บทที่ 2 ชอบของใหญ่

รถเกี่ยวข้าวทันสมัย แล่นเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านอันมีพื้นที่กว้างขวาง ใหญ่จนหากคนนอกพื้นที่ขับรถผ่านไปผ่านมา ไม่มีเสียหรอกที่จะปล่อยผ่านสายตาโดยไม่เหลียวมามองได้

เฉพาะพื้นที่ปลูกบ้าน มีอาณาบริเวณกว้างขวางกินพื้นที่เกือบ 1 ไร่ แต่ที่ต่อท้ายยาวไปด้านหลัง เห็นเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว มีทั้งผัก ผลไม้ แม้กระทั่งบ่อปลา เล้าเป็ด เล้าไก่ อีกเกือบ 10 ไร่ด้านหลัง

ลูกชาวนากระโดดลงจากรถเกี่ยวข้าว ก่อนจะหันหลังไปยื่นมือช่วยคนที่ขี่รถตกคันนาให้ลงมาด้านล่าง เพราะเห็นอีกฝ่ายยังนั่งทำอะไรเงอะงะไปหมด

“โอ๊ยตายแล้ว หนูอัญชัน นั่นไปทำอะไรมา ทำไมสภาพถึงได้มอมเหมือนลูกวัวลูกควายขนาดนั้นเล่า” นงเยาว์เดินออกมายืนเท้าเอวมองแขก ปากร้องโวยวายเสียงดัง เมื่อเห็นสภาพเนื้อตัวมีแต่โคลนตั้งแต่หัวลงไปจนถึงเล็บตีนของลูกคุณหนูเมืองกรุง

“นี่ฉันกลายเป็นลูกวัวลูกควายไปแล้วเหรอ เป็นคุณหนูอัญชันอยู่ดี ๆ แท้ ๆ” คนกรุงเทพฯ เรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา คุ้นเคยกับภาษาศิวิไลซ์ พอมาเจอศัพท์แสลงแบบชาวบ้านทั่วไป ทำเอาอัญชันถึงกับงงมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

“เห็นขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงกลับมากับไอ้โป้งได้ แล้วรถไปไหน?” ป้าเยาว์เท้าเอวทำท่ามองหารถมอเตอร์ไซค์คู่ใจคันเก่ง

“เห็นสภาพอย่างนี้ ยังต้องถามอีกเหรอแม่ ขับรถตกคันนานะสิ” สุกฤตตอบ เดินไปเปิดก๊อกน้ำใกล้กับทางเข้าบ้านแล้วกวักมือเรียกให้คนกรุงเทพฯ เดินตามไป ก่อนจะใช้สายยางฉีดน้ำช่วยล้างแขน ล้างขา ล้างเสื้อผ้าอันสกปรกไปด้วยคราบโคลนดำ

“ตายโหง แล้วไปขับอีท่าไหนถึงได้ตกคันนาได้”

“ขับท่ามาตรฐานนี่แหละค่ะ แต่รถป้าเยาว์ขี่ยากนี่คะ บังคับยาก เปลี่ยนเกียร์แล้วมันกระชาก หนูตกใจก็เลย...” ยิ้มเจื่อนตอบกลับไปอย่างสำนึกผิด

“ดีนะไม่เป็นอะไรมาก ไม่อย่างนั้นคุณอีฟคงมาฆ่าฉันแน่”

“คุณแม่ไม่ทำอะไรป้าเยาว์หรอกค่ะ คุณแม่ชินแล้ว”

อัญชันเป็นน้องสาวของลูกเขยบ้านนี้ เคยมานอนค้างที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่สมัยมาช่วยเตรียมงานแต่งงานของสายป่านลูกสาวป้านงเยาว์ จนแม้งานแต่งเสร็จสิ้นผ่านพ้นไป ความคุ้นเคยทำให้ทั้ง 2 ครอบครัวยังคงไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

ด้วยสถานะเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว และเพิ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศได้ไม่นาน นอกจากติดสอยห้อยตามแม่ไปงานสังคม งานการกุศลต่าง ๆ บ้าง อัญชันยังไม่มีหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่ง เห็นว่าครอบครัวของพี่สะใภ้ทำกิจการเกี่ยวกับทำนาข้าว จึงเกิดปิ๊งไอเดียอยากแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับมัน โดยมีสุกฤตเป็นคนคอยให้คำแนะนำ คอยช่วยเหลือ จึงเป็นสาเหตุให้ช่วงนี้ อัญชันแวะเวียนมาที่นี่บ่อยขึ้น

“แล้วที่ว่าจะไปดูที่ดูทางทำคาเฟ่อะไรนั่น หาได้หรือยัง” นงเยาว์เอ่ยถามขึ้นมาระหว่างมื้ออาหารเย็น ซึ่งเป็นกับข้าวธรรมดา มีน้ำพริกปลาทู ผักต้มและแกงส้มมะรุม ที่เก็บฝักมันมาได้จากท้ายสวนนี่เอง

“ยังไม่เจอที่ถูกใจเลยค่ะ”

“แล้วไอ้คาฟงคาเฟ่อะไรนี่ มันต้องใช้ที่ใช้ทางสักกี่งานกันล่ะ”

“หนูอยากได้ที่แปลงใหญ่หน่อย ห้าไร่ก็ได้ค่ะ”

“ห้าไร่! คุณจะเปิดคาเฟ่หรือทำโรงงาน” สุกฤตกำลังนั่งตักข้าวใส่บ้านถึงกับอ้าปากค้าง

ทีแรกตอนได้ยินว่าลูกเศรษฐีเมืองกรุงจะทำร้านกาแฟ เขายังแอบหวั่นใจ กลัวจะเอาเงินพ่อแม่มาทิ้งเปล่า เพราะเห็นมาเยอะประเภทวัยรุ่นจบใหม่ ขอเงินพ่อแม่มาเปิดร้านกาแฟสวย ๆ แต่ผ่านไปไม่นานก็เลิกกิจการกันเกือบหมด

“คุณนี่ไม่รู้อะไรเลย เดี๋ยวนี้คาเฟ่มันต้องเปิดใหญ่ ๆ มีร้านคาเฟ่ เบเกอรี่ ร้านอาหาร แล้วก็มีจุดเช็กอิน จุดถ่ายรูปเวลานักท่องเที่ยวขับรถผ่านไปผ่านมาจะได้เห็นชัด ๆ เป็นจุดสนใจ แล้วแวะเข้ามาไง อย่างน้อยคนหนึ่งก็ซื้อกาแฟสักแก้ว นั่งกินเค้กสักชิ้น ถ่ายรูปเช็กอิน หรือถ้าเรามีร้านอาหารร่วมด้วยก็เพิ่มยอดขายได้อีก”

“ทำไมไม่เปิดอันเล็ก ๆ ดูก่อนล่ะ” นงเยาว์ยังคงไม่เข้าใจความคิดของคนสมัยใหม่เท่าไรนัก อีกอย่างไอ้เรื่องกาแฟ เค้ก เบเกอร์รี่นั่นยิ่งไม่ทัน เพราะทุกวันนี้กินแต่กาแฟทรีอินวันแบบเป็นซองสำเร็จ เทใส่แก้วเติมน้ำร้อน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ประเภทมีชื่อเรียกยาก ๆ อเมริกาโน่ คาปูชิโน่ หวานมาก หวานน้อยให้วุ่นวาย

“ก็หนูชอบอะไรที่มันใหญ่ ๆ นี่ค่ะ” ตอบแบบไม่คิดอะไรมาก โดยไม่ทันสังเกตว่าลูกชายเจ้าของบ้านแอบชำเลืองตาขวางมาให้ ตอนได้ยินว่า ‘ชอบของใหญ่’

“เอา ๆ เอายังไงก็เอา เดี๋ยวให้ไอ้โป้งมันช่วยหาดูที่ อยากได้ห้าไร่ใช่ไหม น่าจะพอมีอยู่หรอกมั้ง แล้วไอ้ที่สนใจนั่น อยากซื้อหรือเช่า เดี๋ยวป้าไปถามคนในตลาดให้”

“ได้ทั้งสองอย่างเลยค่ะ”

“อันที่จริง ที่ของเราก็มีอยู่หลายแปลง ถ้าคุณสนใจแบบไม่เกินห้าไร่มันก็มี แต่ว่ามันอยู่ลึก บางแปลงยังไม่ได้ถม ไม่ติดถนนด้วย ผมว่าไม่เหมาะจะเปิดร้าน มีที่ถมแล้วอยู่ติดถนนแต่ว่าแปลงใหญ่หน่อย สิบไร่”

“สิบไร่ หนูเอาค่ะ ใหญ่ดี” แขนเรียวยกชูขึ้นมาทันทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“ทำร้านกาแฟสิบไร่เนี่ยนะคุณ”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียวสักหน่อย ทำหลายอย่าง”

“เอา ๆ ไม่ต้องเถียงกัน อย่างนั้นก็ให้ไอ้โป้งลองพาไปดู”

“แล้วป้าเยาว์ขายเท่าไหร่คะแปลงนั้น” ลูกเศรษฐีมีเงินในบุญชีเยอะ จนไม่รู้จะเอาไปซื้ออะไรเอ่ยถามโดยไม่เสียเวลาไตร่ตรอง ต่อรองราคาใด ๆ

“ยังไม่ขายหรอก ให้ลองไปทำดูก่อนสักปีสองปี ถ้าทำมันดีก็ค่อยว่ากัน ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ต้องซื้อไปให้เปลืองเงิน ที่ตรงนั้นมันก็ถมทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้เอาทำอะไร ลองไปดูเสียก่อนว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะ ไอ้เรื่องเช่าเรื่องซื้อมันไม่ได้สำคัญ เดี๋ยวค่อยมาว่ากันที่หลัง”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

คนกรุงเทพฯ เดินไปเคาะห้องลูกชายเจ้าของบ้าน หลังจากทุกคนเข้าห้องปิดไฟนอนกันหมดแล้ว อยู่กรุงเทพฯ นอนคฤหาสน์หรูราคาร้อยล้าน แต่ที่เมืองสุพรรณฯ อัญชันกำลังนอนฟังเสียงกบ เสียงสารพัดแมลง ไม่รู้เสียงอะไรเป็นเสียงอะไร ร้องระงมดังลั่นทุ่งไปหมด

“เฮือก!” สาวสวยได้รับบาดเจ็บจากการขี่รถตกถนนสะดุ้งเฮือก ตาเหลือกเมื่อเห็นกล้ามอกแน่น ๆ เมื่อสุกฤตเดินออกมาเปิดประตูห้อง โดยที่ตัวเองสวมเพียงกางเกงบอลขาสั้นตัวเดียวเท่านั้น

“อะไร ตกใจอะไรขนาดนั้น โอเวอร์จริง ๆ เลย”       

“ก็ต้องตกใจสิ ชีวิตปกติฉันไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยนักนี่”

“เออ ๆ แล้วนี่มีอะไรหรือเปล่าถึงมาเคาะห้อง”

“ฉันจะถามว่า คุณมียาทาแก้อาการฟกช้ำไหม”

“แผลที่รถล้มไปน่ะเหรอ ไหนบอกว่าไม่เป็นอะไรมากไง ไหนเข้ามานี่สิ ขอดูหน่อย” มือดึงลากแขนคนที่มาเคาะห้องไปนั่งลงบนเตียง สายตามองสำรวจลงไปตามแขนขา ผิวขาวละเอียดของลูกผู้ดี เห็นมีบางจุดมีรอยเขียวช้ำประปราย

“เพิ่งเห็นตอนเปลี่ยนใส่ชุดนอนนี่แหละ แขน ขา ที่เอว สะโพกด้วยนะ แล้วก็...ตรงนั้นด้วย” หน้าก้มหลบสายตาคม ปากเม้มเข้าหากันทำท่ากระดากอายนิด ๆ

“ตรงนั้น...ตรงไหน?”

“หอยไง หอย...ไม่ขม...แต่หอยเขียว”

“ห๊ะ หอยเขียว!” พูดแล้วนึกไปถึงท่ายืนบิดขาเหมือนคนปวดฉี่ ทำให้สุกฤตเผลอคิดไปถึงจุดซ่อนเร้นของผู้หญิง แต่ความคิดลามกสัปดนมันดันคิดเกินเลยไปถึงสีเขียวกับกลีบบวม จนเขาต้องสลัดหน้าส่ายหัวไปมา ทำท่าเหมือนต้องการสลัดความคิดไม่สุภาพนั้นออกไป

“ขอยาทาหน่อย”

“มีแต่ยาหม่อง แต่คุณจะไปเอาทาตรงนั้นไม่ได้นะ แสบตายห่าเลย”

“โอ๊ยฉันรู้หรอกน่า ใครจะบ้าเอาไปทาตรงนั้น”

“ใครจะไปรู้เล่า นึกว่าคุณจะเอาไปทาหอยเขียว”

ยาหม่องกระปุกใหญ่ถูกนำมาส่งให้อัญชัน คนใจร้อนใช้นิ้วป้ายยามีลักษณะเหมือนครีมขี้ผึ้ง ทาลงไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย กระทั่งนึกขึ้นได้ว่ามีบางตำแหน่งมันอยู่ใต้ร่มผ้า จึงเดินเข้าไปในห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนอนของสุกฤต ถลกเสื้อ ร่นกางเกงนอนทาตรงนั้นตรงนี้

บังเอิญรู้สึกปวดฉี่จึงนั่งลงบนชักโครกก่อนจะใช้นิ้วล้างทำความสะอาดส่วนซ่อนเร้นอ่อนบาง เพื่อคงความสะอาด หากทว่า....

“อ๊า...ซี้ดดดดดด โอยยย ไอ้บ้าอัญชัน” ลืมสนิทว่านิ้วชี้ใช้ป้ายยาหม่องเย็น

“คุณเป็นไรไหม” สงสัยเพราะอีกฝ่ายหายเข้าไปในห้องน้ำนาน แถมยังได้ยินเสียงครางดังออกมา

“อ่า...ซี้ดดดด อ๊า...คุณ อ่า ช่วยหน่อย”

“อะ...อะ...ช่วย...ช่วยอะไร?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป