บทที่ 5 ตอนที่ 5 หนูถังแตก
ตอนที่ 5 หนูถึงแตก
#เวลา 16:45 น.
หลังจากที่เลิกเรียนแล้ว กลับมาถึงหอพักแล้ว ก็ขอหาอะไรรองท้องสักหน่อย เพราะเมื่อช่วงเที่ยงเธอยังไม่ทันจะได้ทานอะไรเลยนอกจากชานมไข่มุกที่บิวซื้อมาให้
“ข้าวไข่เจียวจานนึงค่ะป้า”
พีชญาเอ่ยสั่งอาหาร ดวงตากลมโตคู่สวยก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เปิดแอปพลิเคชันธนาคารค้างไว้ ตัวเลขยอดเงินคงเหลือในบัญชีแสดงเด่นหราจนน่าใจหาย
× ยอดเงินคงเหลือ : 120.45 บาท ×
“แกกินแค่นั้นจะไปอิ่มอะไรยะชะนี สั่งต้มยำสั่งผัดกะเพรามาแจมกันสิ” บิวที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอ่ยทัก พลางจิ้มหมูกรอบเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ้ย
“ฉันไม่ค่อยหิว ช่วงนี้ไดเอทอยู่” พีชญาเอ่ย พลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนสนิท
“ไดเอทกับผีน่ะสิ ผอมจนซี่โครงจะเดินได้อยู่แล้ว” บิวหรี่ตาอย่างจับผิด “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า สภาพแกดูเหมือนคนอมทุกข์มาสามวันแล้วนะ เรื่องโปรเจกต์อาจารย์คชาเหรอ”
“ไม่มีอะไรจริงๆ รีบกินเลย” พีชญารีบเอ่ยตัดบท พลางหลบสายตาจับผิดของเพื่อน
ความจริงแล้วเธอกำลังเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกครั้งใหญ่ในชีวิต...
เงินที่บ้านส่งมาให้เดือนนี้หมดเกลี้ยงไปกับค่าอุปกรณ์ตัดโมเดล ค่ากระดาษชานอ้อย และค่าน้ำยาซักแห้งเสื้อสูทของอาจารย์คชาเมื่อสัปดาห์ก่อน พอก้มหน้าก้มตาโทรไปขอเพิ่มจากแม่เมื่อคืน คำตอบที่ได้กลับมาทำเอาเธอจุกจนพูดไม่ออก
‘บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เรียนที่เชียงใหม่ใกล้บ้าน ดื้อดึงจะไปเรียนกรุงเทพเอง ค่าครองชีพมันแพงแม่เตือนแล้วไม่ฟัง ถ้าเงินไม่พอใช้ก็กลับมาเรียนที่บ้าน หรือไม่ก็แต่งงานกับลูกชายไร่ส้ม!’
คำขาดของผู้เป็นแม่ทำให้เธอเลือกที่จะเงียบและปฏิเสธคำช่วยเหลือ เธอยอมอดตายดีกว่าต้องถูกบังคับให้กลับไปแต่งงานกับคนไม่ได้รัก แต่ปัญหาคือ... อีกสองสัปดาห์จะถึงกำหนดจ่ายค่าหอพักรวมถึงค่าเทอมงวดถัดไป เงินแค่ร้อยกว่าบาทในบัญชีจะไปทำอะไรได้
“บิว...แถวนี้มีงานพาร์ทไทม์อะไรแนะนำบ้างไหม?” พีชญาเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“งานพาร์ทไทม์เหรอ แกจะทำไปทำไมยะ บ้านแกออกจะรวย” บิวเลิกคิ้วสูงสงสัย ลูกสาวไร่ส้ม จะมานั่งอดหลับอดนอนทำงานพาร์ทไทม์ทำไม
“ฉันอยากหาประสบการณ์น่ะ อยากพึ่งพาตัวเองดูบ้าง”
“อืม...ถ้าพาร์ทไทม์แถวนี้ก็มีร้านกาแฟหน้ามอแหละ แต่ค่าแรงชั่วโมงละสี่สิบบาทนะแก ทำตาเหลือกทั้งวันได้ไม่กี่ร้อยหรอก ไม่พอค่ากระดาษตัดโมเดลแกหรอกชะนี” บิวเอ่ยร่ายยาว พลางถอนหายใจ
“หรือไม่งั้น...ก็พวกงานกลางคืน พวกเด็กเสิร์ฟตามผับตามบาร์ แบบนี้ได้เงินเยอะดี ได้ทิปด้วยนะ แต่มันก็อันตรายอยู่ดี”
คำพูดของบิวทำให้พีชญายิ่งมืดแปดด้าน ความเครียดสะสมจนทำให้หัวใจดวงน้อยเริ่มห่อเหี่ยวลงไปอีก
#วันต่อมา
#ห้องพักครูชั้นสาม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขออนุญาตค่ะอาจารย์”
พีชญาเดินถือแฟ้มงานสเก็ตช์ดีไซน์เข้ามาในห้องทำงานของชายหนุ่มตามหน้าที่ วันนี้เธอสวมชุดนักศึกษาเรียบร้อย แต่ใบหน้าหวานกลับดูไม่สดใสเหมือนก่อน
ดวงตากลมโตที่เคยสดใสตอนนี้กลับดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด แถมร่างกายยังดูซูบลงไปนิดจนคนตัวโตที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานจับสังเกตได้ทันทีที่เธอก้าวเข้ามา
คชาละสายตาจากคอมพิวเตอร์ จ้องมองเด็กสาวตรงหน้าทันที
“วางงานไว้ตรงนั้นแหละ แล้วเป็นอะไร ทำไมหน้าซีดเหมือนคนไม่มีแรง?”
“เปล่าค่ะ หนูสบายดี แค่นอนน้อยค่ะ” พีชญาเอ่ยตอบเสียงเบา พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นอนน้อยหรือไม่ได้กินข้าว?” คชาเอ่ยถามเสียงเข้ม ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ สายตาเข้มกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ผอมลงไปหรือเปล่า แก้มป่องๆ วันก่อนหายไปไหนหมด”
“หนูไดเอทค่ะอาจารย์ ผู้หญิงเขาก็อยากผอมกันทั้งนั้นแหละค่ะ” พีชญาเถียงข้างๆ คูๆ พร้อมก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ
“อย่ามาโกหก” คชาขยับเข้ามาประชิดตัวเธอทันที มือหนายื่นไปจับต้นแขนเรียวเบาๆ สัมผัสอุ่นและกลิ่นหอมสะอาดที่คุ้นเคยโชยเข้าจมูก แต่คราวนี้พีชญากลับรู้สึกหน้ามืด จนต้องเซไปซบแผ่นอกแกร่งของเขาอย่างเสียหลัก
“พีชญา!” คชาร้องเสียงหลงทันที ท่อนแขนแกร่งรีบโอบเข้าที่เอวเล็กของเธอไว้ทัน เพื่อไม่ให้ร่างเล็กลงไปกองกับพื้น แผ่นอกกว้างรองรับเธอเอาไว้เต็มอ้อมแขน “เป็นอะไร เวียนหัวเหรอ?”
“หนู...หนูหน้ามืดนิดหน่อยค่ะ ขอโทษค่ะอาจารย์” พีชญาเอ่ยน้ำเสียงติดๆ ขัดๆ ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อด้วยความอาย เธอพิงอกเขาอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น พอตั้งสติได้ จึงพยายามดันตัวออกห่าง “หนูยืนไหวแล้วค่ะ ปล่อยหนูเถอะ”
คชาผ่อนแรงแขนออกแต่ยังคงจับไหล่เธอไว้ สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเธอด้วยความเป็นห่วง “บอกความจริงฉันมา เธอกำลังมีปัญหาอะไร อย่าให้ฉันต้องไปหาคำตอบเอง”
พีชญาเม้มริมฝีปากแน่น ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เธอไม่อยากพูดเรื่องปัญหาของเธอกับเขา อีกอย่างเขาก็แค่อาจารย์ที่เพิ่งรู้จักกัน
“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ หนูแค่เครียดเรื่องงาน”
“เครียดเรื่องงาน หรือเรื่องเงิน?” คชาเอ่ยพูด พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนแฟ้มงานขึ้นมาดู “แอปธนาคารเธอเปิดค้างไว้ตอนที่เธอเดินเข้ามา”
พีชญาตาโต รีบตะครุบแย่งโทรศัพท์คืนมาทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“อาจารย์ละลาบละล้วงเกินไปแล้วนะคะ เงินหนูจะเหลือเท่าไหร่ก็เรื่องของหนู”
“แต่มันเป็นเรื่องของฉัน ถ้าลูกศิษย์ต้องมาอดตายหรือหน้ามืดล้มพับในห้องทำงานฉัน” คชากอดอกมองคนตรงหน้า ทว่าในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นเด็กสาวดื้อรั้นคนนี้ต้องทนลำบาก “ที่บ้านไม่ส่งเงินให้ หรือเงินหมดไปกับอะไร?”
เมื่อโดนต้อนจนมุม พีชญาขอบตาแดงระเรื่อ น้ำตาที่อัดอั้นมาหลายวันเริ่มเอ่อคลอจนจะล้นออกมา
“หนูดื้อมาเรียนที่กรุงเทพเองค่ะ ที่บ้านเลยดัดหลัง ส่งเงินมาให้แค่ครึ่งเดียว ถ้าเงินไม่พอ แม่จะให้หนูกลับไปอยู่ที่เชียงใหม่ค่ะ”
“แล้วทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่” คชาเอ่ยถาม
“ก็ความฝันไงคะ เพราะฉะนั้นหนูถึงต้องทน หนูยอมอดข้าว ดีกว่าเดินไปไม่ถึงฝัน” พีชญาปล่อยโฮออกมาทันที พลางยกมือเช็ดน้ำตา
คชามองเด็กสาวตรงหน้าที่ร้องไห้จนตัวโยน ความเคร่งขรึมในตอนแรกหายไปจนหมด เหลือเพียงความสงสารและเห็นใจ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงทิชชูส่งให้กับเธอ
“เช็ดน้ำตาซะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง คชาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักหยิบสมุดเช็คเงินสดและปากกาขึ้นมาทันที
“อาจารย์จะทำอะไรคะ?” พีชญาเอ่ยถาม พลางสะอื้นไห้
“ฉันจะเซ็นเช็คให้เธอ เอาไว้กินแล้วก็ติดตัวไว้” คชาเอ่ยบอก พลางตวัดปากกาเขียนตัวเลขลงไปในสมุดเช็ค
“ไม่เอาค่ะ หนูไม่รับ!” พีชญารีบเอ่ยปฏิเสธทันที “หนูไม่รับเงินช่วยเหลือจากอาจารย์ค่ะ หนูมีศักดิ์ศรีพอค่ะ”
มือหนาที่จับปากชะงักทันที เขาหันกลับมามองใบหน้าหวานที่กำลังฉายแววดื้อรั้นอย่างชัดเจน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ลึกๆ ในใจ
เด็กนี่ศักดิ์ศรีค้ำคอจริงๆ แฮะ แต่คนอย่าง คชา ภานุ ถ้าอยากจะเปย์ ใครก็ห้ามไม่ได้ และเขามีวิธีที่เนียนกว่านั้น
“แล้วใครบอกว่าฉันจะให้เธอแบบฟรีๆ” คชาปิดสมุดเช็ค พร้อมกับเดินกลับมาหาเธอ “ฉันเป็นอาจารย์ ไม่ได้มีนโยบายแจกเงินฟรี”
“อาจารย์หมายความว่ายังไงคะ?”
“ฉันกำลังจะเปิดไซต์งานโครงการบ้านจัดสรรแห่งใหม่ของบริษัทคชาการโยธา และฉันกำลังขาดผู้ช่วยผู้ประสานงาน คอยช่วยจัดเก็บเอกสารแบบแปลน ตรวจสอบความเรียบร้อยของโมเดลอ้างอิง และ...ทำหน้าที่จดบันทึกเวลาฉันลงตรวจงาน” คชาเอ่ยอธิบายยาวๆ ใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แม้แต่น้อย
“ผู้ช่วยอาจารย์ งานแบบนั้นหนูทำได้เหรอคะ?”
“ทำไมจะไม่ได้ งานเอกสารทั่วไป ไม่ต้องใช้ความรู้สูงอะไรขนาดนั้น แต่ได้เงินเดือนดี เดือนละสองหมื่นบาท” คชาเสนอตัวเลขที่ทำเอาร่างเล็กตาโตทันที
“สองหมื่น!! งานพาร์ทไทม์อะไรได้สองหมื่นคะ ร้านกาแฟยังได้ชั่วโมงละสี่สิบเอง”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่แจกเงินฟรี สองหมื่นนี่คือรวมค่าทำงานล่วงเวลา และค่ารองรับอารมณ์เวลาฉันดุด้วย เพราะทำงานกับฉัน... ฉันโหดกว่าในห้องเรียนสิบเท่า คิดดูให้ดีนะ พีชญา ศักดิ์ศรีของเธอ... กับการต้องกลับเชียงใหม่ไป อะไรมันสำคัญกว่ากัน?”
คำขู่แกมบังคับของเขาทำให้พีชญานิ่งไป สมองน้อยๆ เริ่มประมวลผลอย่างหนัก
เงินสองหมื่นบาทมันช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างของเธอได้ทันที แถมยังได้ประสบการณ์ทำงานจริงอีกต่างหาก ถึงเขาจะดุ จะปากร้าย แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายเธอเลยสักครั้ง
“ทำงานจริงใช่ไหมคะ ไม่ใช่จ้างหนูไปนั่งเฉยๆ นะ” พีชญาเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ทำจนเธออยากจะร้องไห้ วันละสามรอบแน่นอน” คชาคลี่ยิ้มกวนๆ พร้อมกับยื่นมือหนาออกมาตรงหน้า “ตกลงจะทำไหม ยัยเด็กแสบ”
