บทที่ 1 บทนำ
การเป็นเกย์ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า จนกระทั่งเผลอไปรักเพื่อนสนิทที่ไม่มีวันมองเรากลับในแบบเดียวกัน
ความรู้สึกทั้งหมดนี้ยังคงเก็บซ่อนเอาไว้ภายในใจตลอดหนึ่งปีเต็ม ไม่มีใครรับรู้ว่าเขาแอบชอบเพื่อนสนิทของตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นมันควงสาว ๆ มาแนะนำให้รู้จัก เขาต้องฝืนยิ้ม เพราะไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องน่าอายนี้ ทั้งที่ภายในเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
เขาได้แต่คิดในใจว่า…คนที่ยืนข้าง ๆ มันเป็นกูบ้างได้ไหม
สักวันก็ยังดี
แต่แล้วจะโทษใครได้เล่า ในเมื่อเขาเองคือคนผิดที่ปล่อยใจให้หวั่นไหวกับเพื่อนสนิท ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ควรเลยสักนิด
คีย์ หรือ คีรินทร์ วงศ์ชัยกุลเกียรติ นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ปีที่หนึ่ง มีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ดเซนติเมตร รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดแบบคนไม่ค่อยออกแดด ใบหน้าหล่อแบบคนเอเชียผสมตะวันตก จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง เส้นผมหยักศกนิด ๆ ทำให้ดูดีเป็นอย่างมาก
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บรรดาสาว ๆ เข้าหาเท่าที่ควร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าคีรินทร์ไม่ใช่คนรวยอะไร ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แถมยังต้องทำงานส่งตัวเองเรียนอีกต่างหาก พวกเธอจะไม่ยอมเอาตัวเองมากัดก้อนเกลือกิน เพียงเพราะอยากได้ผู้ชายหล่อ ๆ เด็ดขาด
แต่มันก็ไม่ใช่จะมีผู้หญิงเห็นแก่เงินไปเสียหมด เพราะคนดี ๆ ที่มองข้ามเรื่องฐานะก็ยังพอมีบ้าง หลายครั้งที่คีรินทร์พยายามเข้าหาผู้หญิง หวังจะสานสัมพันธ์เพื่อลืมไอ้เวรนั่น แต่สุดท้ายในจังหวะที่กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม ภาพใบหน้าของเพื่อนสนิทที่เขาคิดไม่ซื่อก็ดันฉายชัดขึ้นมาในหัว ทำให้เขาต้องรีบใส่เสื้อผ้าแล้วหนีกลับห้องอย่างรวดเร็ว
รู้สึกผิดต่อพวกเธอมาก แต่มันไปต่อไม่ได้จริง ๆ
เวลาต่อมาเขาก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมาอีก ทว่าครั้งนี้เขาลองไปนอนกับผู้ชายคนอื่นดูบ้าง แต่ก็นั่นแหละ…คนมันไม่ชอบก็ไม่อยากจะเสียตัวไปกับใครง่าย ๆ สุดท้ายบทสวาทอันเร่าร้อนก็ต้องยกเลิกกลางคันเหมือนเดิม
ซึ่งมาลองคิดดูดี ๆ แล้ว ไอ้คนที่เขาแอบชอบนั้น แม่งไม่ได้มีอะไรให้น่ารู้สึกดีด้วยเลยสักนิด
อ่า…ก็แค่หล่อ ฐานะดี ใส่ใจ ดูแลเพื่อนเก่ง แล้วพอเวลามานอนที่ห้องก็ชอบมากอดตอนหลับอีกต่างหาก
ดูมันทำซิ…จะไม่ให้เขาหวั่นไหวได้อย่างไร
ตั้งแต่คีย์มาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว เขามีเพื่อนสนิททั้งหมดสี่คน
หนึ่งเลยชื่อว่าตันหยง ชื่ออาจจะดูหวานไปเสียหน่อยแต่ฟังไม่ผิดหรอก เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวของกลุ่ม มีรูปร่างหน้าตาสะสวย ชอบมัดผมหางม้ามาเรียนเกือบทุกวัน แถมยังมีนิสัยห้าวหาญเหมือนผู้ชายไม่มีผิด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมีรสนิยมชื่นชอบผู้ชาย อยากได้ใครก็รุกจีบเข้าแบบไม่สนสี่สนแปดเลยว่าตัวเองควรจะรักษากิริยาเอาไว้บ้าง
คนที่สองมีชื่อว่าเฟิง ไอ้นี่เป็นหนุ่มลูกครึ่งจีน ได้เชื้อจีนมาจากพ่อเต็ม ๆ มันหน้าตี๋ ผิวขาวอย่างกับหิมะ ขาวกว่าเขาเสียอีก แต่ตัวสูงกว่ามาก ถึงได้เป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ เพราะบ้านรวยมาก พ่อทำธุรกิจระหว่างประเทศ
แต่มีสันดานเจ้าชู้ เอาไม่เลือกหน้า ซึ่งเขาก็ไม่รับประกันเหมือนกันว่ามันจะติดโรคมาบ้างหรือเปล่า เพราะไอ้เวรนี่สดอย่างเดียว ไม่เคยป้องกันอะไรเลย
เขาด่าจนปากจะฉีกถึงรูหู เคยฟังซะที่ไหน
ส่วนคนที่สามมีชื่อว่าสมยศ ชื่อโบราณไม่พอ หัวยังโบราณอีกต่างหาก เขาไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่ามันสุ่มเลือกคณะเรียนหรือเปล่า เพราะมาเรียนแต่ละวันต้องหวีผมเรียบแปล้ ใส่แว่นหนาเตอะจนบดบังความหล่อไปจนหมดสิ้น ทั้งที่ก็ไม่ใช่คนขี้เหร่อะไร ที่สำคัญชอบสะพายย่ามพระสีเหลืองเหมือนเป็นเด็กวัด แถมยังห้อยลูกประคำเอาไว้ที่คออีกต่างหาก
สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ มันพกยันต์กันสาวเอาไว้ด้วย อารมณ์เหมือนพระไม่แตะต้องสีกาทำนองนั้น แต่คีรินทร์เคยบอกเอาไว้ว่าการที่ผู้หญิงไม่เข้าหา ไม่ใช่เพราะยันต์ที่มันใช้ แต่เป็นเพราะพฤติกรรมแปลก ๆ ของมันต่างหาก
คนบ้าอะไร เวลาว่าง ๆ ระหว่างรอเรียนชอบเดินจงกรม นั่งสมาธิ จนบางครั้งเขาเองยังรู้สึกขัดใจ อยากด่าเหลือเกินว่ามึงไปบวชเรียนไหม ท่าจะเหมาะกว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์
คนสุดท้ายเป็นใครที่ไหนไปไม่ได้ นอกเสียจาก ไทป์ หรือ ปรเมศวร์ อัครเดชานนท์ มันมีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร เสริมบุคลิกให้ดูโดดเด่น ทั้งหล่อ ทั้งรวย มีดีกรีเป็นถึงลูกเจ้าของบริษัทนำเข้าและส่งออกสินค้าที่รวยเป็นระดับต้น ๆ ของประเทศ สาว ๆ ทั้งนอกและในมหา’ลัยตามกรี๊ดราวกับว่ามันคือดาราท่านหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
ถามว่าไอ้ไทป์หล่อไหม เขาก็ไม่ปฏิเสธ
ใช้คำว่าโคตรของโคตรหล่อ
ใครสวยหน่อยไอ้ไทป์ก็รีบกดเบอร์ให้อย่างรวดเร็ว เรื่องความเจ้าชู้พอ ๆ กับไอ้เฟิงเลย หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ไม่ต่างกับพวกล่าแต้ม เพราะในมหาวิทยาลัยมีกี่คณะ มันฟันมาทุกสาขาแล้ว แต่ดีหน่อยที่รู้จักป้องกันตัวเอง
และใช่…ไอ้เวรนี่แหละ เป็นคนที่เขาแอบชอบ และไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบอกความในใจออกไป
น่าสมเพชดีไหมล่ะ แอบชอบเขาเอง เจ็บเองนักเลงพอ ทั้งที่คุณชายปรเมศวร์ไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฉุดดึงความสนใจของคีรินทร์ที่กำลังนั่งเหม่อมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างในช่วงโพล้เพล้ให้หันกลับมา เขาหยิบมือถือขึ้นมาเห็นหน้าจอปรากฏชื่อของเพื่อนในกลุ่ม แต่แทนที่เขาจะดีใจกลับถอนหายใจออกมาดังยืดยาว
“บอกว่าไม่ไปไง กูจะอ่านหนังสือ ไม่ต้องโทรมาตามอีก” คีย์รีบชิงพูดตัดบทโดยไม่ต้องรอให้เพื่อนชักชวน เพราะเสียงเพลงที่ดังแว่วเข้ามาในสายก็บ่งบอกได้ดีว่าตอนนี้พวกมันกำลังอยู่ร้านเหล้าที่ไหนสักแห่ง
[เดี๋ยวสิวะไอ้คีย์ ฟังกูก่อน] เสียงแหลม ๆ ของหญิงสาวตะโกนเข้ามาด้วยความร้อนรน เธอคือตันหยง และดูเป็นคนค่อนข้างมีเหตุผลสุดแล้ว คงจะมีธุระด่วนจริง ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่โทรมาเอาป่านนี้
“มีอะไรก็รีบพูดมา”
[ไอ้ไทป์มีเรื่องว่ะ มันกำลังจะถูกกระทืบ]
“เหี้ย! ที่ไหน!?” ราวกับลืมคำปฏิเสธที่เคยเอ่ยไว้จนหมดสิ้น ในตอนนี้คีรินทร์รีบก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้า คว้ากางเกงขายาวที่แขวนอยู่มานุ่งทับกางเกงขาสั้นที่ใส่เอาไว้ก่อนแล้ว ในขณะที่บ่าข้างหนึ่งยังคงเหน็บโทรศัพท์แนบหูไว้ไม่ห่าง
[ร้านเหล้าหลังมอ ที่เดิมเลยมึง]
“แล้วไอ้เฟิงล่ะ”
[ตีหรี่…กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม]
