บทที่ 13 คุณหมอจอมดุ

ดูเหมือนการเลี้ยงเด็กจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เธอคิด แม้ว่าแพรวาจะมาช่วยมานอนค้างแต่ก็ไม่สามารถมาค้างกับเธอได้ทุกวัน ตอนเช้าเพื่อนเธอต้องไปทำงาน แต่ต้องมานอนดึกเพราะต้องช่วยเลี้ยงเด็ก เดินกล่อมเด็กแบบนี้มันก็ไม่ค่อยเวิร์ค

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือตอนนี้เริ่มมีผู้ร้องเรียนเรื่องเสียงเด็กร้องจนเพื่อนร่วมคอนโดไม่ได้นอนแล้ว เนื่องจากคอนโดที่เธออยู่มันราคาถูก เวลาใครจะทำอะไรมักมีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ เธอจึงต้องค่อยๆ ย้ายของออกจากคอนโดไปไว้ที่บ้าน โดยมีบรรดาเพื่อนๆ มาช่วยขนในช่วงเย็น

วันนี้เป็นวันที่ 5 แล้วที่เด็กหญิงเปรมสิณีลืมตาขึ้นดูโลก แต่ความไม่สบายใจของเธอก็บังเกิดขึ้นอีกเมื่อเด็กหญิงมีสีผิวที่เหลืองอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ใบหน้า ขอบตา นัยน์ตาขาวที่กลายเป็นสีเหลืองอ่อนๆ แถมตรงหน้าท้องแผ่นหลังก็เริ่มมีสีเหลืองด้วยเช่นกัน ปัสสาวะก็เหลืองเข้ม ปภาวรินทร์เห็นแบบนี้ก็ใจไม่ดี เธอตัดสินใจเก็บของจำเป็นใส่กระเป๋าแล้วอุ้มเด็กไปขึ้นนั่งคาร์ซีทแล้วขับรถออกไปโรงพยาบาลทันที

ปภาวรินทร์อุ้มเด็กใส่รถเข็นแล้วเอาอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋าเด็กอ่อนใส่ไว้ใต้รถ เธอรีบเดินไปที่ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งประวัติเด็ก พอเจอพยาบาลตรวจเบื้องต้น เด็กหญิงมะปรางต้องเข้าไปพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากมีค่าเหลืองสูงถึง 20 ต้องได้รับการส่องไฟเพื่อขับสารเหลืองออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ เธออุ้มเด็กเข้าไปในห้องตรวจคุณหมอเด็ก แต่พอเข้าไปในห้องเด็กหญิงเปรมสิณีก็ร้องไห้จ้า เธอลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูก นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ให้นมเลยขอชงนมให้ทารกก่อนตรวจ

“อุ้ย! ร้องอีกแล้ว แป๊บนึงนะคะคุณหมอฉันขอชงนมก่อน” เธอพูดแล้วส่งเด็กทารกให้พยาบาลช่วยอุ้ม เธอล้วงมือเข้าไปหยิบกระเป๋าเด็กอ่อน เอาน้ำที่ผ่านการต้มแล้วเทใส่ก่อนค่อยใส่นมผง เพราะถ้าใส่นมผงก่อนปริมาณน้ำจะคลาดเคลื่อน เธอเขย่าขวดนมไปมาแล้วป้อนทารกตัวน้อย ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของกุมารแพทย์ที่เริ่มตำหนิเธอกลายๆ

เบญจามินทร์นั่งมองหญิงสาวสะคราญที่สวยเปล่งปลั่งภายใต้ชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบายๆ แม้ใบหน้าไร้เครื่องสำอางแต่ผิวแก้มนวลเนียนยังคงสีเลือดฝาดอย่างเป็นธรรมชาติ ผิดแผกจากสาวแม่ลูกอ่อนที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่ถึงสัปดาห์ เจ้าหล่อนกำลังง่วนอยู่กับการชงนมผงให้ลูกกิน

“คุณแม่ครับ เพิ่งคลอดได้ 5 วัน ทำไมถึงให้กินนมผง ทำไมไม่ให้กินนมแม่” เขาเอ่ยถามด้วยความตำหนิ แม้จะรณรงค์เรื่องนมแม่สักปานใดแต่ก็ยังมีแม่ขี้เกียจกลัวเต้านมเสียทรงอีกมากที่เลือกให้นมผงแทนนมจากเต้า ขณะเดียวกันก็มีคุณแม่มือใหม่จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมแม่ ทั้งเอาลูกเข้าเต้าไม่เป็น ลูกดูดแต่หัวนมปากไม่ครอบลานนม หัวนมแตก และอีกสารพัด

“เอ่อ...” แม่ลูกอ่อนสาวแสนสวยอึกอัก แววตามีแต่ความรู้สึกผิด เขาคิดว่าเธอเธอคงจะมีปัญหาจึงก้มมองเต้านมคู่โตภายใต้เสื้อยืดสีเทา แม้เสื้อยืดจะตัวโคร่ง แต่เต้านมนั้นอวบเต่งตึงอย่างกับลูกส้มโอ

“ดูแล้วคุณแม่น่าจะนมคัดนะ มีปัญหาเรื่องการให้นมบุตรใช่ไหม ไม่เป็นไร... เดี๋ยวผมจะให้คุณเข้าคลินิกนมแม่ ที่นั่นจะมีพยาบาลสอนเรื่องการให้นมแม่อย่างถูกวิธี คุณรู้ไหมว่านมแม่จะช่วยขับสารเหลืองให้ออกมาทางอุจจาระ เด็กจะหายตัวเหลืองเร็ว” เบญจามินทร์พูดต่อไปอีก พร้อมกับก้มมองเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของเจ้าหล่อน ทารกมีผิวหน้าสีเหลือง นัยน์ตาขาวมีสีเหลืองจางๆ ให้นมเสร็จเขาจะเอาเด็กทารกเข้าตู้อบเพื่อส่องไฟทันที

“คือ... ฉันไม่ใช่แม่ของเด็กคนนี้หรอกค่ะคุณหมอ เด็กคนนี้เป็นหลานฉันเองค่ะ” ปภาวรินทร์ตอบอ้อมแอ้ม

“อ้าว แล้วคุณแม่ของเด็ก...” เขาเบิกตากว้างระคนแปลกใจ

“ไม่อยู่แล้วค่ะ”

คำตอบสั้นๆ ของสาวสวยที่คิดว่าเป็นคุณแม่ลูกอ่อนทำให้กุมารแพทย์หนุ่มนิ่งงัน จนปัญญาจะพูดต่อ เขามองเด็กด้วยความเวทนาก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้...

งั้นเต้านมที่ใหญ่ปานส้มโอของเธอก็คือเต้านมล้วนๆ ไม่ได้คัดตึงหรอกหรือนี่...!

พอคิดอย่างนั้นแล้วความรู้สึกผิดก็บังเกิดขึ้นในใจชายหนุ่ม เขากระแอมแก้อาการขัดเขินที่เผลอคิดทะลึ่งตึงตังกับหญิงสาวตรงหน้า พลางนั่งอ่านประวัติของทารกตัวน้อย

“น้องชื่ออะไรครับคุณแม่” แม้จะทราบว่าเธอไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเด็ก แต่เขาก็เผลอปากพูดออกไปอย่างนั้น ปภาวรินทร์ยิ้มแหยๆ

“ฉันไม่ใช่แม่หรอกค่ะ แต่เป็นป้าของเด็กต่างหาก น้องชื่อมะปรางค่ะคุณหมอ” เธอพูดเสียงหวานใสน่าฟังยิ่งนัก เบญจามินทร์พยักหน้ารับรู้ เขากรอกรายละเอียดลงไปในแฟ้ม

“ค่าเหลือง 20 นะครับ กินนมอุ้มเรอเสร็จแล้วเดี๋ยวเอาไปเข้าตู้อบส่องไฟเลย” คุณบอกหันไปสั่งพยาบาล

“ต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วันเหรอคะ” เธอถามสีหน้าเป็นกังวล

“น่าจะ 2-3 วัน ต้องให้ค่าเหลืองลดลงกว่านี้ ตอนนี้สารเหลืองของน้องสูงมากถ้าปล่อยไว้จะขึ้นสมอง ส่งผลให้พัฒนาการล่าช้าได้ กินนมเสร็จแล้วใช่ไหมครับ ผมจะให้พยาบาลเอาเด็กไปเจาะเลือด”

“ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป