บทที่ 9 เจ็บท้องคลอด
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เปรมนีย์เอามือกุมท้องตัวเองแน่น ความรู้สึกสับสนเริ่มบังเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว แต่พอปภาวรินทร์หันมาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทำให้เธอต้องฝืนยิ้มออกไป
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้เปรมต้องกินยาที่หมอให้มาทุกวันอย่างให้ขาดนะ เด็กจะได้สมบูรณ์แข็งแรง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าหนูในท้องนี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ปภาวรินทร์พูดอย่างเพ้อฝัน ตื่นเต้นยิ่งกว่าคนเป็นแม่แท้ๆ เสียอีก
“พี่ปรายอยากได้ผู้หรือผู้ชายล่ะคะ” เธอถาม
“พี่ได้หมด ชายก็ได้หญิงก็ได้ไม่มีปัญหา ขอให้ออกมาแข็งแรงเถอะน่า...”
“พี่ปรายดูไม่เครียดเรื่องเด็กเลยนะคะ” เปรมนีย์ถามเสียงแผ่ว
“จะเครียดทำไมในเมื่อเขาอยากจะเกิด อีกอย่างพี่เองก็อยากมีลูก ยังไงช่วงอุ้มท้องนี่เปรมก็พยายามดูแลตัวเองและอดทนหน่อยนะ พอคลอดออกมาพี่ขอเด็กคนนี้เป็นลูกพี่แล้วกันนะ” เธอขอลูกหน้าตาเฉย เปรมนัย?หลุดขำกิ๊ก
“ได้ยังไงล่ะคะ เด็กคนนี้เป็นลูกเปรมนะ เปรมต้องเป็นแม่สิ พี่ปรายจะมาแย่งเปรมเป็นแม่ไม่ได้” เธอพูดจริงจัง เพราะคิดว่าในอนาคตพี่สาวเธออาจะได้เจอผู้ชายดีๆ ที่พร้อมจะสร้างครอบครัวด้วย เธอไม่อยากให้ลูกเธอต้องเป็นภาระปภาวรินทร์ไปมากกว่านี้
“ขี้งกอะ!”
“ถ้าอยากมีลูกพี่ปรายก็หาแฟนสักคนสิคะ จะได้มาเป็นพ่อของลูก” เปรมนีย์กระเซ้าเสียงหวาน
“นี่ก็อีกคน จะให้พี่หาแฟนให้ได้เลย แฟนไม่ได้หากันง่ายๆ สักหน่อย” ปภาวรินทร์บ่น
“โธ่... พี่ปรายก็เพลาๆ เรื่องงานบ้างสิคะ มัวแต่ทำงานงกๆๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน” เปรมนีย์แหย่อีก ปภาวรินทร์ส่ายหัว เรื่องมีแฟนน่ะไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรือ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้ามีแฟนแล้วแฟนนิสัยเหี้ยอย่างวศินนี่เธอก็ไม่ไหวนะ สู้อยู่คนเดียวซะยังดีกว่า ปภาวรินทร์ได้แต่คิดเงียบๆ ในใจคนเดียวไม่พูดออกมาให้เปรมนีย์เสียใจ เธอเดินจับมือน้องสาวไปที่รถเพื่อจะไปห้างสรรพสินค้าต่อ
เสียงร้องโอดโอยของน้องสาวดังลั่นรถ รพีเหยียบคันเร่งหนักขึ้นเพื่อไปให้ถึงโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด เหงื่อเริ่มไหลซึมออกมาตามไรผม มือน้อยกำชุดคลุมท้องแน่น น้ำคร่ำแตกไหลเปื้อนเต็มชุดและขาไปหมด ไม่ต้องสาธยายถึงรถเก๋งคันงามของพี่สาว เพราะตอนนี้มันเละเทะไปหมดแล้ว
“โอย... โอ้ย... ไม่ไหวแล้ว ฮือ...” เปรมนีย์ร้องลั่น เจ็บปวดเจียนจะขาดใจตาย ตอนท้องก็ลำบากพอตัว ตอนท้องแก่ก็ลุกขึ้นเดิน นั่งไม่สะดวก แต่ตอนจะคลอดนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ปวดบีบเกร็งไปหมด เธอบิดเร่าๆ ร้องโวยวายลั่น
“อดทนหน่อยนะ อดทนหน่อย อีกนิดเดียวก็จะถึงโรงพยาบาลแล้ว” ปภาวรินทร์บอกเสียงสั่น ทั้งสงสารและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
“ไอ้ปราย ใครใช้ให้แกเลือกโรงพยาบาลที่ห่างไกลคอนโดอย่างนี้วะ ทำไมไม่เลือกโรงพยาบาลที่มันใกล้ๆ หน่อย” รพีหันมาบ่น โชคดีที่เขามาทำธุระที่กรุงเทพและแวะมาหาปภาวรินทร์ จังหวะมันได้เลยกลายเป็นสารถีให้สองสาว
“ก็ฉันคิดว่าโรงพยาบาลมันใกล้บ้านที่ฉันซื้อไว้ ตอนนั้นคิดว่าคงจะได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ที่ซื้อไว้ก่อนยัยเปรมคลอด ใครจะคิดว่ามันยังต่อเติมไม่เสร็จล่ะ” เธอว่า
“แกน่ะมันเรื่องมากไง มันจะเสร็จตั้งนานแล้วมัวแต่เติมนั่นต่อนี่กลายเป็นไม่เสร็จสักที แล้วทางไปโรงพยาบาลมันไปทางไหนต่อวะ” รพีโวยวายไม่แพ้เปรมนีย์ที่ร้องโอดโอย
“ขับตรงไปเลย ตรงไปอีก”
“โอ้ย! เปรมเจ็บ ฮือ...”
“ไกลฉิบหาย จะเหยียบแล้วนะ เกาะดีๆ” รพีเร่งความเร็วขึ้น
“เกาะดีแล้ว แกไม่ต้องเร็วขนาดนั้นก็ได้ ฉันยังอยากเห็นหน้าหลานอยู่” ปภาวรินทร์สะกิดบอกชายหนุ่ม กลัวตายก่อนที่จะได้เห็นหน้าหลาน
“ฉันกลัวมันคลอดบนรถ!” รพีตะโกนกลับมา
“โอ้ย! เจ็บ!”
“ฉันก็กลัว แล้วก็กลัวตายด้วย เบาๆ ขับเบาๆ แกอย่าลืมว่าฉันยังไม่มีผัว!” ปภาวรินทร์ตะโกนเสียงลั่นเมื่อรพีดริปรถเอี๊ยดอ๊าดเลี้ยวเข้ามายังโรงพยาบาล ปภาวรินทร์กับเปรมนีย์เผลอถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก
“ไม่ต้องห่วง ฝีมือระดับนี้แล้วไม่ทำให้แกตายก่อนมีผัวหรอก” มันยังมีหน้าหันมายิ้มแล้วยักคิ้วให้อีก ปภาวรินทร์ส่ายหน้าระอา เวรเปลเข็นรถพยาบาลเข้ามารับตัวเปรมนีย์เข้าห้องคลอด ปภาวรินทร์และรพีเดินง่วนอยู่หน้าห้องคลอดด้วยความตื่นเต้น
