บทที่ 7 ไม่ยอมให้หลุดมือไปง่าย ๆ
อัญชันนอนถมร่างตัวเองลงไปภายในอ้อมกอดของสุกฤต โดยที่คนทั้งสองไม่มีบทสนทนาอันยืดยาวใด ๆ หากแต่ทั้งคู่กลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกพิเศษที่มีต่อกัน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องเหมือนมือยักษ์กระชากคนทั้งสองให้ดีดตัวลุกขึ้นมาจากท่านอน คนทั้งคู่ผละออกจากกัน ดวงตาตื่นตระหนกของอัญชันหันมองไปรอบข้าง รีบคว้าเสื้อชั้นในดึงมันลงมาปกปิดอกคู่ มือรวบสางเส้นผมให้เข้าที่เข้าทาง
“โป้ง นอนหรือยังลูก” เสียงของนงเยาว์แม่บังเกิดเกล้า เอ่ยเรียกเสียงชัดมาจากหน้าห้อง
“ซวยแล้ว แม่มา”
“เอาไงดีล่ะ”
“หลบสิ จะมานั่งอยู่ทำไมเล่า”
“หลบไปไหนล่ะ”
“โป้ง หลับเหรอลูก”
“เปล่าครับแม่ ไปแล้วครับ...ไปหลบในห้องน้ำก่อน” ตะโกนตอบแม่เสียงดัง แล้วหันมากระซิบ ผลักแผ่นหลังสาวกรุงเทพฯ ให้เข้าไปหลบในห้องน้ำ
อัญชันตกอยู่ในสถานะจำยอม รีบวิ่งเข้าไปหลบภายในห้องน้ำ ขณะสุกฤตรีบจัดเสื้อผ้า กางเกงตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ยอมเปิดไฟ แต่เลือกที่จะโผล่หน้าออกไปยืนคุยกับแม่แทน
“เอ้า นอนแล้วเหรอ” ดูจากสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อยับ กางเกงย่นของลูกชาย แล้วยังนึกแปลกใจ เพราะทุกทีลูกชายคนนี้มักใส่แค่กางเกงขาสั้นนอนตัวเดียว
“ครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า”
“พรุ่งนี้ขับรถพาแม่ไปที่วัดหน่อย พ่อเอ็งเขาติดธุระ”
“เอ้า ยังคุยกันไม่เสร็จเหรอแม่ หลวงพ่อท่านจัดงานใหญ่หรือว่ายังไง”
“ก็จัดเหมือนทุกปีนั่นแหละ แต่พรุ่งนี้ทีมงานนายกเล็ก เห็นเขาจะมาคุยเรื่องช่วยงานประจำปีกับหลวงพ่อ แล้วก็ลูกสาวเขาเพิ่งเรียนจบปริญญาโทมาจากกรุงเทพฯ เห็นว่าจะเอาลูกสาวมาช่วยเป็นหัวคะแนน เลือกตั้งรอบหน้า เลยอยากให้เราไปทำความรู้จักกันไว้”
“ไปทำความรู้จัก แล้วโป้งจะไปช่วยอะไรเขาได้ โป้งไม่ใช่หัวคะแนนนะแม่ บ้านเราก็ไม่ใช่ แล้วโป้งก็ไม่อยากให้แม่ไปยุ่งกับเขามากด้วย”
เนื่องจากไม่อยากให้ความกว้างขวางน่าเชื่อถือของแม่กับพ่อ ถูกแปรเปลี่ยนนำไปใช้ในการช่วยเป็นฐานเรียกคะแนนเสียงให้ใครเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าคนเหล่านี้ส่วนมาก มักเข้าหาครอบครัวตนด้วยจุดประสงค์แอบแฝง
“เออ แม่ไม่ได้ช่วยอะไรเขาหรอก ก็ไปทำความรู้จักกับเขาหน่อยคงไม่เสียหาย แล้วพรุ่งนี้เอาข้าวสารใส่ท้ายรถไปด้วย แม่จะเอาไปถวายวัด เผื่อหลวงพ่อจะเอาไปทำโรงทานแจกให้คนที่มาช่วยงานกัน”
“ครับ”
“เดี๋ยวแม่ว่าจะไปบอกหนูอัญชันเขาสักหน่อย เผื่อพรุ่งนี้เขาอยากไปเที่ยว ไหว้พระทำบุญ” นงเยาว์ทำท่าคิดแล้วมองไปยังประตูห้องบานถัดไป
“เดี๋ยวแม่ ไม่ต้องไปบอกเขาหรอก เอาไว้พรุ่งนี้บอกทีเดียวก็ได้ ป่านนี้คุณอัญชันคงหลับไปแล้วล่ะ” รีบคว้าข้อมือแม่ห้ามเอาไว้ ขืนปล่อยให้ไปเคาะห้องสุ่มสี่สุ่มห้า แม่ต้องรู้ว่าอัญชันไม่ได้อยู่ห้องแน่ ๆ
“ยังไม่น่านอนหรอกนะ เพราะเมื่อกี้ตอนขับรถมาแม่ยังเห็นห้องเปิดไฟอยู่เลย เดี๋ยวไปเคาะดู”
คนที่หลบอยู่ในห้องน้ำหูผึ่งรีบบึ่งวิ่งไปเปิดประตูระเบียงห้องนอนของลูกชายเจ้าของบ้าน แล้ววิ่งตาลีตาเหลือกอ้อมระเบียงบนชั้นสองไปเปิดประตูห้องนอนของตนซึ่งอยู่ติดกัน โดยมีสุกฤตนั้นวิ่งตามหลังมาด้วย
โชคดีที่บ้านคนต่างจังหวัดมักทำระเบียงให้เดินวนหากันได้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทันเวลาเมื่ออัญชันวิ่งกลับเข้ามาในห้องตัวเองทันเสียงเคาะประตู
“หนูอัญชันนอนหรือยังลูก”
“ค่ะ ยังค่ะป้าเยาว์”
ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับใบหน้าสวยยืนยิ้มระรื่น ไร้พิรุธใด ๆ ส่วนสุกฤตที่วิ่งตามมาด้านหลัง แอบหลบอยู่ในมุมหลังประตูห้องด้านนอกชานระเบียง
“อ้อ ยังไม่นอนเหรอ”
“ค่ะ ป้าเยาว์มีอะไรเหรอคะ”
“พรุ่งนี้จะชวนไปช่วยงานปิดทองฝังลูกนิมิตด้วยกัน ป้าจะเอาข้าวสารไปถวายหลวงพ่อด้วย หนูอัญชันอยากไปด้วยกันไหม หรือว่าจะไปที่ร้านคาเฟ่”
“หนูไปด้วยค่ะ เกิดมายังไม่เคยไปปิดลูกนิมิตฝังทองเลย”
“ปิดทองฝังลูกนิมิต”
“อ๋อ ค่ะ ๆ นั่นแหละค่ะ ขอหนูไปด้วยนะคะ”
ฟู่~ ลมหายใจของความโล่งอกถูกเป่าออกมา เมื่อเห็นว่านงเยาว์เดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง เมื่อได้ยินว่าจะได้ไปเที่ยว ลูกคุณหนูหมื่นล้านวิ่งกลับเข้ามาเปิดตู้เสื้อผ้าค้นหาชุดสำหรับเตรียมใส่ไปทำบุญพรุ่งนี้ทันที
“ทำอะไรคุณ” สุกฤตเข้ามายืนกอดอกมองไฮโซสาวหยิบเสื้อผ้าทั้งในตู้และรื้อกระเป๋าเดินทาง หยิบชุดนั้นชุดนี้ออกมาวางจนเต็มเตียง
“หาเสื้อผ้าใส่ไปทำบุญไง”
“โอ๊ย ชุดไหนก็ใส่ไปเถอะน่า”
“อืม งั้นชุดนี้สวยไหม” อัญชันคว้าเดรสสีขาวกระโปรงสั้นมาทาบชุดนอน
“สั้นไป วัดนะคุณมีแต่พระ มีแต่เณร จะใส่สั้นไปสึกพระหรือไง”
“งั้นก็ชุดนี้” เดรสใหม่กระโปรงยาวคลุมลงไปถึงตาตุ่มถูกยกขึ้นมาถามความเห็น
“ลุ่มล่าม กระโปรงยาวขนาดนั้นจะไปช่วยเขากวาดลานวัดหรือไง”
“วุ้ย งั้นชุดนี้ล่ะ”
“รัดรูปเกินไป นมตัวเองก็ใหญ่ขนาดนั้นยังจะใส่เสื้อผ้ารัดรูปอีก”
“โอ๊ย นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรดีเท่าเสื้อปุ๋ยของคุณแล้วล่ะ”
“ทำไม ใส่เสื้อปุ๋ยแล้วมันไม่ดีตรงไหน ใส่สบายจะตาย”
“ดี งั้นเอาเสื้อปุ๋ยของคุณมาให้ฉันยืมหน่อยตัวหนึ่ง”
“คุณเนี่ยนะจะใส่เสื้อปุ๋ย”
“ทำไม แปลกหรือไง”
สุกฤตไม่ตอบในทันที แต่เลือกหันไปมองความจริงที่ยากหลบเลี่ยงบนเตียงนอนของอัญชัน ซึ่งเวลานี้มีเสื้อผ้าชุดสวย ๆ มากมายวางเกลื่อน วางกองกระจัดกระจายเต็มไปหมด
“ไม่แปลกมั้ง ดูชุดสวย ๆ พวกนี้ของคุณสิ” มือหยิบชุดเดรสสีหวานขึ้นมาพลิกดู โลโก้แบรนด์หรูระดับโลกตีตราประทับอยู่บนเสื้อ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนนิยมใช้ของแบรนด์เนม แต่พอรู้อยู่ว่าเสื้อผ้า เครื่องประดับ แต่ละชิ้นของอัญชันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ชั้นนำ ราคาไม่ใช่เพียงหลักร้อย หรือหลักพัน หากแต่บางชิ้นบางอันราคาอาจสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน
“ชุดสวย ๆ พวกนี้ฉันใส่เบื่อแล้ว”
“เบื่อเสื้อแบรนด์ เลยอยากมาใส่เสื้อตราปุ๋ยเนี่ยนะ”
“ทำไมล่ะ ใส่เสื้อปุ๋ยเท่จะตาย” อัญชันใช้มือกระตุกชายเสื้อยืดของสุกฤตพร้อมกับยักคิ้วให้
“เท่…อย่างนี้เนี่ยนะที่คุณเรียกมันว่าเท่?”
“ใช่สิ ไอ้เสื้อตัวนี้ ถ้าอยากได้ต้องซื้อปุ๋ยกี่กระสอบกว่าจะได้มา” ถึงไม่คุ้นเคยเรื่องงานเกษตรแต่ไอ้เรื่องเสื้อแถมอย่างนี้อัญชันก็พอมีความรู้อยู่บ้าง
“ยี่สิบกระสอบ”
“ยี่สิบกระสอบเป็นเงินกี่บาท”
“ก็ประมาณสองหมื่นกว่าบาท”
“เห็นหรือเปล่า กว่าจะได้เสื้อตราปุ๋ยมาสักตัว ราคามันไม่ได้น้อยไปกว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมของฉันเลย แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าเท่ได้ยังไง”
“เฮอะ อยากเท่ก็ตามใจ”
ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาช่วยงานแม่ทำไร่ ทำนา ทำโรงสีข้าว บ่อยครั้งหรืออาจเรียกว่าเกือบตลอดเวลาที่สุกฤตเปลี่ยนจากการใส่เสื้อผ้าดี ๆ มาเป็นเสื้อยืดแถมฟรีจากการซื้อปุ๋ย เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องคราบเปื้อน คราบสกปรก หรือแม้มันฉีกขาดระหว่างทำงานก็ไม่ค่อยเสียดายเท่าไหร่นัก ซักก็ง่าย แห้งก็เร็ว ระบายอากาศก็ดี และเพราะเขาแต่งตัวอย่างนี้ จึงเคยชินกับการถูกคน ‘ไม่รู้’ มองเหยียดเสมอ ๆ
“ตกลง พรุ่งนี้ฉันจะใส่เสื้อตราปุ๋ยแบบเดียวกับคุณ จะได้เป็นเสื้อคู่ไง”
“เสื้อคู่?”
“อื้อ เสื้อคู่...คุณเป็นของฉันแล้ว”
“ผมเนี่ยนะเป็นของคุณแล้ว”
“นั่นแน่ะ นอนสีกันขนาดนี้ฉันไม่ยอมให้คุณหลุดมือไปง่าย ๆ หรอกนะ”
“ยัยบ้า” ลูกชายเจ้าของบ้านหน้าร้อนผ่าว หันหลังทำท่าเหมือนจะเดินกลับออกไปทางประตูเชื่อมระหว่างระเบียงห้อง หากแต่ท่อนแขนกลับถูกอีกฝ่ายรั้งเอาไว้
“เดี๋ยวสิ จะไปไหน”
“กลับห้องไง”
“ไม่เอา เราเป็นของกันและกันแล้ว คุณต้องนอนกับฉัน”
“ห๊ะ! คุณจะบ้าหรือไง เป็นสาวเป็นนางชวนผู้ชายนอนห้อง”
“คุณจะนอนห้องฉัน หรือจะให้ฉันไปนอนห้องคุณ เลือกมา คุณมีแค่สองตัวเลือกเท่านั้น ฉันไม่ปล่อยให้คุณนอนโดยไม่มีฉันอยู่ข้าง ๆ หรอกนะจะบอกให้”
