บทที่ 4 ใจกล้าหน้าทะเล้น
“ตีก้นคุณเนี่ยนะ ผมไม่ถนัดใช้ความรุนแรง” สุกฤตรีบสลัดภาพในหัวออกไปแล้วเบี่ยงเบนความสนใจของอัญชันไปยังทิศทางอื่น
“อืม แต่ฉันอยากท้าทายนี่”
“แค่เด็ดผักในสวน จะอยากรู้สึกท้าทายอะไรนักหนาเล่า”
“มันรู้สึกตื่นเต้นดี มาสิคุณยื่นบทลงโทษมาว่าถ้าฉันเด็ดมาไม่ถูก คุณจะทำอะไรฉัน”
“ทำอะไร...ผมจะไปทำอะไร เด็ดผิดก็แค่ไปเด็ดใหม่ ถ้าไม่ได้ ไม่รู้จักจริง ๆ เดี๋ยวผมเข้าไปเด็ดเองก็ได้”
“จูบนะ”
“ห๊ะ ว่าไงนะ”
“ถ้าฉัน...เด็ดมาไม่ถูก คุณจูบฉันได้เลย” สุกฤตยังไม่ทันตอบปฏิเสธหรือตกลง ไฮโซสาวเดินฮัมเพลงพ้นประตูครัวไปแล้ว
“จูบเนี่ยนะ แค่เด็ดโหระพาต้องจูบกันด้วยเหรอวะ”
พ่อครัวใจหวิว ๆ รีบวิ่งไปบ้วนปากยังก๊อกน้ำทันที รู้สึกสมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวอย่างไรชอบกล มือหยิบจับคว้าชามเตรียมนำมาตีไข่ หากแต่ขยันหันไปมองว่าเมื่อไหร่ ‘โหระพา’ จะมาเสียที
ไฮโซสาวเดินออกจากประตูหลังห้องครัว มายืนงงอยู่ในดงผักสวนครัว ยกมือขึ้นเกาหัวเพราะไม่รู้ว่า ‘โหระพา’ หน้าตาเป็นยังไง
“ใส่ในไข่เจียว อันนี้หรือเปล่านะ”
อัญชันเดินเข้ามาชะเง้อชะแง้มองสารพัดผักสวนครัวใบเขียวมากมาย ก่อนตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเข้าแอปพลิเคชันทันสมัย นำมันไปจ่อยังต้นไม้ต้องสงสัยชนิดต่าง ๆ จนกระทั่งเจอว่าต้นไหนที่มันถูกเรียกว่า ‘โหระพา’
“เจอแล้ว อยู่นี่เอง เห็นไหมล่ะ ไม่มีอะไรที่อัญชันทำไม่ได้หรอก” ความดีใจมือรีบเด็ดใบโหระพาตั้งใจนำกลับไปให้พ่อครัว หากแต่เมื่อฉุกคิดไปถึงคำท้าทาย อยู่ ๆ มือบางกลับชะงักลงไปชั่วขณะ
“อืม...ถ้าสมมุติว่าเก็บไปผิด พี่โป้งเขาจะจูบเราจริง ๆ ไหมนะ”
ใบโหระพากำหนึ่งถูกอัญชันจับโยนทิ้งลงไปในพงหญ้า จากนั้นหันไปต้นอะไรสักอย่าง แล้วดึงมันขึ้นมาชนิดถอนรากถอนโคน จับโยนลงไปในตะกร้าหวายแทนโหระพาที่นายโป้งต้องการ แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปภายในห้องครัว ผ่านประตูหลังบ้านบานเดิม
“คุณ นี่โหระพา”
“เนี่ยนะโหระพาของคุณ”
สุกฤตหยิบผักสีเขียว ซึ่งมันวางอยู่ก้นตะกร้าขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจอย่างเอือมระอา เพราะไอ้สิ่งนี้คนสุพรรณฯ หรือที่คนส่วนมากเรียกกัน คือ ‘ผักชีลาว’ ซึ่งแม่ของเขาชอบเอามาใส่ผสมปนกับพวกแกงอ่อมหรืออาหารอีสานพื้นบ้าน
“อื้อ ไม่ใช่หรือไง นี่แหละโห...ระ...พา”
“นี่มันผักชีลาวต่างหาก ไหนบอกว่ารู้จัก ไม่มีทางเด็ดมาผิดไง” ผักชีลาวต้นสีเขียวถูกยกขึ้นมาใช้เคาะหัวคนกรุงเทพฯ ทันที
“ตกลงว่าฉัน...เก็บมาผิดเหรอ” เจ้าของดวงตาโต อมยิ้ม ช้อนใบหน้าเงยขึ้นไป ไม่ได้มีท่าทีส่วนหนึ่งส่วนใดแสดงออกว่าสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย
“ก็ใช่นะสิ”
“ว้าแย่จังเลย”
“เด็ดมาผิดแล้วยังมาลอยหน้าลอยตายิ้มอีก” มือบิดยกขึ้นมาบีบปลายจมูกโด่งเชิดรั้นของสาวกรุงเทพฯ
“ผิดก็ผิดสิ ฉันยอมรับผิดก็ได้ เอาสิ คุณลงโทษฉัน ตามที่เราตกลงกันไว้”
“ลงโทษเหรอ”
“อื้อ ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นนะ เอาสิ คุณจูบได้เลย”
สาวสวยไฮโซโปรไฟล์ไม่ธรรมดา ใจกล้าหน้าทะเล้น ยื่นหน้าเขาไปใกล้ จนสุกฤตต้องเป็นฝ่ายผละเท้าก้าวถอยหลังมาก้าวหนึ่ง รู้สึกใจคอสั่นแปลก ๆ
“จูบเหรอ” ตาหลุบมองต่ำลงไป เห็นกลีบปากบางสีชมพูระเรื่อ ซึ่งมันถูกเคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีสวยเรียบเนียน
“ใช่ จูบเลย เดี๋ยวคุณหาว่าฉันพูดแล้วไม่กล้าทำ มาสิจูบฉัน”
“เอ่อ แต่ว่า....”
“อย่าลีลาน่าคุณ ตกลงว่าจะจูบหรือไม่จูบ ถ้าคุณไม่จูบ อย่างนั้นฉันจูบนะ”
“ดะ เดี๋ยว...อื้อ”
อยู่มาจนแตกเนื้อหนุ่มกระทั่งอายุ 32 ปี สุกฤตเคยมีทั้งสาวเล็ก สาวใหญ่ สาวโสดและแม่หม้าย เทียวมาขายขนมจีบให้ไม่เคยขาด หากแต่ยังไม่เคยมีเลยสักครั้ง ที่จะมีสาวสุพรรณฯ หรือสาวบ้านใกล้ จังหวัดเคียงกัน มาขโมยจูบกันไปซึ่งหน้าอย่างนี้
ริมฝีปากนุ่มหยุ่นประทับจูบขึ้นมา โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาเตรียมตัวล่วงหน้า ความนุ่มละมุน มาพร้อมกับรสชาติหวานหอมเหมือนผลไม้สดชื่นกรุ่นมาจากกลีบปากบาง ทำเอาหัวอกของหนุ่มสุพรรณฯ ปลิดปลิวลอยหาย กระจัดกระจาย กระเจิดกระเจิงเตลิดไปไกลจนแทบกู่ไม่กลับ
“พอแล้วมั้ง” มือจับบ่าบาง ค่อย ๆ ดึงออกห่างด้วยความประหม่า
“พอแล้วเหรอ เพิ่งจูบไปได้นิดเดียวเองนะ” อัญชันเอ่ยถามอย่างนึกเสียดาย ใบหน้าช้อนขึ้นไปสบตาอย่างมีความหวัง
คนสวยใจถึงยื่นหน้าขึ้นไป เหมือนต้องการให้สุกฤตหยิบยื่นรสหวานจากจูบละมุนมาให้อีก แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามที
“พอแค่นี้แหละ” นิ้วชี้ยกขึ้นมาเคาะลงไปยังริมฝีปากอันอ่อนนุ่ม หากแต่สาวชาวกรุงกลับคว้ามือของเขาไปจูบหน้าตาเฉย
“สัญญาว่าคราวหน้าจะพยายามเก็บผักมาให้ไม่ผิด” คำสัญญาหละหลวม สวนทางกับรอยยิ้มทะเล้นเจ้าเล่ห์
“อือ”
“แล้วคุณอยากให้ฉันไปเก็บโหระพาให้อีกหรือเปล่า ถ้าเด็ดผิดครั้งที่สอง คราวนี้ฉันจะให้คุณจูบสองทีเลย”
“ไม่ต้องแล้ว เสียเวลาผมไปเก็บเองดีกว่า คุณรออยู่นี่แหละ”
เจ้าของบ้านคว้าตะกร้าเดินออกจากประตูห้องครัวไปด้านหลัง เพื่อเข้าไปยังสวนผัก ก่อนจะเห็นหลักฐานความเจ้าเล่ห์ของคนกรุงเทพฯ เป็นใบโหระพาผ่านการเด็ดกำหนึ่ง ถูกโยนทิ้งไว้ในพงต้นพริก แล้วหันไปยิ้มให้ประตูห้องครัวด้านหลัง
“ยัยบ้าเอ้ย”
กับข้าวมื้อเย็นแสนธรรมดา มีเพียงข้าวสวยร้อน ๆ ไข่เจียวใส่โหระพา และผัดคะน้าใส่ปลากระป๋องอย่างง่าย ๆ สามารถทำให้สองหนุ่มสาว นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
“คุณ ถ้าอาบน้ำเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันไปหาที่ห้องนะ”
คำว่า ‘เดี๋ยวไปหา’ ฟังดูคล้ายเป็นประโยคบอกเล่ามากกว่าประโยคคำถาม เพราะอัญชันเหมือนไม่ต้องการคำอนุญาต และไม่ได้ถามว่าเขาจะยินดีต้อนรับหรือไม่
“จะมาทำอะไรที่ห้องผม”
“มีเรื่องอยากปรึกษา เอาเป็นว่าคุณรีบอาบน้ำ นอนรอฉันอยู่ในห้องนะ” ไม่รอให้เจ้าของห้องตอบรับ ร่างบางหมุนตัวแล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเอง ในขณะที่สุกฤตได้แต่ยืนกลืนน้ำลาย นึกไม่ออกว่าอัญชันจะมีแผนทะเล้นอะไรอีก
รออยู่ไม่นานนักคนที่บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา มาเคาะประตูห้อง พร้อมกับถือไอแพดและสมุดจดอะไรมาด้วย
“ตกลงว่ามีอะไร”
“ทำไมวันนี้ใส่เสื้อล่ะ” แววตาแห่งความเสียดายมองไปยังเสื้อยืดแถมปุ๋ยแขนสั้น กับกางเกงผ้าขายาวรัดกุมอันขัดหูขัดตา
“ทำไม หรือว่าชอบให้ถอดเสื้อ”
“ถอดได้ไหมล่ะ ใส่เสื้อคุยแล้วสมองไม่แล่น ขอดูกล้ามหน่อย” มือจับชายเสื้อยืดยกขึ้น เห็นหน้าท้องเป็นลอนชัดเจน
“ฝันไปเถอะ มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมาเจอก็ถูกเข้าใจผิดอีกหรอก”
“ฉันมีไอเดียเกี่ยวกับการแปรรูปข้าวหอมมะลิให้เป็นเบเกอรี่ เลยไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมมาน่ะ ก่อนหน้านี้แม้มันจะมีคนเคยเอามาทำขนมหลายอย่างแล้วก็จริง แต่ฉันคิดว่าข้าวหอมมะลิของเรามันน่าจะยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นได้อีก คุณคิดว่าถ้าเราเอาข้าวหอมสายพันธุ์เฉพาะของเมืองสุพรรณฯ มาแปรรูป คุณว่ามันจะโอเคไหม” อัญชันถือวิสาสะขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงนอนเจ้าของห้อง จากนั้นเปิดไอแพดปัดปลายนิ้วไปมา ชี้ชวนให้สุกฤตดูข้อมูลต่าง ๆ อันมีที่มาอ้างอิงเชื่อถือได้
“ฟังดูมันก็น่าสนใจ แต่ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเบเกอรี่ หรือการทำขนมเท่าไหร่ คิดว่าอาจให้คำแนะนำคุณได้ไม่มาก” สุกฤตนั่งลงบนเตียงเอียงหน้าลงไปมองหน้าจอไอแพดคนรวย ขณะอัญชันขยับมาใกล้จนเขาได้กลิ่นจากเรือนผมยาวสยาย กลิ่นหอมที่ทำเอาเลือดในกายของเขามันไหลเวียนพลุ่งพล่านแปลก ๆ
“ฉันมีคนรู้จักทำงานเกี่ยวกับฟู้ดดีไซน์ ตั้งใจว่าจะลองส่งข้อมูลให้เขาดู ช่วงระหว่างที่เราปรับปรุงพื้นที่จัดสวนตกแต่งร้าน คิดว่าน่าจะพอหาคนพัฒนาสูตร แล้วทำให้มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้
“อือ อย่างนั้นก็ดี ร้าน สวน พื้นที่ตรงนี้คงต้องใช้เวลาอีกประมาณเดือนกว่า ๆ ถึงจะเสร็จ แล้วคุณต้องการให้ผมช่วยอะไร”
“ฉันมีความรู้เรื่องเบเกอร์รี่อยู่บ้าง อีกทั้งเรื่องการตลาดฉันมีพี่ ๆ คอยให้คำปรึกษา แต่ปัญหาคือฉันไม่มีความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว เลยอยากมาขอให้คุณช่วยเป็นที่ปรึกษาน่ะ ว่าหากต้องการทำอย่างนี้ฉันควรเลือกใช้ข้าวพันธุ์ไหนดี” เจ้าของไอแพดเอนตัวลงไปอยู่ในท่านอน ใช้ข้อศอกเท้าลงไปนอนยกฝ่ามือขึ้นมารองศีรษะ เหยียดขานอนยาวจนเจ้าของห้องถึงกับงง
“นี่ตกลงว่าจะมาปรึกษาหรือว่ามานอน”
“นอนคุยกันไง นอนไปคุยไปไม่ได้หรือไง มาสิคุณนอนลง...” มือบางตบปุ ๆ ลงไปยังที่นอนว่างข้างตัว
