บทที่ 10 คลอดลูก
“แกว่าเราตื่นเต้นมากกว่ายัยเปรมหรือเปล่าวะ” ปภาวรินทร์ถามเพื่อนหลังเริ่มรู้สึกตัวว่าเดินจนเหนื่อย
“ไม่รู้สิ แต่ฉันเดินไปเดินมากับแกจนเมื่อยแล้วเนี่ย นั่งพักก่อนดีกว่า” รพีบอก ปภาวรินทร์พยักหน้าเห็นด้วย ทิ้งกายลงนั่งบนโซฟาหน้าห้องคลอดอย่างเหนื่อยๆ
“ญาติไปรอที่ห้องพักผู้ป่วยก่อนก็ได้นะคะ น่าจะนานอีกหลายชั่วโมงน่ะค่ะ” พยาบาลเดินออกมาบอก
“ยังไม่คลอดอีกเหรอคะ ทำไมนานล่ะคะ”
“ปากมดลูกเปิด 7 เซ็นติเมตรเองค่ะ ต้องรอให้เปิด 10 เซนติเมตรก่อนถึงจะคลอดได้” พยาบาลบอก รพีกับปภาวรินทร์หันไปมองหน้ากัน
“ได้ครับ ถ้าคลอดแล้วรบกวนแจ้งด้วยนะครับ” รพีพูดกับพยาบาล พยาบาลสาวพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปในห้องคลอด
“ฉันอยากอยู่ที่นี่ ยังไม่อยากไปไหน เป็นห่วงยัยเปรม”
“ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วงน้อง แต่แกอยู่ตรงนี้แกก็ช่วยอะไรมันไม่ได้ แกจะไปช่วยมันเบ่งลูกก็ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” รพีเตือนเพื่อนสาว
“ที่แกพูดมันก็ถูก เฮ้อ...”
“ขึ้นไปนอนพักกันก่อนดีกว่า พอยัยเปรมคลอดแล้วแกจะได้มีแรงช่วยเลี้ยงหลานไง” รพีจับมือเพื่อนสาวเดินไปที่ลิฟต์ แม้จะยึกยักในช่วงแรกแต่พอพิจารณาเหตุผลที่รพีพูดเธอก็เห็นด้วย ยอมขึ้นไปบนห้องพักผู้ป่วยเพื่อพักผ่อน เพราะตอนนี้ก็ปาเข้าไปตี 3 แล้ว ปภาวรินทร์นอนอยู่บนโซฟา ส่วนรพีนอนอยู่บนพื้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าจึงรีบไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน สะกิดปลุกเพื่อนอีกคนเพื่อลงไปดูน้องสาวที่ห้องคลอด
เด็กหญิงตัวน้อยถูกเข็นออกมาจากห้องคลอด ปภาวรินทร์มองเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูน้ำตาซึม เธอกับรพีมารอหน้าห้องคลอดได้ไม่ถึง 10 นาทีพยาบาลก็แจ้งว่าเปรมนีย์คลอดแล้ว เด็กน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ตอนนี้ต้องเอาไปเข้าตู้อบสักพักก่อนแล้วค่อยเอามาให้แม่ให้นม
“น่ารักดี ตั้งชื่อหรือยัง” รพีถามเพื่อน
“ตั้งแล้ว”
“ชื่ออะไร”
“ชื่อเปรมสิณี ชื่อเล่นมะปราง” ปภาวรินทร์ตอบ
“ชื่อน่ารักดี แม่ชื่อเปรมนีย์ ลูกชื่อเปรมสิณี ใครเป็นคนตั้งอะ”
“ฉันตั้งเอง” ปภาวรินทร์หันมาบอกอย่างภาคภูมิใจ
“แกนี่เสร่อจริงๆ แทนที่จะให้แม่เค้าตั้งจะได้เป็นสิริมงคล”
“ฉันตั้งนี่ก็สิริมงคลเหมือนกันล่ะน่า”
“เออ เอาเถอะ ว่าแต่... พ่อเด็กล่ะ จะลงชื่อพ่อเด็กเป็นไอ้วศินหรือเปล่า” รพีถาม สีหน้าเคร่งลงนิดนึง ปภาวรินทร์ส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ น้องสาวฉันตัดขาดกับมันไปแล้ว อีกอย่าง... ฝ่ายนั้นก็ไม่ติดต่อมาด้วย”
“งั้นมะปรางก็นะเป็นเด็กไม่มีพ่อในทางกฎหมาย” รพีเอ่ยเสียงแผ่ว รู้สึกโหวงๆ ในใจชอบกล แม้แต่ชื่อพ่อยังไม่มีเลย
“อืม...”
“เอางี้ไหม ลงชื่อฉันเป็นชื่อพ่อของเด็กไป” รพีพูดหน้าตาจริงจังเป็นงานเป็นการอย่างที่ปภาวรินทร์ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นัก
“หืม...?”
“ฉันสงสารเด็ก ให้เด็กได้มีพ่อเถอะ ฉันจะรับเด็กคนนี้เป็นลูกบุญธรรมเอง” รพีบอกเจตนารมย์ของตัวเอง
“รพี...” ปภาวรินทร์อึ้งในความเสียสละของเพื่อนชายตรงหน้า มันรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
“ตกลงตามนี้นะ ทางนิตินัยเด็กคนนี้จะเป็นลูกแท้ๆ ของฉัน แต่ในทางพฤตินัยจะเป็นลูกบุญธรรม ฉันจะช่วยพวกแกเลี้ยงเด็กคนนี้เอง”
“แกไม่กลัวเมียแกว่าเหรอ ถามเมียแกหรือยัง”
“ไอ้ปราย! แกลืมไปแล้วเหรอว่าฉันไม่มีเมีย เหมือนกับแกที่ไม่มีผัวเนี่ยแหละ โว๊ะ!” รพีสบถหยาบคายตามหลัง ปภาวรินทร์หัวเราะคิก
“ฉันหมายถึงเมียในอนาคตของแกต่างหาก”
“ช่างเมียมันสิ ถ้าฉันจะมีเมีย เมียก็ต้องยอมรับลูกบุญธรรม เข้ากับลูกบุญธรรมของฉันได้ด้วย ถ้าเข้าไม่ได้ก็จอบอ” เขาพูดอย่างสนุกสนาน หญิงสาวส่ายหน้าระอา
“แกนี่น้า... ทำเหมือนตัวเองหล่อตายชัก เอ๊ะ!” หญิงสาวอุทานเมื่อเห็นหลังไวๆ ของผู้ชายคนหนึ่งเข้า เขามีรูปร่างคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน
“อะไรเหรอ”
“ฉันเห็นผู้ชายคนนึงเดินแว้บๆ มาทางนี้ ด้อมๆ มองๆ พิกล รู้สึกคุ้นๆ”
“คุ้น...?”
“ใช่ คุ้น... เหมือนไอ้วศิน”
“แกตาฝาดไปหรือเปล่า อย่างไอ้วศินเนี่ยนะมันจะมาทำอะไรหน้าห้องคลอดตอนเช้าๆ แบบนี้ แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าน้องสาวแกตัดขาดกับมันไปแล้ว มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าน้องสาวแกคลอดลูกวันนี้” รพีตั้งข้อสังเกต
“ก็จริงอย่างที่แกว่า... มันจะไปรู้ได้ยังไง ช่างเถอะ... เราไปรอยัยเปรมที่ห้องดีกว่า”
