บทที่ 11 เด็กน้อยในอ้อมรัก
“ฉันหิวว่ะ งั้นเดี๋ยวฉันลงไปซื้ออะไรมากินก่อนแล้วกันนะ แกจะเอาอะไรเดี๋ยวฉันซื้อขึ้นมาให้”
“เออ ฉันก็หิวเหมือนกัน เราลงไปหาอะไรกินพร้อมกันเลยดีกว่า อีกอย่าง... จะได้ซื้อผลไม้ ของกินอร่อยๆ ให้ยัยเปรมด้วย คลอดลูกแบบนี้ร่างกายคงอ่อนเพลีย”
“อืม ใช่ ต้องบำรุงเยอะๆ แล้วยัยเปรมต้องงดอาหารกลุ่มเสี่ยงไหมเนี่ย จะต้องให้ลูกกินนม แบบห้ามกินโน่นกินนี่” รพีถาม เพราะเรื่องนี้ยังเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนไทย ผู้หญิงที่ให้นมบุตรต้องห้ามกินของแสลง บางทีเขาเห็นห้ามกินเกือบทุกอย่างจนแทบไม่เหลือเมนูอะไรให้กินก็นึกสงสารมนุษย์แม่เหลือเกิน เลี้ยงลูกให้นมลูกก็เหนื่อยพอดูแล้วยังต้องมาอดกินของอร่อยอีก
“โบราณ! หมอเขาไม่ได้ห้ามสักหน่อยจะงดทำไม”
“เอ้า! หมอไม่ได้หรอกเหรอ”
“ใช่ ไม่ได้ห้ามสักกะอย่าง อยากกินอะไรให้กินเลย เพราะว่าคนเป็นแม่จะต้องให้นมลูก ร่างกายมันจะขาดสารอาหารเอาแล้วทำให้หิวโหยด้วย” ปภาวรินทร์บอกตามความรู้ที่ตัวเองได้อ่านและศึกษามาเป็นอย่างดี เธออ่านเยอะยิ่งกว่าเปรมนีย์อีก
“แต่โบราณเขาว่า...”
“เชื่อโบราณก็บานบุรีสิจ๊ะ นี่มันสมัยไหนแล้ว ความเชื่อเก่าๆ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ เราควรเขื่อหมอแผนปัจจุบันมากกว่านะ”
“แกนี่มันสุดยอดจริงๆ ยัยปราย หาข้อมูลซะละเอียดยิบเลย”
“แน่นอน ฉันมันสุดยอดทุกเรื่องอยู่แล้ว”
เปรมนีย์นอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นผู้ป่วยแบบห้องพิเศษ ปภาวรินทร์ลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ เปรมนีย์คงจะเจ็บปวดทรมานมากตอนคลอดลูก สีหน้าของเปรมนีย์ซีดลงดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้พยาบาลเข็นเด็กน้อยมาในห้องแล้ว รอให้เปรมนีย์ตื่นจะได้เอาลูกเข้าเต้า เนื่องจากเปรมนีย์คลอดลูกเสร็จก็สลบเหมือดไปเลย ทางหมอเลยให้นมชงไปก่อน
“อื้อ...” เสียงครางเบาๆ ใบหน้าแสดงให้เห็นว่าเจ็บปวดและรำคาญตัวเองจากเลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดเยอะจนเหนอะหนะ
“เป็นยังไงบ้าง” ปภาวรินทร์ถามเปรมนีย์ส่ายหน้าถอนหายใจ
“สุดๆ แล้วค่ะพี่ปราย เปรมไม่คิดว่าจะเจ็บปวดอะไรได้เท่านี้อีกแล้ว”
“แต่เปรมก็เก่งมากนะ น้องมะปรางหนักตั้ง 3,800 กรัม ตัวใหญ่มาก เบ่งคลอดออกมาเองด้วย ดูสิแข็งแรงแก้มจิ้มลิ้มเชียว” รพีพูดแล้วเอานิ้วมือเขี่ยๆ พวงแก้มเท่าซาลาเปาของเด็กน้อย เปรมนีย์ยันกายลุกขึ้นมองลูกสาวน้ำตาซึม
“หน้าตาน่ารักเชียว”
อุแว้!
เสียงเด็กร้องไห้จ้าหลังถูกลุงและป้าเอานิ้วเขี่ยแก้มเล่นอย่างสนุกสนาน ปภาวรินทร์กดออดเรียกพยาบาลให้เข้ามาสอนเอาลูกเข้าเต้า รพีกับปภาวรินทร์จึงขอตัวออกมารอหน้าห้อง ตอนนี้รพีเดินเรื่องเอกสารรับเป็นพ่อเด็กเรียบร้อยแล้ว เปรมนีย์ทราบก็ร้องไห้ตื้นตันใจนัก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนร่วมต่อสู้ฟันฝ่ากับอุปสรรคด้วย
เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เธอได้เจอสีหน้าเคร่งเครียดของเปรมนีย์ ตอนนี้เด็กน้อยหลับไปอีกรอบแล้ว มือของเปรมนีย์กำโทรศัพท์แน่น
“เปรม... มีอะไรหรือเปล่า”
“พี่ปราย เปรมจะต้องกลับไปสอบวันศุกร์นี้” เปรมนีย์บอกพี่สาว ปภาวรินทร์เบิกตากว้าง
“อะไรนะ”
“ค่ะ เปรมมีสอบวันศุกร์นี้แล้วก็สัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์เลย”
“แล้วแกจะไปไหวเหรอ เพิ่งคลอดลูกนะ” ปภาวรินทร์ถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ เปรมอยากสอบให้มันจบๆ ไป อุตส่าห์ไม่ดรอปเรียนแล้ว คะแนนเก็บก็ตั้งใจทำมาดี เปรมเสียดายค่ะ” เปรมนีย์พูดอย่างมุ่งมั่น ปภาวรินทร์หันไปขอคำปรึกษาจากรพี
“ถ้าอยากไปสอบก็ไป กลับเชียงใหม่พร้อมพี่ เดี๋ยวพี่จะดูแลแกเองไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนเด็กน้อยนี่ก็ให้ยัยปรายเลี้ยงไปพลางๆ ก่อน” รพีบอก ปภาวรินทร์แทบสำลักน้ำลายตัวเอง แม้จะทำใจมาแล้วว่าเธอจะต้องเลี้ยงเด็ก แต่นี่มันเร็วเกินไป พี่เลี้ยงก็ยังไม่ได้หา แต่อนาคตของน้องสาวก็สำคัญ
“ก็ได้ แกไปสอบเถอะไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะดูแลเด็กคนนี้เอง”
