บทที่ 10 ตอนที่ 10 หัวใจที่เริ่มขยับ
ตอนที่ 10 หัวใจที่เริ่มขยับ
พีชญาก้าวลงบันไดมาจากหน้าห้องเรียนด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น หน้าหวานยังคงขึ้นสีแดงระเรื่อไม่หาย ใบหน้าหล่อเหลาและสายตาอ่อนโยนของคชาเมื่อครู่ยังคงติดตาอยู่อย่างเด่นชัด เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะเดินตรงไปหาบิวที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะม้านั่งหินอ่อนใต้อาคาร
“ยัยพีช ทำไมลงมาช้าจังวะ?” บิวทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาใกล้ นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าแดงก่ำของพีชญาอย่างมีเลศนัย “แล้วทำไมหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกขนาดนั้นน่ะ อย่าบอกนะว่าโดนอาจารย์ดุมา”
“ปะ... เปล่าซะหน่อย” พีชญารีบนั่งลงข้างเพื่อน พลางใช้มือสองข้างกุมแก้มตัวเองไว้ “อาจารย์เขาแค่... แค่ชมว่าจัดเอกสารดี”
“ชมเหรอ~” บิวลากเสียงยาว ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างจับผิด “แค่ชมแล้วทำไมต้องหน้าแดงขนาดนี้ด้วยล่ะ แหม~~ ฉันละอยากจะอยู่ในห้องตอนแกคุยกับอาจารย์สองต่อสองจริงๆ เลย อยากรู้ว่าอาจารย์คชาผู้เย็นชาชอบชักสีหน้าดุใส่คนอื่น เขาใช้เสียงแบบไหนพูดกับแกกันแน่”
“เลิกแซวได้แล้ว” พีชญาโวยวายแก้เขิน ยื่นมือไปบิดแขนเพื่อนเบาๆ “ไปกินข้าวกันเหอะ หิวจะแย่อยู่แล้วเนี่ย”
“จ้าๆ คุณเพื่อน ไปกินข้าวใต้ตึกวิศวะกัน วันนี้ป้าร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านโปรดแกมาขายด้วยนะ” บิวหัวเราะร่า คว้ากระเป๋าแล้วชวนเพื่อนเดินไปยังโรงอาหารทันที
ระหว่างทางเดินข้ามฝั่งไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ แดดเที่ยงวันส่องสว่างกระทบลงมา พีชญานึกถึงคำพูดของชายหนุ่มเรื่อง ‘เค้กมะพร้าวอ่อน’ ในวันเสาร์นี้ขึ้นมา ความอบอุ่นก็แล่นอบอวลอยู่ในหัวใจ เด็กสาวหลุดอมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ยัยพีช... แกอมยิ้มคนเดียวอีกแล้วนะ” บิวหันมาสะกิดเบาๆ “อาการหนักแล้วนะแกน่ะ”
“เปล่าซะหน่อย!” พีชญารีบปฏิเสธเสียงสูง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าเพื่อนสนิทไปทันที
“รอฉันด้วยสิวะยัยพีช จะรีบเดินไปไหนเนี่ย!” บิวส่งเสียงตะโกนไล่หลังมาอย่างอารมณ์ดี พลางวิ่งเหยาะๆ ตามเพื่อนสนิทมาจนทันตรงทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ “โธ่ทำเป็นเดินหนี... คนมีความรักมักจะเดินไวแบบนี้ทุกคนเลยหรือเปล่านะ”
“บิว!!” พีชญาหันมาแยกเคี้ยวขู่ฟ่อ ทำตาเขียวใส่เพื่อนรัก “บอกว่าเลิกแซวได้แล้ว เดี๋ยวถ้าใครมาได้ยินเข้ามันจะดูไม่ดีนะ อาจารย์เขาเสียหายหมด”
“จ้าๆ ไม่แซวแล้วจ้ะ แม่คนดีศรีสถาปัตย์” บิวทำท่ายกมือยอมแพ้พลางหัวเราะคิกคัก “แต่แกจะปฏิเสธยังไงก็ช่างเหอะ สายตาอาจารย์ตั้งใจมองแกคนเดียวน่ะ มันไม่เหมือนสายตาที่มองนักศึกษาคนอื่นเลยสักนิด ฉันเรียนกับเขามาตั้งหลายคาบนะพีช มีคาบไหนบ้างที่เขายอมเดินมาหยุดยืนอธิบายข้างโต๊ะใครนานขนาดนั้น ไม่มี๊!!”
พีชญาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ใบหน้าหวานที่เพิ่งจะคลายความร้อนกลับมาขึ้นสีแดงซ่านอีกรอบอย่างกะทันหัน ภาพชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทที่ก้มลงเอ่ยประโยคชวนคิดลึกข้างโต๊ะเรียนของเธอเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ
‘นักศึกษาปีหนึ่งบางคน... อาจจะเคยเห็นแบบแปลนจริงของโครงสร้างนี้มาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?’
“เขา... เขาอาจจะแค่เห็นว่าฉันนั่งแถวหน้าสุดพอดีก็ได้” พีชญาพยายามหาเหตุผลมาหักล้างอย่างข้างๆ คูๆ พลางก้าวขาเดินต่อเข้าสู่เขตโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักศึกษา
“จ้าๆ เอาที่สบายใจเลยจ้ะ” บิวไหวไหล่ ก่อนจะคว้าแขนเพื่อนละลิ่วตรงไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าดัง “ป้า! เส้นเล็กต้มยำสองจานจ้า จานนึงไม่ใส่ผักชีนะป้า”
“ได้เลยจ้า รอแป๊บนึงนะ” เสียงแม่ค้าตะโกนตอบกลับมาจากหลังเตาพาให้บรรยากาศยามเที่ยงคึกคักขึ้นมาทันตา
พีชญาเดินมาทิ้งตัวนั่งลงตรงโต๊ะม้านั่งยาว หยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดทำความสะอาดโต๊ะให้เพื่อนอย่างเคยชิน
ทว่าในหัวกลับไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ความหิวเลยสักนิด นัยน์ตากลมโตแอบปรายมองไปยังโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ ใจนึกอยากจะหยิบขึ้นมาดูว่ามีข้อความแจ้งเตือนอะไรเข้ามาหรือไม่ แต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้เพราะกลัวบิวจะจับสังเกตได้อีก
“เอ้อพีช... แล้วงานพาร์ทไทม์วันเสาร์นี้ แกต้องไปกี่โมงเหรอ?” บิวเอ่ยถามขึ้นขณะรับชามก๋วยเตี๋ยวควันฉุยมาวางบนโต๊ะ
“ก็... เก้าโมงเช้าเหมือนเดิมนั่นแหละ” พีชญาตอบ พลางหยิบพวงพริกมาปรุงรส “ทำไมเหรอบิว?”
“เปล่าหรอก แค่สงสัยว่างานเอกสารอะไรมันจะเยอะแยะขนาดนั้น อาจารย์เขาไม่มีเลขาหรือผู้ช่วยส่วนตัวเหรอ ถึงต้องมาจ้างนักศึกษาอย่างแกไปช่วยงานที่น่ะ” บิวถามพลางเคี้ยวแคปหมูกรุบกรับ
“เขาก็คงอยากได้คนที่เรียนสถาปัตย์ไปช่วยจัดนั่นแหละ มั้งนะ...” พีชญาเอ่ยตอบเสียงแผ่ว “เอกสารมันเป็นพวกแบบแปลน โครงสร้างวิศวกรรม แล้วก็สัญญาก่อสร้างเต็มไปหมด คนที่ไม่รู้เรื่องสถาปัตย์เลยคงจัดแยกประเภทลำบาก”
“อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงเลือกแก ท็อปของรุ่นนี่เอง” บิวพยักหน้าเข้าใจ “แต่นึกๆ ดูแล้ว อาจารย์คชาเนี่ยโคตรโหดเลยนะ ตอนสอนหน้าอย่างนิ่ง ตานี่คมเหมือนพร้อมจะหักคะแนนทุกคนที่ปริปากคุย ขนาดพวกรุ่นพี่ยังกลัวเขากันหัวหด แล้วแกไปทำงานกับเขาแบบนั้น ไม่เกร็งแย่เหรอวะ”
พีชญาหลุดยิ้มออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึง ‘ความโหด’ ของอาจารย์ผู้สอน... ที่พออยู่หลังประตูห้องเพนต์เฮาส์แล้ว กลับกลายเป็นเจ้านายขี้แกล้ง ชอบกวนประสาท และคอยเลี้ยงขนมเธออยู่เรื่อย
“กะ... ก็เกร็งช่วงแรกๆ อะ” พีชญาเอ่ยกลบเกลื่อน “แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ เขาก็ไม่ได้ดุขนาดนั้นหรอก ออกจะ... ใส่ใจรายละเอียดงานดีด้วยซ้ำ”
“อื้อหือ... มีการอวยเจ้านายซะด้วย” บิวยิ้มแซว ก่อนจะลงมือกินก๋วยเตี๋ยวต่ออย่างหิวโหย
#เวลา 13:14 น.
บรรยากาศในห้องสตูดิโอยามบ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นักศึกษาปีหนึ่งหลายชีวิตต่างจับจองพื้นที่บนโต๊ะวาดแบบยาว บางคนนั่งตัดกระดาษ บางคนนั่งเขียนแบบสเกตช์ เสียงคัตเตอร์กรีดลงบนแผ่นกระดาษชานอ้อยดังเป็นระยะๆ
พีชญานั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลสูง มือเล็กถือคัตเตอร์กรีดตัดแผ่นกระดาษความหนา 3 มิลลิเมตรอย่างระมัดระวัง เพื่อทำโครงสร้างจำลองอาคารสูงส่งในวิชาของอาจารย์คชาสำหรับอาทิตย์หน้า
“โอ๊ย~~ ยัยพีช กระดาษบ้านี่มันจะหนาไปไหนเนี่ย!” บิวเอ่ยบ่นอุบอิบ พลางสบถเบาๆ แล้วสะบัดมือที่เริ่มแดงก่ำ “ฉันกรีดจนเจ็บมือไปหมดแล้วเนี่ย กรีดเท่าไหร่ก็ไม่ขาดสักที”
“ใจเย็นๆ สิบิว” พีชญาหันไปมองเพื่อนยิ้มๆ “อย่าไปเค้นแรงกดเยอะสิ ค่อยๆ เอาคัตเตอร์กรีดซ้ำย้ำๆ ที่รอยเดิมหลายๆ รอบเอา ถ้าแกยิ่งเค้นแรงกด มือแกจะยิ่งระบม แถมขอบกระดาษมันจะเบี้ยวด้วยนะ”
“เทคนิคดีว่ะ แกไปรู้มาจากไหนเนี่ย ปกติเห็นกรีดทีเดียวถูๆ ตลอด”
“กะ... ก็มั่วๆ เอา ลองทำดูแล้วมันได้ผลน่ะ” พีชญาเอ่ย พลางก้มหน้าก้มตาตัดกระดาษในมือต่อ
ครืด~~ ครืด~~
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกล่องอุปกรณ์ ทำเอาพีชญาถอนหายใจออกมาเบาๆ เด็กสาวละสายตาจากงานตรงหน้าแล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู และเมื่อเห็นชื่อ ‘คุณคชา’ ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ หัวใจดวงน้อยก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง
พีชญาปรายสายตามองบิวที่กำลังง่วนอยู่กับการใช้ไม้บรรทัดเหล็กวัดสเกลกระดาษ ก่อนจะค่อยๆ ถดตัวลงจากเก้าอี้สตูล แล้วเดินเลี่ยงออกไปรับสายตรงบริเวณระเบียงริมหน้าต่างทางเดินที่เงียบสงบ
“สวัสดีค่ะอาจารย์” พีชญากรอกสายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
(ทำอะไรอยู่) น้ำเสียงทุ้มต่ำดังผ่านมาจากปลายสายทันที
(เสียงดูเบาๆ อยู่ที่ไหน?)
“หนูอยู่ในห้องสตูดิโอค่ะ กำลังทำโมเดลโครงสร้างจำลองส่งวิชาของอาจารย์สัปดาห์หน้าไงคะ” พีชญาเอ่ยตอบ พร้อมยืดตัวบิดไล่ความเมื่อยล้าที่หลัง “เดินเลี่ยงออกมาคุยตรงระเบียงค่ะ ในห้องคนเยอะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังลอดมา
(ทำนานหรือยัง)
“ก็... ทำหลังกินข้าวเสร็จค่ะ” พีชญาเอ่ยตอบ “แผ่นชานอ้อยตัดยากมากเลยนะคะ หนูทำตามที่อาจารย์บอกแล้ว ค่อยๆ กรีดซ้ำย้ำๆ แต่มันก็ยังเมื่อยมืออยู่ดีนั่นแหละค่ะ”
(บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าหักโหม) เสียงปลายสายติดดุขึ้นมาเล็กน้อยตามนิสัย
(ถ้าวันเสาร์นี้เธอมาแล้วหน้าซีดเป็นไก่ต้ม หรือมือเจ็บจนหยิบจับอะไรไม่ได้ ฉันจะสั่งให้นอนพักอย่างเดียว ไม่ต้องจับเอกสารสักแผ่น)
พีชญาหลุดขำออกมาเบาๆ กับความเผด็จการแฝงความห่วงใยของเขา
“อาจารย์อ่ะ! หนูไปทำงานรับค่าจ้างนะ ไม่ได้ไปนอนเล่นซะหน่อย แล้วถ้าหนูนอนพักอย่างเดียว อาจารย์จะหักเงินค่าจ้างหนูไหมล่ะคะ”
(ไม่หัก) คชาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
(แต่ผมจะคิดค่าบริการเพิ่ม)
“ค่าบริการอะไรคะ?” พีชญาถามกลับอย่างซื่อๆ
(ค่าบริการที่ผมต้องคอยดูแลยัยเด็กแสบที่ไม่รู้จักดูแลตัวเองไง)
ใบหน้าหวานของพีชญาร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีราวกับมีใครเอาไฟมาลน ประโยคเรียบๆ แต่น้ำเสียงอ่อนโยนของเขากระแทกเข้ากลางหัวใจดวงน้อยเข้าอย่างจัง มือบางที่ถือโทรศัพท์เริ่มเกร็งขึ้นมาทันตา
“อาจารย์พูดจาเลอะเทอะอีกแล้วนะคะ” พีชญาเอ่ยโวยวายแก้เขิน “หนูดูแลตัวเองได้ดีหรอกน่า ไม่ได้ป่วยซะหน่อย”
(ให้มันจริงเถอะ... เย็นนี้อย่าดึกมากล่ะ ทำเท่าที่ทำไหว แล้วกลับไปพักผ่อนซะ)
“ทราบแล้วค่ะ... อาจารย์ก็อย่าทำงานจนลืมกินข้าวเย็นนะคะ” พีชญาเอ่ยบอกเสียงนุ่มลงด้วยความห่วงใย
ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
(อืม... ขอบใจ ไปทำงานต่อได้แล้ว ยัยเด็กแสบ)
“ค่ะ”
พีชญากดตัดสาย พลางยืนถือโทรศัพท์แนบอกอยู่อย่างนั้นอยู่นาน รอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้าโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด
