บทที่ 12 เลี้ยงเด็ก

สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดเปรมนีย์ก็ต้องเดินทางไปสอบที่เชียงใหม่ ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลปภาวรินทร์ฝึกอาบน้ำ เปลี่ยนแพมเพิส ป้อนนม อุ้มเรอด้วยตัวเอง จนเปรมนีย์แทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเอาลูกเข้าเต้า แม้ว่าหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่เธอต้องเฝ้าติดตามดูแลเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กน้อยมะปรางมีค่าเหลืองมากกว่าปกติ ทางหมอให้กินนมแม่เยอะๆ

ปภาวรินทร์อุ้มเด็กมาที่คอนโดโดยมีรพีเป็นผู้ช่วยยกข้าวของมาให้ วันนี้เปรมนีย์จะต้องบินกลับเชียงใหม่แล้วด้วย เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้วว่าจะเลี้ยงคนนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอยากจะทำนมสต็อก แต่มันก็ไม่ทันการณ์ เนื่องจากน้ำนมของเปรมนีย์มาน้อย

“แกไหวนะ” รพีถามแววตาเป็นห่วงมากกว่าปกติ เมื่อเพื่อนสาวต้องเผชิญกับการเลี้ยงทารกเพียงลำพัง

“ไหวสิ ฉันอ่านภาคทฤษฎีมาเยอะ”

“ไอ้พวกบ้าทฤษฎี แต่พอเจอของจริงก็ไปไม่เป็นทุกราย” เขาค่อนแคะ เปรมนีย์แอบยิ้มกับความน่ารักของพี่สาวและเพื่อนชายคู่นี้

“ของแบบนี้มันต้องลอง แกไม่ต้องเป็นห่วงฉันยังมียัยแพรวมาช่วยอีกคน เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะโทรให้มันมานอนเป็นเพื่อน” ปภาวรินทร์เอ่ยถึงเพื่อนสาวอีกคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เพื่อนคนนี้ขอความช่วยเหลือเมื่อไหร่ก็พร้อมมาได้ทุกเมื่อ

“อย่างนี้ค่อยเบาใจหน่อย แล้วแกจะย้ายไปอยู่บ้านเมื่อไหร่”

“มะรืนนี้ รอเก็บของก่อน”

“อืม ถ้ามีอะไรแกก็เรียกพวกเพื่อนๆ มาช่วยนะ ฉันกับยัยเปรมไปก่อน” รพีจับไหล่บางของเพื่อนสาวไว้แน่น ขณะที่เปรมนีย์เข้ามาสวมกอดพี่สาว น้ำตาซึม

“เปรมฝากมะปรางด้วยนะพี่ปราย ถ้าสอบเสร็จเมื่อไหร่เปรมจะรีบกลับมาทันที”

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่จะดูแลหลานเป็นอย่างดี อย่าลืมที่พี่บอกล่ะ ปั้มนมทุก 3 ชั่วโมงแล้วแช่แข็งรวบรวมแพ็คไว้ พอสอบเสร็จก็เอาขึ้นเครื่องกลับมาด้วย น้ำนมทุกหยดมีคุณค่ากับลูกแกนะ” ปภาวรินทร์กำชับ

“ค่ะพี่ปราย”

“เดินทางปลอดภัยกันนะ ถึงแล้วโทรบอกฉันด้วย”

“ค่ะพี่ปราย”

เมื่อน้องสาวและเพื่อนชายออกเดินทางแล้ว ความบันเทิงก็เริ่มเกิดขึ้น เหมือนเจ้าเด็กน้อยจะรู้ว่ามารดาไม่อยู่แล้ว ร้องไห้จ้าเสียงดังลั่นไปทั้งชั้น ปภาวรินทร์ให้กินนม อุ้มเรอแล้วก็ยังไม่หยุดร้อง จนต้องโทรหาเพื่อนสาวที่ชื่อแพรวามาช่วย เมื่อเพื่อนมาถึงก็จับเด็กให้นอนลง เอามือวางตรงท้องป่องๆ ของเด็ก

“ท้องอืด” คำตอบของแพรวาสั้นๆ ง่ายๆ เหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจ หล่อนจับเด็กอุ้มพาดบ่าเอามือลูบหลัง บ้างก็จับยกขาทำท่าปั่นจักรยาน สักพักเด็กก็เรอเอิ๊กออกมาเสียงดัง แถมด้วยตดดังปุ๋ง

“ถ้าไม่ได้แกมาช่วยฉันคงต้องสติแตกแน่ๆ นี่ฉันกะจะพาไปหาหมอแล้ว” ปภาวรินทร์สารภาพ เงยหน้าขึ้นมองดูนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาตี 2 ตอนนี้สภาพเธอหัวยุ่งฟูไปหมด

“เด็กทารกร้องมีไม่กี่อย่าง หิว อึ ฉี่ ท้องอืด ไม่สบายตัว อย่างให้อุ้ม กับที่ร้ายแรงที่สุดคือร้องโคลิค” แพรวาผู้มีประสบการณ์บอกเพื่อน ปภาวรินทร์ทำหน้าแหยง

“ฉันหวังว่ามะปรางจะไม่เป็นโคลิค”

โคลิค คืออาการร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุของเด็กทารก ปภาวรินทร์ภาวนาเหลือเกินว่าอย่าให้เกิดขึ้นกับหลานตัวเอง แค่เธอดูแลทารกไม่กี่วัน สภาพหน้าตาของเธอแทบดูไม่ได้

“ฉันก็หวังอย่างนั้น แต่เด็กที่กินนมผงจะย่อยยาก ท้องอืดมากกว่ากินนมแม่นะ”

“อืม ฉันเตรียมใจเรื่องนั้นไว้แล้ว”

หลังจากนั้นทั้งหมดก็เข้าสู่โหมดพักผ่อน ปภาวรินทร์ลาพักร้อนไปครึ่งเดือนหลังมีวันหยุดสะสมที่ไม่ได้ใช้ไว้เยอะ เธอเอามาลางานทีเดียวรวด แน่นอนว่าเจ้านายเธอบ่นขรมเพราะตอนนี้งานกำลังเร่ง แต่ทำยังไงได้ในเมื่อมันจำเป็น เธอต้องเลือกหลานมากกว่างานอยู่แล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป