บทที่ 2 บทนำ 2
“ไอ้สมยศล่ะ”
[ฉิบหาย! แม่งนั่งท่องยุบหนอพองหนออยู่ข้าง ๆ กูเนี่ย กูไม่กระทืบให้หน้ามันยุบแทนก็บุญแล้ว]
“เออ…เดี๋ยวกูรีบไป”
เพียงเท่านั้น คีรินทร์ก็รีบยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะสับฝีเท้าลงจากหอพักอย่างไม่คิดชีวิต พอคว้ามอเตอร์ไซค์ได้ เขาก็บิดคันเร่งมุ่งหน้าตรงไปยังร้านเหล้าโดยไม่ชะลอความเร็วแม้แต่น้อย
เพียงไม่ถึงห้านาทีเขาก็มาจอดรถอยู่หน้าร้าน ก่อนจะก้าวพรวดเข้าไปด้านในทันที ที่นั่นกำลังเกิดเหตุโกลาหล ผู้คนภายในร้านต่างพากันวิ่งหนีออกมาจากจุดเกิดเหตุทะเลาะวิวาทอย่างอลหม่าน
คีรินทร์ฝ่าผู้คนเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของความวุ่นวาย จนสายตาสบเข้ากับแผ่นหลังกว้างที่เขาจำได้แม่นยำ นั่นคือปรเมศวร์ เพื่อนสนิทที่เขาแอบชอบ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงัก คือภาพของคู่อริที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลเปรอะเปื้อนจนเสื้อผ้าชุ่มโชก ใบหน้าบวมช้ำเสียจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นใคร
แล้วไหนตันหยงบอกว่าไอ้ไทป์มันถูกกระทืบไงวะ
แล้วนี่คือ…เวรเอ๊ย! เสียรู้พวกแม่งอีกจนได้
หมับ!
จู่ ๆ ก็มีใครบางคนพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง คล้องแขนรอบคอเขาอย่างสนิทสนม พอหันไปมองก็พบว่าเป็นเพื่อนตัวดีทั้งสามหลอกให้มาเที่ยว ตันหยงเป็นคนโทร เฟิงไม่ได้ไปนอนกับสาว ส่วนสมยศไม่ได้นั่งสมาธิกลางร้านเหล้า แต่กลับกำลังพนมมือพลางนับลูกประคำที่ห้อยคออยู่อย่างตั้งใจ
ให้ตายเถอะ…ถ้ามึงไม่อินกับสถานบันเทิงแบบนี้ ก็ไม่ต้องฝืนตามคลื่นชีวิตชาวบ้านมาหรอก ทางที่ดีควรไปปฏิบัติธรรมเงียบ ๆ สักวัด เก็บตัวจำศีลไปเลยจะดีกว่า
“พวกมึงจะอธิบายเรื่องนี้กับกูยังไง” คีย์หันไปเลิกคิ้วมองเพื่อนทั้งสาม ในขณะที่ไทป์ยังคงกระทืบคู่อริไม่ยอมหยุด
“กูไม่ได้หลอกนะ แต่มึงดูไอ้ไทป์สิ ยังไม่หยุดกระทืบไอ้นั่นเลย ที่กูโทรตามเพราะให้มึงมาห้ามต่างหาก ก่อนที่แม่งจะตายซะก่อน” เฟิงพูดจบก็ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ พอเห็นหมัดหนัก ๆ ของไทป์เสยเข้าเต็มข้างแก้มไอ้หมอนั่นเต็มแรง เขาก็อดรู้สึกเสียววูบขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นึกภาพตามว่าถ้าใบหน้าหล่อเหลาของตัวเองต้องมีรอยฟกช้ำแบบนั้นบ้าง คงไม่กล้าโผล่หน้าไปให้สาวสวยในสต็อกเห็นอีกแน่
“ไปดิ เร็ว ๆ!” ตันหยงพูดพร้อมทั้งดันหลังเพื่อนแรง ๆ ให้เข้าไปห้ามศึกกลางวง
คีรินทร์จึงจำต้องกลั้นใจ ก้าวฉับเข้าไปห้ามเพื่อนสนิท เขารับรู้ได้ถึงความเดือดดาลและอารมณ์ที่เต็มไปด้วยโทสะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้ายังไม่หยุดมีหวังได้เป็นฆาตกรแน่ แม้ในตอนแรกไทป์จะไม่ยอม แต่ด้วยความที่คู่อริยกมือไหว้จึงได้แต่จำใจยอมให้คีรินทร์ดึงร่างออกมานั่งอยู่ในวงเหล้าราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น ส่วนไอ้คนที่ถูกกระทืบเมื่อสักครู่นี้ ถูกพนักงานหามไปส่งโรงพยาบาลแล้ว
ซึ่งสาเหตุที่ไม่ถูกไล่ออกจากร้านก็คงเป็นเพราะไทป์สนิทกับเจ้าของร้านนั่นเอง
“ไหนมึงลองบอกกูมาซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น” คีรินทร์กระดกเหล้าเข้าปากพลางถอนหายใจ ไหน ๆ ก็ถูกหลอกให้มาดื่มแล้วคงจะปลีกตัวกลับได้ยาก
“กูโสดละ” ปรเมศวร์พูดอย่างเซ็ง ๆ เขากระดกเหล้าเข้าปากไม่หยุดราวกับว่ากำลังดื่มเพื่อย้อมใจ สาเหตุที่เขากระทืบไอ้เวรนั่นก็เพราะเรื่องนี้แหละ
จะมาโทษว่าเขาแย่งแฟนมันก็ไม่ถูก เพราะตอนที่ผู้หญิงคนนั้นมาจีบก็บอกเองว่าไม่มีใคร
“เอ้า! งั้นก็ต้องฉลองดิวะ” ครั้งนี้ตันหยงเอ่ย รวมทั้งเฟิงก็รินเหล้าใส่แก้วขึ้นมารอชนเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้ ต่างจากสมยศที่เอาแต่นั่งจิบน้ำเปล่าพลางหลับตาปี๋ด้วยความหวาดหวั่น เพราะเมื่อกี้ดันเผลอไปสบเข้ากับเต้านมอวบอั๋นที่มันมาชนต้นแขนของเขาเข้าอย่างจัง
แน่นอนการโสดของปรเมศวร์ไม่มีใครตื่นเต้น เพราะทุกคนก็ดูจะชินกับเหตุการณ์นี้ไปเสียหมด ต่างจากคีรินทร์ที่ทำให้หัวใจของเขากำลังพลันสั่นไหว คล้ายความหวังที่เคยดับมอดไปก่อนหน้ากำลังกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
“หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ ไม่มอง สิ่งที่เห็นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา…”
โป๊ก!
“โอ๊ยยยยย! คุณเฟิงตบหัวผมทำไมครับ” สมยศพูดเสียงเรียบ พลางยกมือขึ้นมาจัดแต่งทรงผมให้เรียบเหมือนเดิม สถานที่บันเทิงแห่งนี้ไม่เหมาะกับเขาก็จริง แต่ก็ไม่อยากทำตัวเหมือนแกะดำไม่เข้าพวก ถือคติเพื่อนไปไหน สมยศต้องไปที่นั่น ต่อให้มีสิ่งยั่วยุ แต่ถ้าเราปฏิบัติในคำสั่งสอนก็ไม่มีทางตบะแตก
ถึงแม้นมเจ้าหล่อนเมื่อสักครู่จะใหญ่เท่าบักแตงโมก็ตาม
“เลิกทำตัวเป็นคนดีสักที เห็นแล้วหงุดหงิด”
“ต้องให้ผมทำตัวเลว ๆ เหมือนคุณเฟิงเหรอครับ ถึงจะพอใจ”
“ไอ้สมยศ มึงหลอกด่ากู”
“ผมแค่ถามเฉย ๆ นะครับ คุณเฟิงอย่าให้กิเลสครอบงำจิตใจสิครับ”
ตันหยงได้ยินถึงกับหัวเราะลั่น เฟิงถูกสมยศด่าทางอ้อม มันถึงกับหางคิ้วกระตุก
แต่ก่อนที่เพื่อนในกลุ่มจะเถียงกันไปมากกว่านี้ จู่ ๆ ร่างใหญ่ล่ำสันที่กำลังอารมณ์มาคุก็ลุกขึ้นพรวดแล้วเดินออกไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สร้างความมึนงงให้กับเพื่อนในกลุ่มเป็นอย่างมาก
“ปล่อยแม่งไปเหอะ ไอ้เหี้ยนั่นไม่ได้เสียใจหรอก แค่เสียหน้านิดหน่อยที่ถูกสาวหลอกเฉย ๆ” เฟิงส่ายหน้าไปมาโดยไม่สนใจ ในขณะที่กวาดสายตาไปรอบ ๆ ร้าน เจอหญิงสาวกำลังส่งยิ้มให้ เป็นอันรู้ว่าคืนนี้พวกเขาจะไปต่อด้วยกัน
ที่เขากล้าพูดเพราะเขากับไทป์เป็นคนประเภทเดียวกันยังไงล่ะ
เทคนอื่นได้ ส่วนสาวคนอื่นห้ามเท
“งั้นกูไปดูแม่งก่อน” คีรินทร์พูดจบก็ลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะเดินออกจากวงเหล้าเพื่อน ๆ ในกลุ่มหันมามองเขาเป็นตาเดียวราวกับว่ากำลังจับผิดอะไรบางอย่าง
“เอ่อ…กะ กูแค่กลัวมันไปฆ่าเขาตายอีก เดี๋ยวกลับมา” คีย์พูดน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ตันหยง เฟิง รวมทั้งสมยศพยักหน้า ก่อนที่คีรินทร์จะเป่าลมออกจากปาก เพราะเกรงว่าความลับที่ตัวเองเก็บเอาไว้ภายในใจนั้นจะแสดงพิรุธออกมาให้เพื่อนเห็น
เรื่องที่เขาชอบไอ้ไทป์น่ะเหรอ…น่าอายจะตายไป
หลังจากที่คีรินทร์เดินออกมาทางหลังร้าน ก็เห็นปรเมศวร์ยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว พอสบโอกาสจึงเดินเข้าไปหา พลางแย่งมวนบุหรี่ในมืออีกฝ่ายมาสูบเอาควันนิโคตินเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากปาก เขาไม่ใช่คนติดบุหรี่ แต่เพราะทำตัวไม่ถูก และแน่นอนว่าการทำแบบนี้เสมือนจูบกับไอ้เวรนี่ทางอ้อม
อ่า…ขี้ขลาดชะมัด เขาทำได้แค่นี้แหละ
“จำไม่ได้หรือไงว่ามันไม่ดี ต่อไปนี้อย่าทำให้กูเห็นอีก” ไทป์ว่าเสียงดุ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนแย่งบุหรี่ในมือของคีรินทร์โยนลงพื้น และใช้ปลายรองเท้าผ้าใบสีขาวขยี้จนไฟมอดดับ
“ทีมึงยังสูบเลย” คีย์สวนทันควัน แอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายทำให้เขามีความกล้าขึ้นมาหน่อย กล้าที่จะเดินเข้ามาหา กล้าที่จะยืนจ้องใบหน้าคมคายนั้นนาน ๆ โดยไม่กลัวว่าจะถูกจับได้
“เซ็งนิดหน่อย”
“แล้วมึงเข้าใจความรู้สึกสาว ๆ ยัง ว่าการถูกเทมันเป็นยังไง เหมือนที่มึงรู้สึกอยู่ตอนนี้ไง”
“แต่กูคิดจะจริงจังมากนะคนนี้”
“จริงจังเหี้ยอะไรไอ้ไทป์ กูเห็นมึงพูดแบบนี้มากี่คนแล้ววะ”
“ไม่รู้สิ กูรู้สึกว่าผู้หญิงเข้าใจยาก ทั้งเรื่องมาก งี่เง่า วุ่นวาย แล้วก็ชอบเช็กโทรศัพท์ด้วย ซึ่งกูไม่ชอบ มันเรื่องส่วนตัวปะวะ”
“ถ้าผู้หญิงมันน่าเบื่อขนาดนั้น มึงไม่ลองคบผู้ชายดูล่ะ”
คีรินทร์เลือกที่จะหยั่งเชิงด้วยแววตาและท่าทีที่เปลี่ยนไป แต่สุดท้ายไทป์ก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
ความเงียบระหว่างเขาทั้งสองเริ่มวังเวงมากขึ้น ดังนั้นคีรินทร์จึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ฤทธิ์แอลกอฮอล์มันสามารถทำให้เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในอก แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาเพื่อนสนิททีละก้าว…ทีละก้าว จนระยะห่างระหว่างกันแทบไม่เหลือ
คีรินทร์ยื่นมือออกไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะคว้ามือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้แน่น เหมือนจะใช้สัมผัสนั้นยืนยันความรู้สึกทั้งหมดที่เก็บไว้ในใจมาตลอด
ดวงตาของเขาสั่นระริก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ก่อนเอ่ยความในใจออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่แทบจะล้นทะลัก
“ไอ้ไทป์”
“…”
“กูชอบมึงว่ะ ชอบมานานแล้วด้วย ลองคบกับกูไหม?"
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดจากปาก คนถูกสารภาพรักก็เงียบไปอย่างน่าใจหาย
ไม่มีคำตอบ ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ มีเพียงความเงียบงันที่แผ่ซ่านทำให้เขาเริ่มรู้สึกใจไม่ดี
ความกลัวแทรกซึมเข้ามาในอกช้า ๆ เขาไม่แน่ใจว่าควรจะถอนคำพูด หรือเดินหนีไปก่อนที่จะสายเกินแก้ แต่ก็รู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เพราะถ้อยคำที่เปล่งออกไปนั้นไม่อาจย้อนกลับได้
คีรินทร์ไม่ทันรู้เลยว่า คำพูดประโยคนั้น...จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมันไปตลอดกาล
จากเพื่อนที่เคยใกล้ชิด กลับกลายเป็นความห่างเหินที่ไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
