส่วนสาวกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้โชคดีไปกว่ากัน เพราะกระเด็นพุ่งหลาวลงไปตรงกลางบ่อน้ำตื้นจนขี้โคลนกระจาย น้ำใส ๆ กลายเป็นดำปี๋ขึ้นมาทันที
“เฮ้ยยย อะไรวะนั่น” สุกฤตกระโดดลงจากรถเกี่ยวข้าววิ่งไปยังบ่อด้านข้าง ถอดรองเท้าแล้วรีบลงไปฉุดแขนคนที่นั่งหน้าตาเปื้อนโคลนจนดำปี๋ กำลังเบะปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า อะไรของคุณเนี่ย ยัยเบ๊อะ”
“อื้อ หัวเราะอะไรเล่า มาช่วยฉันก่อนสิ”
หนุ่มเมืองสุพรรณฯ ยืนหัวเราะอยู่กลางบ่อ พร้อมกับยื่นมือเข้าช่วยเหลือสาวกรุงเทพฯ ที่เวลานี้ไม่เหลือความสวยให้เขามองเลยสักนิด
อันที่จริงตั้งแต่รู้จักกันมาเกือบเดือน ปัณณพิชญ์หรือที่เขาเรียกแค่ชื่อ อัญชัน เป็นน้องสาวของน้องเขยเขาอีกที ตระกูลผู้ดีมหาเศรษฐีรวยระดับหมื่นล้าน แต่ใครจะรู้ว่าบ้านนี้เลี้ยงลูกสาวออกมาไม่มีคราบความเป็นลูกคุณหนูไฮโซเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ เลยสักนิด เพราะเธอทั้งเปิ่น ทั้งโก๊ะ ทำอะไรก็ตลกไปซะทุกอย่าง
“ขี่รถภาษาอะไร ถนนตั้งกว้างไม่ขี่ พุ่งลงมาในบ่อเนี่ยนะ”
“ก็มันขี่ยากนี่”
“แล้วไอ้คันง่าย ๆ ทำไมไม่เอามาขี่เล่า เอาคันของแม่มาทำไม” ปากบ่นแต่มือยังช่วยพยุงให้อัญชันลุกขึ้นมาจากหลุมโคลน
“ก็ไม่รู้อะ นึกว่ามันจะง่าย ไม่รู้ว่ารถป้าเยาว์จะพังหรือเปล่าเนี่ย คุณ...” มือเปื้อนโคลนดำยื่นไปกระตุกชายเสื้อยืดเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ที่ตัวเองเอามาขับลงทุ่ง
“เฮ้ออออ...ห่วงตัวเองเถอะน่าไม่ต้องไปห่วงรถหรอก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไหนมาให้ดูสิ ขึ้นไปรอข้างบนก่อนไป” ปากบ่นแต่ช่วยจับแขนเปื้อนโคลนดำปี๋ของอัญชันช่วยให้เดินกลับขึ้นไปยังริมตลิ่งได้ง่าย ๆ จากนั้นจึงเข้าไปลากเอารถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของแม่ขึ้นมาจากโคลน
ความอึด ความทนต้องยกให้มันจริง ๆ เพราะขนาดหัวทิ่มลงไปในบ่ออย่างนี้ รถเก่าสนิมเขรอะยังไม่เป็นอะไรสักนิด ผิดกับสก๊อยเมืองกรุงที่ยืนหน้ายู่ ยืนขาเบียด
“เป็นไร ปวดฉี่เหรอ” สังเกตท่ายืนหนีบขา เหมือนอย่างเวลาเห็นผู้หญิงปวดฉี่
“หึ” หน้าดำหงิกงอส่ายไปมา เห็นแต่ลูกกะตาขาวค้อนปริบ ๆ
“แล้วทำไมยืนอย่างนั้นล่ะ”
“เจ็บหรรม”
“ห๊ะ!” หนุ่มสุพรรณฯ คนซื่อยืนตาเหลือก
นี่เขาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า อัญชันเป็นน้องสาวของไออุ่นไม่ใช่เหรอ แล้วเธอก็มีหน้าอก ผมยาว เสียงหวาน หน้าสวย ไม่มีลูกกระเดือก แต่ทำไมมี...
“เจ็บ...เจ็บ...อะไรนะ?”
“ไอ้นั่นมันทิ่ม” นิ้วชี้ของมือข้างหนึ่งพุ่งไปทางแฮนด์มอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหา ส่วนอีกมือซุกลงไปยืนบิดชายเสื้อม้วนไปม้วนมาด้วยความเขินอาย
เมื่อครู่ตอนรถพุ่งลงมา ไม่ทันตั้งตัวจึงหกคะเมนตีลังกา หว่างขาเสียบเข้าไปกระแทกเข้าจุดสำคัญแต่ไม่กล้าโวยวาย กระทั่งกลับมายืนอยู่ได้ เจ็บจนแทบก้าวขาไม่ออก
“ทิ่ม...มันทิ่มตรงไหน”
“อื้ออออ คุณน่ะทำไมต้องให้พูดซ้ำ”
“ไม่ให้พูดซ้ำถามซ้ำแล้วผมจะช่วยคุณยังไงเล่า”
“อื้อ คุณอะฉันเจ็บ”
“รู้แล้วว่าเจ็บ ตกลงว่าเจ็บ...เอ่อ หรรม เอาดี ๆ นะ เจ็บหรรม หรือ...หอย”
“อื้อ ไอ้พี่โป้ง ไอ้คนทะลึ่ง” ฝ่ามือบางตบเพียะลงไปบนหัวไหล่สูง หน้าดำคว่ำงอ ค้อนควักถลึงตาใส่เขาปะหลับปะเหลือก
“ก็หรรมหรือหอยเอาดี ๆ มันต่างกันนะคุณ นี่เป็นผู้หญิงจริงปะเนี่ย หรือกระเทย”
“โอ้ย ผู้หญิงทั้งแท่งย่ะ” ยิ่งตอบ ยิ่งทำให้สุกฤตงงหนักเข้าไปใหญ่
ประมาทได้เหรอ เดี๋ยวนี้กระเทย สาวประเภทสองสวย ๆ ทำเรดาร์ผู้ชายพังมานักต่อนักแล้ว
“นมใหญ่ขนาดนี้ มองยังไงเป็นกระเทย เดี๋ยวทุบให้เลย”
“อือ” พูดปุ๊บสายตาสุกฤต พุ่งไปหยุดยังเสื้อยืดเปียกทันที
มือไวรีบปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตถอดจนอีกฝ่ายร้อง ว๊าย นี่ถ้าหน้าไม่มีโคลนฉาบไว้ คงได้มีโอกาสเห็นแก้มแดง ๆ ของอัญชันแน่
“คุณจะถอดเสื้อทำไม”
“คุณนั่นแหละจะร้องกรี๊ดอะไรนักหนา เอาเสื้อนี่ไปใส่ เสื้อตัวเองขาดจนนมทะลักออกแล้วนั่น” สุภาพบุรุษแห่งเมืองสุพรรณฯ ตวัดเสื้อคลุมลงไปก่อนที่อีกฝ่ายจะทันรู้ตัว
“อ่าว ไม่รู้นี่”
“โวยวายชะมัด”
เจ้าของที่นาแปลงใหญ่มองไปยังทิศที่พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนต่ำลง แล้วเดินไปทางรถเกี่ยวข้าว ไม่ลืมกวักมือเรียกสาวเปิ่นให้เดินตามมาด้วย
“มันจะมืดแล้ว ไปกลับบ้าน”
“แล้วรถมอเตอร์ไซค์ป้าเยาว์ล่ะ”
“เออ ปล่อยมันไว้นี่ก่อน ไม่หายหรอก พรุ่งนี้ค่อยเอาขึ้นไปล้าง เดี๋ยวก็ขี่ได้เหมือนเดิม”
เจ้าของกล้ามแขนแน่น ยกแขนขึ้นไปโหนราวเหล็ก ดีดตัวขึ้นไปนั่งประจำที่ แล้วพยักหน้าเรียกให้อัญชันขึ้นไปนั่งยังเบาะด้านข้าง
อยู่กรุงเทพฯ นั่งรถสปอร์ต ขับรถซูเปอร์คาร์คันละเป็นสิบล้าน อัญชันยังไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเท่าการได้นั่งรถเกี่ยวข้าว หน้าดำตึงเปรี๊ยะเพราะโคลนเริ่มแห้ง ยิ้มจนหน้าร้าว ทำเอาโชเฟอร์รถเกี่ยวข้าวอดยิ้มเพราะเอ็นดูไม่ได้
“ยิ้มอะไร คุณนี่ชอบหัวเราะฉันอยู่เรื่อย”
“แล้วมันน่าขำไหมเล่า เอาขวดน้ำข้างล่างนั่นมาล้างหน้าก่อน กลับบ้านไปสภาพนี้แม่เป็นลมตายพอดี”
อัญชันเอื้อมมือลงไปหยิบขวดน้ำพลาสติกแล้วเทมันใส่มือ ยื่นหน้าออกไปล้าง ๆ ถู ๆ พอให้มันไม่เป็นคราบหนามาก เมื่อหันกลับมา มีคนใจดียืนผ้าสะอาดมาให้เช็ดหน้า
“ผมเช็ดหน้าไปสองสามที ถ้าไม่รังเกียจก็เอาไปเช็ดต่อได้”
“ฉันไม่ได้ถือตัวขนาดนั้นสักหน่อย” มือจับผ้าขนหนูมาซับน้ำเปียก
“แล้วเอารถแม่ออกมา จะไปไหน”
“ว่าจะไปตลาดนะสิ”
“โห ดีนะที่ขับลงมาในทุ่งซะก่อน นี่ถ้าขี่ออกถนนไปไม่ไปพุ่งชนท้ายรถสิบล้อเขาหรือไง คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ” จากหนุ่มใจดีอย่างกับเทพบุตรเมื่อครู่กลายร่างเป็นคุณครูฝ่ายปกครองไปในพริบตา
“นี่คุณดุฉันเหรอ”
“แล้วมันน่าดุไหมล่ะ คิดหรือเปล่าว่าถ้าพลาดไปชนคนอื่นเข้ามันอันตราย ต่อไปจะไปไหนมาไหนบอก เดี๋ยวจะพาไป เข้าใจไหม”
“คุณจะพาฉันไปเหรอ”
“อือ ถ้าผมว่างจะพาไป แต่คงไม่ใช่วันนี้นะ เดี๋ยวจะพากลับบ้านไปอาบน้ำก่อน เหม็นชะมัดเลย” มือเลื่อนลงไปบิดกุญแจสตาร์ทรถเกี่ยวข้าวแล้วขับต่อไปยังถนนลาดยางด้านหน้า
“อะไรนะ คุณว่าฉันตัวเหม็นเหรอ”
“โอ้ ไม่เหม็นมั้ง ปกติบ่อนั้นควายมันลงไปอาบน้ำ นี่เขาถึงเรียกไง กลิ่นโคลนสาบควาย เดี๋ยวกลับถึงบ้านไปรีบอาบน้ำเลยนะ”
