บทที่ 2 บทที่ 1: ความสำเร็จสู่ดินแดนสีเทา
บทที่ 1: ความสำเร็จสู่ดินแดนสีเทา
ท่ามกลางคลื่นมหาชนในวันแห่งความสำเร็จ เสียงจอกแจกจอแจของเหล่าบัณฑิตใหม่และครอบครัวที่มาร่วมแสดงความยินดีอบอวลไปทั่วบริเวณลานกว้างของมหาวิทยาลัย ทว่าสำหรับตระกูลหลี วันนี้คือวันทีทุกคนรอคอยมาตลอดเกือบเจ็ดปีเต็ม
“เหม่ยหลี ยินดีด้วยที่เรียนจบ”
“ขอบคุณมากค่ะเฮีย”
บทสนทนาเรียบง่ายทว่าเต็มไปด้วยความผูกพันระหวังสองพี่น้องร่วมสายเลือดดังขึ้น ‘เซนหลี’ พี่ชายคนโตของบ้านเอ่ยพลางยื่นช่อดอกไม้ช่อโตให้แก่น้องสาวคนรอง ใบหน้าหล่อเหลาตี๋อินเตอร์ฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด เช่นเดียวกับ ‘เหม่ยหลี’ ที่อยู่ในชุดครุยวิทยฐานะสีเข้มอันทรงเกียรติ ใบหน้าหวานละมุนที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบายิ้มรับพลางกระชับใบปริญญาบัตรในอ้อมแขน
มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการนอนหลับนับชั่วโมงได้ในแต่ละวัน หญิงสาวอุตส่าห์บากบั่นทนเรียนตามคำสั่งประกาศิตของบิดา ทุ่มเทสติปัญญาและแรงกายทั้งหมดที่มีขุดทองท่ามกลางกองตำราแพทย์อันหนาเตอะ จนกระทั่งสามารถคว้าเกียรตินิยมมาครองได้สำเร็จอย่างยากลำบาก
ภาพความสำเร็จตรงหน้าทำเอาชายชราวัย 73 ปีผู้เป็นบิดาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้มที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ่ายคนเป็นแม่เองก็ไม่ต่างกัน หล่อนรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหัวตาเบาๆ ด้วยความตื้นตันใจ บรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้เป็นสิ่งที่หาดูได้ไม่ยากในงานรับปริญญาทั่วไป ทว่าคำพูดต่อมาของคนเป็นพ่อกลับทำลายความซาบซึ้งนั้นลงในพริบตา
“เท่านี้... ภักดีอีสานก็จะมีหมอตัวตายตัวแทนขึ้นมาแทนเตี่ยแล้ว ค่อยตายตาหลับหน่อย”
ชายชราเอ่ยสะอื้นไห้พลางมองลูกสาวราวกับเห็นฮีโร่ผู้วิ่งมาผลัดเปลี่ยนไม้ในศึกสงคราม ทว่าคำเปรยนั้นกลับชวนให้คนฟังรู้สึกกังขา... ไม่รู้ว่าแกน้ำตาไหลเพราะดีใจที่ลูกสาวสุดที่รักเรียนจบแพทย์อย่างภาคภูมิ หรือดีใจที่แก๊งมาเฟียภักดีอีสานจะได้หมอฝีมือฉกาจระดับเกียรตินิยมเข้าไปประจำการที่โรงพยาบาลเถื่อนใต้ดินนั่นกันแน่!
คำว่ามาเฟียและโรงพยาบาลใต้ดินที่หลุดออกมาฉุดรั้งรอยยิ้มของบัณฑิตป้ายแดงให้เลือนหายไปทันควัน เหม่ยหลีชักสีหน้าบึ้งตึง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบผูกโบว์ หล่อนแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าและแววตาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ถ้าแค่ให้หนูไปฉีดยา กับผ่ากระสุนให้พวกมาเฟีย... จะให้เรียนมาตั้งขนาดนี้ทำไมก็ไม่รู้”
ริมฝีปากอิ่มบ่นอุบอิบด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ความจงรักภักดีอย่างถวายหัวของคนเป็นพ่อมันแสดงออกนอกหน้าเสียจนน่าหมั่นไส้ แกปลาบปลื้มใจในหน้าที่หมอมาเฟียเสียจนหลงลืมและไม่เคยถามไถ่ความรู้สึกของลูกสาวเลยสักคำ ว่าเธออยากจะเอาชีวิตวัยสาวไปเสี่ยงอันตรายในดงกระสุนเหล่านั้นหรือไม่
“เอาน่าเหม่ยหลี... เงินเดือนมากกว่าหมอปกติทั่วไปตั้งห้าเท่าเชียวนะแถมสวัสดิการก็ดี ได้ขึ้นเป็น ผอ. ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เลยนะเว้ย”
เซนหลีรีบขยับเข้ามาแทรกกลาง พยายามอ้างข้อดีเรื่องตัวเลขและตำแหน่งอันหรูหรา หวังจะกล่อมให้น้องสาวที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดในตอนนี้ยอมเปิดใจรับฟังและเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
“ก็มันไม่มีใครบ้ายอมไปเป็น ผอ. ให้ต่างหากล่ะ! เฮียไม่ต้องมาพูดให้ดูดีเลย” หญิงสาวหันขวับไปแยกเขี้ยวใส่พี่ชายตัวดีทันที “แค่งานผ่ากระสุนให้พวกนักเลงมาเฟีย... หมอหมาอย่างเฮียก็ทำเองได้มั้ยล่ะคะ!”
น้ำเสียงประชดประชันระเบิดออกมาอย่างเหลืออด เหม่ยหลีเริ่มฟาดงวงฟาดงาใส่พี่ชายที่เป็นสัตวแพทย์อย่างไม่ไว้หน้า ก็ในเมื่อเฮียเซนหลีฉลาดเป็นกรด เลือกที่จะหนีไปเรียนรักษาสัตว์ป่าสัตว์เลี้ยงจนรอดพ้นจากบ่วงกรรมและพันธนาการของแก๊งภักดีอีสานไปได้อย่างลอยตัว ทิ้งให้เธอต้องกลายเป็นแพะรับบาปแบกรับตำแหน่งหมอมาเฟียนี้อยู่คนเดียว
“อาเหม่ยหลี... ใจเย็นสิลูก เดี๋ยวไม่สวยนะ”
ผู้เป็นแม่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยปากห้ามปรามการปะทะฝีปากของสองพี่น้องที่เริ่มจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงแล้ว เรื่องโรงพยาบาลใต้ดินนี้ครอบครัวหลีได้เปิดอกคุยกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และตัวเหม่ยหลีเองก็ทำใจยอมรับชะตากรรมสีเทานี้ไว้ตั้งนานแล้ว ทว่าพอถึงเวลาจริง เธอก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดและประชดประชันผู้เป็นบิดา กับไอ้ท่าทีเทิดทูนและจงรักภักดีต่อเจ้าพ่อมาเฟียพวกนั้นราวกับเป็นพระเจ้า
“พวกเขามีบุญคุณกับตระกูลเรามาตั้งแต่สมัยปู่ทวดแล้วนะอาเหม่ย...” คนเป็นพ่อยังคงไม่ยอมลดละ ถือโอกาสขุดเอาเรื่องบุญคุณค้ำคอขึ้นมาพูดสำทับอีกรอบ
“รู้แล้วค่ะ! เตี่ยเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว หนูเข้าใจหมดแล้วค่ะ”
เหม่ยหลีตัดบทเสียงแข็ง รับคำอย่างแกนๆ ปัดรำคาญเพื่อไม่ให้บรรยากาศในวันมงคลต้องกร่อยไปมากกว่านี้ ก่อนที่ดวงตาเรียวคมจะตวัดหันไปหาเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ
“แล้วก็... ‘หย่าหลี’ พี่ห้ามไว้เลยนะ! ห้ามเลือกเรียนหมอเด็ดขาด!” หญิงสาวประกาศกร้าวพลางชี้นิ้วสั่งเสียงเข้มใส่น้องสาวคนเล็กวัย 17 ปีที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและกำลังจะต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย “เดี๋ยวก็โดนเตี่ยใช้เป็นตัวตายตัวแทนอีหรอบเดิมอีก... ให้ความซวยนี้มันจบที่พี่ก็พอ ให้มันจบที่รุ่นของพี่คนเดียวพอ!”
“เข้าใจแล้วค่ะเจ้... อย่าดุเลย เดี๋ยวไม่สวยนะ”
น้องสาวแสนเรียบร้อยเอ่ยตอบเสียงอ้อมแอ้มพลางค้อมหัวลงน้อยๆ ด้วยความยำเกรง หล่อนมีอุปนิสัยนุ่มนิ่มและเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ซึ่งแตกต่างกับเหม่ยหลีราวฟ้ากับเหว
เพราะคุณหมอเหม่ยหลีคนนี้... นอกจากจะเป็นคนเรียนเก่งระดับหัวกะทิและมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิบลิ่วแล้ว เธอยังพกพาความสวยเฉี่ยว รูปร่างอ้อนแอ้นอรชนทว่าสมส่วนทรมานใจชาย และที่สำคัญที่สุดคือเธอเป็นคน ‘ปากจัด’ และ ‘ดุดัน’ ชนิดที่ไม่มีใครกล้าต่อกร หญิงสาวไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้นในปฐพี
ทว่า... ราชินีผู้หยิ่งผยองคนนี้กลับต้องยอมสยบจำนนและลากกระเป๋าเข้าสู่โลกมืด ก็เพียงเพราะบิดาอันเป็นที่รักสู้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อครอบครัวมามากโข จนกระทั่งสังขารร่วงโรยและไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อีกต่อไป แถมเตี่ยยังสู้อุตส่าห์ประวิงเวลาและใช้เส้นสายทั้งหมดเพื่อรอคอยให้เธอเรียนจบกลับมาสานต่อภารกิจนี้
เมื่อคิดถึงความรักของพ่อที่มีต่อครอบครัวและแก๊งมาเฟียผู้มีพระคุณ หญิงสาวจึงได้แต่ลอบผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมสีเทาที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนับต่อจากนี้...
