บทที่ 8 ยัยเด็กดื้อ

ภาพลูกชายเดินออกมาจากห้องนอนของอัญชัน ลูกคุณหนูเมืองกรุงเทพฯ ในสภาพเสื้อผ้ายับย่นยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงอ่อนเพลียงัวเงีย ทำเอาสายัณห์ที่กำลังออกจากห้องนอน เพื่อไปซื้อของที่ตลาดให้เมียถึงกับยืนตาเหลือก

“หือ...ไอ้โป้งมันเข้าไปทำอะไรในห้องหนูอัญชันวะ หรือว่า...เฮือก!” สายัณห์นึกไปถึงเรื่องที่นงเยาว์เมียรักมาเล่าให้ฟังคืนก่อน บอกว่าเห็นแม่หนูอัญชันคนสวยเดินออกมาจากห้องน้ำในห้องลูกชายในสภาพนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียว

“นี่กูต้องเตรียมเงินสินสอดไปสู่ขอลูกสาวคุณปัณณ์เขารึไงวะ”

ยิ่งเมื่อช่วงเช้าขณะทุกคนมานั่งรวมตัวกัน กินน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ หนุ่มสาวช่วงวัยใกล้เคียงกันเดินลงมาจากบ้าน ลูกชายตัวเองนั้นไม่เท่าไหร่เพราะเห็นจนชินตา หากแต่อัญชันสวมเสื้อยืดตราปุ๋ยของลูกชายนั้น ทำเอาทั้งนงเยาว์และสายัณห์ถึงกับต้องหันไปมองหน้ากันทันที

“เอ้า พ่อยังไม่ไปบ้านผู้ใหญ่เหรอ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่งลงตรงบนเก้าอี้ตำแหน่งประจำ หยิบถุงน้ำเต้าหู้มาเทใส่แก้ว ก่อนจะเลื่อนไปให้ลูกคุณหนูเล็บยาว ที่มีปัญหาในการแกะหนังยางมัดปากถุงจากแม่ค้าตลอด

“ขอบคุณค่ะ” ไฮโซสาวในชุดเสื้อยืดแถมปุ๋ยสีสดใส

“กินกาแฟเสร็จแก้วนี้ก็จะไป” สายัณห์มองความใส่ใจของลูกชายที่มีต่ออัญชันแล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับภรรยาตัวเอง

“แล้วแม่นัดกับหลวงพ่อกี่โมง เราต้องรีบไปหรือเปล่า โป้งจะได้ข้ามไปเอาข้าวสารมาใส่ท้ายรถเอาไว้เลย”

“เออ ไม่รีบหรอก กินเสร็จค่อยไป” 

“ป้าเยาว์มีอะไรให้หนูช่วยหรือเปล่าคะ หนูช่วยได้นะ” นิ้วเรียวขาวเล็บยาวสวยจับฉีกปาท่องโก๋ 2 ข้างออกจากกัน นำไปจุ่มลงยังน้ำเต้าหู้ร้อน รอให้เนื้อปาท่องโก๋กรอบนิ่มนุ่มชุ่มน้ำจากถั่วเหลือง แล้วค่อยใช้ช้อนตักกิน เป็นขั้นตอนวิธีกินที่คนทั้งบ้านต่างนั่งมองด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมอัญชันต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้

แตกต่างจากสุกฤตที่ไม่เสียเวลาฉีก เพราะจับปาท่องโก่ทั้งอันยัดใส่ปากแล้วดื่มน้ำเต้าหู้ตามให้มันไปเปื่อยในท้องทีเดียว         

“ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้ไอ้โป้งมันทำของมันไปนั่นแหละ”

ถึงนงเยาว์จะบอกว่าไม่ต้องไปช่วยเหลืออะไร หากแต่อัญชันกลับรีบวิ่งไปเกาะฝากระโปรงหน้ารถกระบะแบบ 4 ประตู แล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะด้านข้าง เมื่อเห็นว่าสุกฤตกำลังจะขับรถข้ามไปยังฝั่งโรงสี ด้านหน้ามีป้ายนาดใหญ่ ติดตั้งเอาไว้ ‘สายัณห์ขยันสี’

“โรงสีที่นี่รับสีข้าวของคนทั้งจังหวัดสุพรรณฯ เลยหรือไง” เอ่ยถามเพราะความไม่รู้ เดาจากขนาดโรงสีที่ใหญ่กว่าปกติ แถมมีลานตากข้าวเปลือกกว้างหลายไร่ มีรถ มีคนงานเดินไปเดินมาพลุกพล่านตลอดเวลา

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ส่วนมากเป็นข้าวเปลือกของคนในหมู่บ้าน ตำบลใกล้เคียงจะเอามาสีที่นี่เกือบทั้งหมด ต่างอำเภอก็มีบ้างเพราะว่าโรงสีของเราค่อนข้างใหญ่ มีเครื่องจักรทันสมัย เวลาสีออกมาแล้วเม็ดข้าวไม่แตก ที่สำคัญเราคิดราคาถูกไม่ได้เอาเปรียบชาวนา ใครไม่มีเงินเราก็สีให้ฟรี คิดค่าจ้างเป็นแกลบที่มันเหลือจากการสีนั่นแหละ”

“ดีจัง แต่แกลบ...แกลบ คืออะไร?” ลูกคุณหนูชีวิตเคยเห็นแต่ข้าวเม็ดสีขาว ๆ ในจาน มองหน้าลูกเจ้าของโรงสีด้วยความสงสัย

“เปลือกข้าวไง หน้าตาเป็นแบบนี้” สุกฤตเดินไปกำเปลือกข้าวสีน้ำตาล ซึ่งด้านในปราศจากเมล็ดข้าวนำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง

“ไอ้นี่เหรอที่คุณเอามาแทนเงิน แล้วคุณจะเอาไปทำอะไร ขายต่อเหรอ มันจะขายได้กี่บาทกันเชียว”

“นั่นไงแกลบดิบกระสอบละสามสิบบาท มีคนมาขอซื้อทีละเป็นคันรถเชียวนะ” หน้าคมของคนขยันหันไปยังด้านข้าง มีกระสอบปุ๋ยบรรจุแกลบดิบวางเรียงซ้อน ๆ กันเป็นตั้งใหญ่

“แล้วเขาซื้อเอาไปทำอะไร”

เคยได้ยิน แต่อัญชันจำได้ว่าเคยได้ยินสุภาษิต คำเปรียบเปรยเกี่ยวกับทำนองว่า ‘กินแกลบ’ แต่เท่าที่สุกฤตหยิบแกลบมาให้ดู อัญชันคิดว่าไอ้เปลือกข้าวทั้งหยาบทั้งแข็งนี่คงเอาไปทำกับข้าวกินไม่ได้แน่

“เห็นอย่างนี้มันมีประโยชน์มากเลยนะ แถมเป็นที่ต้องการของตลาด เอาไปผสมดินใช้เพาะปลูกได้ เกษตรกรบางกลุ่มซื้อเพื่อนำไปผสมเพาะเห็ด บางคนก็เอาไปโรยโคนต้นไม้ในสวนคลุมดินมันช่วยเก็บความชื้นได้ดี”

“น่าทึ่งชะมัด ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย”

“อย่างนั้นผมจะบอกอีกอย่าง” สุกฤตกระดิกนิ้วเรียกให้อัญชันเดินตามมายังอีกด้านของโรงสี ที่มีกระสอบปุ๋ยบรรจุปลายข้าววางอยู่

“อะไร”

“นอกจากแกลบที่เราได้แล้ว ยังมีปลายข้าว จมูกข้าวที่มันหลุดออกมาตอนสี แบบนี้เราก็สามารถนำมาคัดแยกออกเพื่อขายเป็นส่วนของปลายข้าว แบบที่เขาเอาไปต้มโจ๊กขาย”

“ห๊ะ...ต้มโจ๊กใช้ข้าวแบบนี้เหรอ”

“ทำไม คุณไม่รู้เหรอ”

“ไม่รู้หรอก นึกว่าเอาข้าวเป็นเม็ด ๆ ไปต้มให้เละ หรือไม่ก็เอาข้าวไปปั่น”

“เรียนจบนอกมาได้ยังไงเนี่ย”

“ฉันเรียนจบเศรษฐศาสตร์นี่ ไม่ได้เรียนจบเกษตรการปลูกข้าวมาสักหน่อย”

แม้อัญชันจะมาอยู่บ้านของนงเยาว์และเดินเข้าเดินออกบ้านนั้นจนเกือบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัว แต่ในโรงสีนี้นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาเดินดูอย่างละเอียด แถมไม่ใช่เพียงแค่การดูตาเปล่า แต่เจ้าของยังอุตส่าห์มาอธิบายรายละเอียดให้ความรู้ด้วยตัวเอง

“พวกนาย เดี๋ยวเอาข้าวหอมใหม่ไปใส่รถให้สองกระสอบนะ” สุกฤตเดินไปสั่งคนงานที่สวมใส่เสื้อแถมปุ๋ยคล้ายกัน ต่างกันแค่คนละสี

“คุณเคยคิดที่จะแปรรูปข้าวพวกนี้เพื่อเพิ่มมูลค่ามันขึ้นมาอีกไหม หรือว่าขายแบบเป็นกระสอบอย่างนี้อย่างเดียว” สายเลือดนักธุรกิจ เคยชินกับการคิดทุกอย่างเป็นมูลค่าที่สามารถทำกำไรได้มากขึ้นเอ่ยถาม

“เคยคิดเหมือนกัน แต่ยังไม่มีเวลา อีกอย่างแค่นี้ผมก็ยุ่งจะตายห่าแล้ว ที่นาแม่มีเป็นพันไร่ แค่ผมยุ่งเรื่องเตรียมดิน ไถดิน ลงกล้า เกี่ยวข้าว ไหนจะงานที่โรงสีนี่อีก ผมทำคนเดียวไม่มีเวลาหรอก นี่ยังไม่นับพวกปล่อยเช่าแผงขายของในตลาด ห้องเช้าของแม่อีก แค่นี้ก็พอกินพอใช้แล้ว”

“คุณนี่มักน้อยจัง”

“เมื่อก่อนเคยคิดไว้ว่า ถ้าไอ้ป่านมันเรียนจบจะให้มันกลับมาช่วยงานที่บ้าน แต่มันดันไม่ชอบงานเกษตร ชอบทำงานนั่งในห้องแอร์ ชอบแต่งตัวสวย ๆ ผมกับแม่เลยยอมให้มันไปทำงานที่กรุงเทพฯ”

“แล้วป้าเยาว์กับลุงสายัณห์ เขาไม่น้อยใจเหรอที่สายป่านไม่มาช่วยงานที่บ้าน”

“ความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกัน จะไปบังคับกันได้ยังไง ไอ้ป่านมันชอบแบบนั้น ส่วนผมชอบแบบนี้ ถ้ามีคนมาบังคับให้ผมไปนั่งทำงานอุดอู้อยู่ในออฟฟิศผมก็ไม่ชอบ” พี่ชายแสนดีเข้าใจน้องสาวหันไปยิ้มให้ ไม่เคยคิดน้อยอกน้อยใจอะไร กลับรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่า

“ดีจังเลย คุณพ่อคุณแม่ของฉัน เขาก็ไม่บังคับฉันเหมือนกัน” อัญชันยิ้มลอยหน้าลอยตาตอบด้วยความมั่นใจ

“พ่อแม่ของคุณ เขาไม่บังคับหรือเขาบังคับคุณไม่ได้กันแน่” ข้อนิ้วยกขึ้นมาเคาะหน้าผากแคบ

“นี่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความว่าคุณน่ะ มันดื้อนะสิ”

“ดื้อ แต่ว่าน่ารัก”

“ใครเป็นคนบอกว่าคุณน่ารัก”

“ต้องน่ารักสิ เพราะที่บ้านไม่มีใครเคยบอกว่าฉันไม่น่ารักเลยสักคน แล้วก็ไม่มีคนบ่นว่าฉันดื้อด้วย” หน้าเชิดคอตั้งขยับองศาขึ้นไปสูง ๆ คิ้วขยับยักถี่ ๆ เหมือนคนมีความมั่นใจมาก

“อย่างนั้นฟังให้ชัด ๆ นะ...”

“อะไร”

“คุณน่ะมันเป็น...ยัยเด็กดื้ออออ” มือบีบปลายจมูกเรียวบิดเบา ๆ

ใกล้ชิดกันมาขนาดนี้ มีหรือสุกฤตจะไม่รู้ไม่เห็นนิสัยความดื้อรั้นของลูกสาวคนเล็กครอบครัวเศรษฐี ดูอย่างเมื่อคืนนี้สิ ความเอาแต่ใจของอัญชันบังคับจนเขาต้องยอมนอนอยู่ภายในห้องนั้นจนถึงเช้า แถมไม่ได้นอนกันเปล่า ๆ ยังลวนลามรีดน้ำเขาออกไปจนแทบหมดตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป