บทที่ 5 สุภาพบุรุษ

“นอนคุยอย่างนี้ แล้วมันจะได้ปรึกษาเรื่องงานกันจริงหรือไง” สุกฤตมองคนที่ล้มตัวลงไปนอน ทำตัวตามสบายเหมือนกับอยู่ห้องตัวเอง

“ปรึกษาสิ ถึงเราจะนอนคุยกัน แต่มันก็ได้งานเหมือนกันนั่นแหละน่า นั่งนานฉันปวดหลัง”

“ปวดหลัง ปวดเพราะนั่งนานหรือว่าปวดเพราะกระดูกสันหลังมันยาวเกินไปกันแน่”

“เดี๋ยวเถอะว่าฉันเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาวอย่างนั้นเหรอ”

“อายุเท่าไหร่กันถึงจะมาบ่นปวดหลัง” ลูกชาวนาที่เห็นพ่อแม่ทำงานหนักมาตั้งแต่จำความได้ แต่ยังไม่เคยได้ยินพ่อแม่มานั่งบ่นว่าปวดหลัง ปวดแขน ปวดขาสักที

แล้วดูลูกคุณหนูจากเมืองกรุงคนนี้สิ งานหนักอะไรก็ไม่เคยต้องหยิบ ไม่เคยต้องจับทำเอง ขนาดเมื่อเย็นกินข้าวอิ่ม เขายังต้องไปยืนล้างจานให้ แล้วยังมีหน้ามานอนบ่นว่าปวดหลัง

“เอาเป็นว่าฉันขี้เกียจนั่งคุย มาเถอะคุณ ลงมานอนคุยกันดีกว่า” มือแย่งไอแพดจับมันโยนไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ ไม่กลัวว่าไอแพดราคาเครื่องละเกือบแสน มันอาจกระเด็นตกลงไปแตกหักเสียหาย

เสื้อยืดสกรีนยี่ห้อปุ๋ยอินทรีย์ ถูกเหนี่ยวรั้งดึงให้สุกฤตล้มตัวลงมานอนด้านข้าง หากแต่คนหนุ่มแน่นไม่ได้แสร้งทำตัวอ่อนแอ โอนอ่อนผ่อนตาม กลับยืดตัวฝืนแรงรั้งจนคอเสื้อยืดถ่าง เกิดเป็นรูกว้างจนอัญชันสามารถมองรอดเข้าไปเห็นกล้ามอกแน่นเปรี๊ยะ

“ถ้าคุยงานเสร็จแล้ว คุณก็ควรกลับห้องไปได้แล้ว”

“เสร็จอะไรเล่า ก็บอกว่าจะนอนคุยงาน ยังคุยไม่เสร็จสักหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นมีอะไรอีก รีบพูดมาสิ” สุกฤตจับคอเสื้อกว้างของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง แต่ยังไม่ยอมล้มตัวลงไปนอนง่าย ๆ

“ทำไมต้องรีบพูด”

“มันดึกแล้วผมง่วง”

“นี่มันเพิ่งสองทุ่มกว่าเองนะคุณ จะรีบง่วงไปไหน” อัญชันเบิกตาโต รีบหันไปมองนาฬิกาบนผนังห้อง เห็นว่าเหลือเวลาอีกตั้งเกือบสิบห้านาทีกว่าจะสามทุ่ม

แล้วช่วงเวลาขนาดนี้ หากอยู่กรุงเทพฯ บางทีเธอเพิ่งช้อปปิ้งเสร็จด้วยซ้ำ แต่ทำไมคนแถวเมืองสุพรรณฯ จึงบอกว่ามัน ‘ดึกแล้ว’

“ปกติผมนอนเวลานี้ คนบ้านนอกสามทุ่มเขาก็เข้านอนกันหมด เพราะต้องตื่นเช้ารีบไปทำงาน ไปทำนา ไปดูคนงานสีข้าว ผมไม่ใช่ลูกคนรวยที่จะสามารถนอนดึก ตื่นสาย ตื่นกี่โมงก็ได้เหมือนคุณนี่”

“อันนี้คือเล่าให้ฟังหรือว่าประชด ด่าว่าฉันขี้เกียจกันแน่”

“เรียกว่าอธิบายให้ฟังดีกว่า”

“เอาล่ะ ถ้าคุณง่วงอย่างนั้นก็นอนเถอะ ฉันไม่กวนคุณก็ได้”

อัญชันใจดีจับหมอนพลิกวาง จับมันให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นกดหัวไหล่เจ้าของห้องให้ล้มตัวลงนอน ส่วนตัวเองคลายมือซึ่งเท้าวางศีรษะอยู่ กดแก้มหนุนลงไปบนหมอนใบที่วางชิดติดกัน ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว ตั้งแต่ขาขึ้นมาจนถึงคอ

“เดี๋ยวก่อน แล้วทำไมคุณไม่กลับห้องล่ะ” ร่างสูงดีดตัวลุกขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามีคนกำลังทำตัวเนียนนอนร่วมเตียงเดียวกัน

“ขี้เกียจเดินกลับไป คืนนี้ขอนอนด้วยนะ”

“ห๊ะ!”

“จะตกใจอะไรนักหนา คุณไปปิดไฟได้แล้ว จะได้มานอน”

“แต่ว่าคุณจะมานอนห้องผม...”

“อย่าเรื่องมากได้ไหม ฉันอุตส่าห์จะรีบให้คุณนอนเร็ว พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าไง ไปสิ ไปปิดไฟ ชวนคุยอยู่ได้” อัญชันยื่นมือไปตบสะโพกแน่น เร่งให้สุกฤตรีบปิดไฟนอน

หนุ่มสุพรรณฯ ลุกขึ้นจากเตียง เดินงง ๆ เหมือนยังสับสนว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องสมควรจริงหรือ ตั้งแต่เริ่มโตเป็นหนุ่มอายุรุ่น ๆ 15-16 ก็ไม่เคยมีโอกาสพาสาวที่ไหนมานอนบ้าน แม้แต่เพื่อนสมัยเรียนตั้งแต่ประถมจนจบมหาวิทยาลัย แล้วอัญชันเป็นใคร?

ไฟในห้องนอนใหญ่ถูกดับสวิตช์ลง หากแต่ภายในห้องยังคงมีแสงสลัวจากไฟรั้ว และไฟส่องถนนส่องเข้ามา ทำให้สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ แม้เป็นเพียงเงาดำตะคุ่ม ๆ เดินกลับมาล้มตัวลงนอน

“นี่คุณจะไม่ลวนลามฉันสักหน่อยเหรอ ฉันมานอนให้ท่าคุณถึงขนาดนี้แล้วนะ” อัญชันผงกหัวขึ้นมานอนตะแคงถามอย่างตรงไปตรงมา

“ลวนลามคุณเนี่ยนะ” สุกฤตพลิกตัวหันมาสบตา กับดวงตาคู่สีขาวที่ส่องประกายแวววาวห่างไปเพียงหนึ่งฝ่ามือ

“ใช่”

“ทำไมผมต้องลวนลามคุณด้วย”

“เอ้า ก็ปกติเวลาผู้หญิงกับผู้ชายเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง บนเตียงนอนใกล้ชิดกันอย่างนี้ มันก็ต้องมีกอด มีจูบ มีลูบ มีคลำกันบ้างสิ คุณไม่คิดจะทำอะไรฉันเลยหรือไง”

“ไม่คิด” ไหล่กว้างกระตุกยกขึ้น มุมปากขยับกลั้นยิ้มขบขันในท่าทีเสนอตัวของอีกฝ่าย

“หื้อ... ทำไมไม่คิดล่ะ คิดหน่อยสิ ฉันอยากให้คุณคิด” อัญชันผุดลุกขึ้นมานั่ง ใช้สองมือเขย่าแขนพ่อหนุ่มสุพรรณฯ ที่เอาแต่นอนยิ้มอยู่อย่างนั้น

“นี่อัญชัน คุณเห็นผมเป็นผู้ชายแบบไหนกัน” คว้ามือนุ่มมาจับไว้ เอ่ยถามความคิดในใจ

“คุณเหรอ ก็เป็นผู้ชายซื่อ ๆ มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ฉวยโอกาส แม้ว่าฉันพยายามจะเอาโอกาสใส่พานมาวางไว้ตรงหน้าคุณก็เถอะ น่าโมโหชะมัดเลย” เจ้าของมือนุ่มอมยิ้ม แล้วใช้มือว่างอีกข้างตีลงไปบนเสื้อยืดตราปุ๋ยเนื้อบาง สัมผัสถึงความแน่นฟิตเปรี๊ยะจากแผงอกกว้างระอุร้อน

 “ในเมื่อเห็นว่าผมเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่พวกชอบฉวยโอกาส แล้วยังมีหน้ามาถามอีก เอาล่ะ มานอนได้แล้ว” สุกฤตบีบมือนั้นหนักขึ้นนิดหน่อย ออกแรงดึงให้สาวสวยค่อย ๆ ล้มตัวลงมานอน

โดยครั้งนี้ตนทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี เหยียดแขนออกไปพาดไว้บนหมอน ใบที่อัญชันใช้หนุนนอนเมื่อครู่ สาวสวยอยากถูกผู้ชายลวนลามเห็นอย่างนั้นจึงรีบล้มตัวลงไปนอน

“มีสาวมานอนให้ท่าถึงขนาดนี้แล้ว นึกว่าคุณจะดีแตก” อัญชันตวัดแขนข้ามแผงอกของปุ๋ยสูตร 16-16-16 ซบใบหน้าลงไปบนเสื้อยืดเก่า

ถ้าหากเป็นผู้ชายหื่นทั่วไป ไม่มีทางเสียหรอกที่คนอย่างอัญชันจะเข้าใกล้ อย่าคิดเลยเถิดไปไกลถึงขนาดนอนร่วมเตียง เพียงแค่กินข้าวตามลำพัง หรือนั่งรถคันเดียวกันยังยาก แต่เพราะผู้ชายหน้าซื่อ ปากร้ายแต่ใจดีคนนี้แหละ ที่ทำให้หัวใจของอัญชันหวั่นไหวและยอมเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงได้ใกล้ถึงขนาดนี้ 

“พี่โป้ง” เสียงหวานกระซิบเรียกชื่อของเขาออกมา หลังจากห้องกว้าง ตกอยู่ภายใต้ความมืดอันเงียบสงบ นานหลายนาที

“หือ ว่าไง”

คำเรียกมีสรรพนามว่า ‘พี่’ นำหน้าชื่อทำเอาสุกฤตถึงกับต้องเอียงหน้าก้มลงมามองคนในอ้อมกอด เพราะตั้งแต่เริ่มรู้จักกันมาร่วม 2 เดือนกว่า ลูกคุณหนูไฮโซมักเรียกเขาแต่คำว่า ‘คุณ’ จนสุกฤตเองนั่นแหละที่ก็ไม่กล้าเรียกอัญชันเพียงชื่อ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะขัดเคือง เลยเรียกคุณตามไปด้วย

“คุณไม่อยากลวนลามฉัน ฉันก็ไม่ว่าอะไรคุณหรอกนะ แต่...ขอฉันลวนลามคุณนิดหนึ่งได้ไหม”

คนกรุงเทพฯ ใจกล้าบ้าบิ่น พูดจริงทำจริง สมกับเป็นผู้หญิงสมัยใหม่กล้าได้กล้าเสีย ไม่ปล่อยเวลาให้ผู้ชายได้คิดทบทวนอะไรนานนัก

อัญชันขยับยกตัวเองขึ้นมา พาดขาข้ามไปวางหัวเข่าลงอีกฟากข้างลำตัวของสุกฤตที่ยังนอนนิ่งตัวแข็งทื่อเพราะทำอะไรไม่ถูก

“นี่...คุณ...ดะ...เดี๋ยว” หน้าอกนุ่มบดทับ เบียดลงมาจนสุกฤตไม่กล้าขยับตัว เพราะกลัวว่ามือไม้ แขนขามันจะพลาดไปถูกอะไรเข้า มือหยาบคว้าหมับกำชายผ้าห่มเอาไว้แน่น สองแขนวางชิดติดลำตัว

กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งเกร็ง แม้แต่ลมหายใจ สุกฤตก็ยังพยายามกลั้นเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยให้มันผ่อนออกไปตามอิสระ เพราะห่วงว่าหน้าอกที่มันกระเพื่อมตามลมเข้าออกจะไปปลุกอะไรบางอย่างให้ตื่นขึ้นมา แล้วเรื่องราวมันจะเลยเถิดเตลิดไปไกล

“นอนนิ่ง ๆ นะคะ”

“นอนนิ่ง ๆ อย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ ฉันจะลวนลามคุณเอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป