บทที่ 10 ลูกสาวคนใหญ่คนโต

“นั่นยังไง ยัยหนูแป้งมาพอดีเลย” นายพีรพลนักการเมืองผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองไปยังทางขึ้นศาลา คนส่วนมากจึงหันหน้ามองไปทางเดียวกัน ก่อนอัญชันจะพบว่าลูกสาวคนเก่งที่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนนี้ภูมิใจนักหนานั่นคือ แม่สาวงานก๊อปเกรดเอนั่นเอง

“ป้าเยาว์ นี่ไงครับลูกสาวผม เพิ่งเรียนจบปริญญาโทมาจากกรุงเทพฯ นี่กำลังจะต่อด็อกเตอร์ ช่วงนี้เข้ามาช่วยงานที่สำนักงาน เลยพามาฝากเนื้อฝากตัว ทำความรู้จักกับทุกคนเอาไว้น่ะครับ”

“สวัสดีค่ะป้าเยาว์” สาวสวยที่เดินคอแข็งเหยียดคนอื่น อยู่ตีนบันไดทางขึ้นศาลาวัด หากทว่าเมื่อขึ้นมาข้างบนกลับอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นพิเศษ

“แล้วก็คนนั้นไงพี่โป้ง ลูกชายป้าเยาว์ เจ้าของโรงสี ที่พ่อเล่าให้แป้งฟัง”

“สวัสดีค่ะพี่โป้ง” ลูกสาวคนสวยหันมาส่งยิ้มหวานให้หนุ่มหล่อ ที่เธอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าปากต่อปากมานานว่าทั้งหล่อ ทั้งรวย ติดอยู่นิดเดียวตรงที่...

สายตามองไล่ไปยังเสื้อยืดสกรีนยี่ห้อปุ๋ยสีพื้น กางเกงยีนไม่มียี่ห้อ นี่ถ้าหากพ่อไม่แนะนำบอกว่าคนนี้คือลูกชายของเศรษฐีเมืองสุพรรณฯ เธอคงคิดว่าเป็นคนงานรับจ้างตัดอ้อย

“เอ๊ะ...ผู้หญิงคนนี้ คนงานในโรงสีของพี่โป้งเหรอคะ” ยิ้มเสแสร้ง มองผ่านมาทางคนที่นั่งหลบอยู่ด้านหลังของสุกฤต

“หือ คนงานเหรอครับ เปล่านี่”

“อ่อ นี่หนูอัญชัน อยู่กรุงเทพฯ แต่จะมาเปิดร้านกาแฟอยู่แถวบ้านเรานี่แหละ ช่วงนี้เลยมาพักอยู่ที่บ้านด้วยกัน ไม่ใช่คนงานที่ไหนหรอก” นงเยาว์รีบแก้ไขความเข้าใจผิดทันที

“ร้านกาแฟ? อ๋อ อย่างนั้นเหรอ ดี ๆ จะได้มีเงินหมุนเวียนในจังหวัดเรา” นายพีรพลพูดอย่างนักการเมืองแท้ ๆ

“แค่ร้านเล็ก ๆ ค่ะ ไม่ได้พิเศษอะไร” เจ้าของคาเฟ่พื้นที่ 10 ไร่ ยิ้มอย่างเรียบง่าย แล้วกระถดตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังสุกฤตต่อไป

กลุ่มคนใจบุญกราบลาหลวงพ่อเจ้าอาวาส เมื่อได้ยินเสียงกองเพล จากนั้นจึงเดินจับกลุ่มกันมาขึ้นรถเมซิเดสเบนซ์ที่จอดอยู่ใกล้ศาลา นัดหมายเพื่อไปทานมื้อเที่ยงด้วยกัน โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการปรึกษาหารือเรื่องงานวัดประจำปี และต้องการให้ลูกสาวลูกชายทำความรู้จักกันเอาไว้

ร้านอาหารดังประจำเมืองสุพรรณฯ ถูกเลือกมาเป็นร้านในการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้เชื่อมความสัมพันธ์ เนื่องจากนายพีรพลวางแผนหมายมั่นปั้นมือ อยากเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกับเศรษฐีที่ดินอย่างนงเยาว์ 

“ป้าเยาว์อยากสั่งอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะสั่งให้”

“พอแล้วค่ะ แค่นี้ก็เยอะแล้ว” ชาวนาปกติคุ้นเคยกับการกินข้าวกับน้ำพริกผักต้มยิ้มอย่างสุภาพ 

“เห็นคุณพ่อบอกว่าพี่โป้งดูแลโรงสีแทนคุณลุงสายัณห์ แล้วยังมีกิจการอีกหลายอย่างคนเดียว เก่งจังเลยนะคะ” เจ้าของรอยยิ้มหวาน หว่านเสน่ห์มาให้จากฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร

“ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ ทุกอย่างพ่อกับแม่ทำไว้ให้หมดแล้ว ผมแค่เข้าไปสานต่อเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้น พี่โป้งคงรู้จักคนเยอะแน่เลยใช่ไหมคะ ได้ยินว่าใคร ๆ ก็ชอบเอาข้าวเข้าไปสีที่นั่น”

“เรื่องรู้จักคนเยอะมันต้องรู้จักอยู่แล้วครับ เพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เวลามีงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดก็ไปประชุมด้วยกัน เห็นหน้าค่าตากันบ่อย ๆ” สุกฤตตอบอย่างเป็นกลาง มองทะลุปรุโปร่งถึงเจตนาของสองพ่อลูกในทันที

“รู้จักคนเยอะอย่างนี้ก็ดีนะสิ เลือกตั้ง สจ. ครั้งหน้า ลุงคงต้องไหว้วานให้หลานชายช่วยลุงบ้าง มาช่วยกับหนูแป้งนี่ก็ได้ คนหนุ่มคนสาววัยใกล้เคียงกัน น่าจะคุยกันถูกคอ”

“เท่าที่ฟังดู น่าจะคุยคนละเรื่องมากกว่า...” คนกรุงเทพฯ บ่นพึมพำออกมาพอให้สุกฤตได้ยินแค่คนเดียว เพราะนั่งอยู่เก้าอี้ชิดติดกัน

แม้อัญชันจะไม่ค่อยชอบเรื่องการเมือง และไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการทำงานของคนเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่หลังจากติดสอยห้อยตามผู้เป็นแม่เข้าไปในสังคมชนชั้นต่าง ๆ จึงเริ่มรู้และถ่องแท้ในระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยเป็นอย่างดี

จากการคลุกคลีกับครอบครัวของป้านงเยาว์มาตลอด 2 เดือน ทำให้อัญชันรู้ว่าครอบครัวนี้เป็นคนกว้างขวางมาก ซ้ำยังมีอุปการะคุณต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนมากมาย เห็นได้จากงานแต่งงานของสายป่านลูกสาวของป้านงเยาว์นั้น ต้องจัดโต๊ะจีนร่วม 1,000 โต๊ะ เพราะคนมาร่วมงานกันหนาแน่น และแต่ละคนมีมาตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด 7-8 จังหวัดใกล้เคียง นายอำเภอเยอะจนจำไม่หมด หากได้ไปเป็นฐานเสียง ได้ไปเป็นหัวคะแนนคงทำให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกเป็นกอง

“ผมไม่ค่อยสันทัดเรื่องการคุยกับผู้คนเท่าไหร่ครับ” คนหนุ่มไม่อยากยุ่งเรื่องการเมืองปฏิเสธโดยอ้อม

“โป้งมันเป็นคนเงียบ ๆ ค่ะ มันไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจา วัน ๆ อยู่แต่ท้องไร่ ท้องนา โรงสีข้าว คงไม่ถนัดเรื่องการมงการเมืองอะไรหรอกค่ะ” นงเยาว์รู้นิสัยของลูกชายดีช่วยพูดให้ และไม่ใช่แค่ลูกชายเท่านั้น ตนเองก็เช่นกัน ที่อยู่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีคนนับหน้าถือตาอย่างนี้ ก็เพราะเป็นคนไม่เล่นพรรค ไม่เล่นพวก ใครดีมาดีตอบ ใครไม่ชอบก็ไม่ยุ่ง

“น่าเสียดายนะครับ คนหนุ่มแบบนี้ถ้าได้มาช่วยงาน น่าจะผ่อนแรง ไปได้เยอะเลย”

“ผมชอบทำการเกษตรมากกว่าครับ ส่วนเรื่องการเมืองท้องถิ่น ผมไม่ถนัดจริง ๆ คงช่วยเหลืออะไรคุณพีรพลไม่ได้ ต้องขออภัยด้วย” คำพูดคำจาสุภาพจนเหมือนฝืน แค่ฟังเฉย ๆ อัญชันยังรู้สึกรับรู้ได้ถึงความอึดอัด

“เอาล่ะ กับข้าวมาแล้วกินข้าวกันเถอะ”

“หือ อันนี้อะไรคะ” คนกรุงเทพฯ ก้มลงไปมองจานอาหารที่พนักงานเพิ่งนำมาวางลงตรงหน้า

บรรยากาศอันตึงเครียดจึงค่อยผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ก็เพียงชั่วคราว เพราะมันกลับเข้าสู่โหมดสงครามประสาทระหว่างอัญชันกับคุณหนูงานก็อปเกรดเออีกครั้ง

“แล้วเธอล่ะอัญชัน เป็นคนที่ไหน”

“ฉันเหรอคะ ฉันเป็นคนทุกที่ค่ะ แต่ถ้าบ้านตามทะเบียนบ้าน ในบัตรประชาชนฉันเป็นคนกรุงเทพฯ”

“ในเมื่อเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ทำไมถึงมาเปิดร้านกาแฟที่สุพรรณฯ ล่ะ”

“ว่างค่ะ พอดีไม่มีอะไรทำ ตั้งแต่เรียนจบมา ฉันก็ตกงานมาตลอดเลย แบมือขอเงินพ่อขอเงินแม่อยู่หลายปี จนเมื่อสองเดือนก่อน บังเอิญมาช่วยงานแต่งพี่ชายที่สุพรรณฯ เห็นที่นี่ทำเลดี เลยอยากลองเปิดร้านกาแฟ” ความจริงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถูกเล่าออกไปแบบไม่ลงรายละเอียด เพราะคิดว่าไม่จำเป็นที่เธอจะต้องมาอวดความพรีเมี่ยมของตัวเองที่นี่

“ตกงานตั้งหลายปี แล้วไม่คิดหางานทำบ้างเหรอ เรียนจบอะไรมา จบ ม.ปลาย หรือเปล่า หรือว่าแค่ ม.ต้น”

“จบค่ะ” ตอบแบบกำกวมเอาไว้ก่อน ไม่ยอมบอกว่าสถาบันที่ตัวเองเรียนจบมานั้นไม่ได้อยู่ในประเทศ 

“แล้วทำไมไม่ลองหางานในกรุงเทพฯ”

“เบื่อกรุงเทพฯ ค่ะ อยากมาอยู่ต่างจังหวัดบ้าง” ตอบอย่างสบาย ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่อัญชันคิดอยู่ในใจไม่ได้โป้ปดแม้แต่น้อย

“คงไม่ได้คิดจะมาหาแฟนเป็นหนุ่มสุพรรณฯ หรอกใช่ไหม” แป้งแค่นยิ้มมองความสนิทสนมของสุกฤตและแม่สาวเสื้อปุ๋ย ที่ยิ่งมองยิ่งขัดใจเพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนคนทั้งสองกำลังใส่เสื้อคู่อย่างไรชอบกล

“คิดค่ะ ฉันถึงได้หอบผ้าหอบผ่อนมานี่ไงคะ” ไม่ตอบปากเปล่าหากแต่คิ้วเรียวยังหันไปยักคิ้วให้คนนั่งด้านข้าง เหมือนเป็นการบอกทางอ้อมว่าหนุ่มสุพรรณฯ คนนั้นคือเจ้าของเสื้อปุ๋ยคนนี้

กระทั่งจบมื้ออาหาร นักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลมาก ยกมือเรียกให้พนักงานมาเช็กบิล

“พี่ศักดิ์เจ้าของร้านไม่อยู่หรือไง” นายพีรพลเอ่ยเรียกชื่อเจ้าของร้านอย่างสนิทสนม

“เฮียไม่อยู่ครับ”

“งั้น เดี๋ยวลงบัญชีของฉันเอาไว้นะ เดี๋ยวมาเคลียร์เอง”

“ไม่เป็นไรครับคุณลุง เดี๋ยวผมจัดการเอง” สุกฤตหยิบบิลค่าใช้จ่ายมาจากพนักงานที่ยืนตัวลีบ มาไล่สายตาดูรายการอาหารที่สั่ง พร้อมกับดูตัวเลขรวมจำนวนเงินทั้งหมด

“หื้อ ไม่เป็นไรโป้ง เดี๋ยวลุงจัดการเอง” ท่าทีฮัดฮัดเหมือนไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพีรพล ให้โป้งเขาจัดการไปเถอะ”

กระเป๋าสตางค์เก่าไม่มีแบรนด์บ่งบอกว่าเป็นของบริษัทหรือยี่ห้อไหน หากแต่ภายในอัดแน่นเต็มไปด้วยบัตรเครดิตแพลตทินั่มและธนบัตรใบละพันเป็นปึก ๆ เรียงอัดอยู่จนเต็ม อย่างนี้เองที่เขาว่าอย่ามองใครแค่ภายนอก

ขณะทุกคนลุกจากโต๊ะอาหารเตรียมจะเดินทางกลับ พอดีมีแม่ค้าสวมชุดผ้าเก่า ผ้าถุงขาดเดินถือกระจาดเข้ามาเร่ขายดอกไม้สด พร้อมป้าย ‘วันนี้ วันพระ’

“คุณ” มือไวยื่นไปกระตุกชายเสื้อยืดแถมปุ๋ยเอาไว้

“หือ”

“ดอกไม้” ปากบุ้ยยู่ยื่นชี้ไปยังดอกกุหลาบสีแดงกำมะหยี่ห่อด้วยพลาสติกใส ใส่ไว้ในถังพลาสติก ที่แม่ค้าคล้องมากับท่อนแขน

“แล้วไง?”

“หื้อ ดอกกุหลาบ ฉันอยากได้ ซื้อให้หน่อย”

ยิ้มเจ้าเล่ห์จงใจอยากแกล้งโชว์หวานอวดลูกนักการเมือง หากแต่เมื่อเห็นสิ่งที่ชายหนุ่มหยิบส่งให้แม่ค้าคิดเงิน กลับทำให้อัญชันถึงกับเอียงคอด้วยความสงสัย

“ดอกกุหลาบฉันล่ะ” อัญชันชะเง้อมองไปยังดอกกุหลาบในถังที่ตัวเองเล็งไว้

“ก็นี่ไง มีตั้งหลายดอก มีดอกรักด้วยนั่นน่ะ สี่พวงนี้พอไหมล่ะ ถ้าไม่พอเดี๋ยวซื้อเพิ่มให้อีกก็ได้” สุกฤตหยิบพวงมาลัยไหว้พระแบบมีริบบิ้นพลาสติกสีสวยผูกเป็นสายยาว แต่ละข้างมีพวงมาลัยร้อยด้วยดอกมะลิ ดอกรักและทำอุบะเป็นกุหลาบมอญสีแดงอมส้ม คล้องลงไปบนคอของคนที่บ่นอยากได้ดอกกุหลาบวันพระ

“โอเคไหม”

“ไอ้พี่โป้ง ไอ้คนบ้า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป