บทที่ 3 ตอนที่ 1 ความเป็นเพื่อนเริ่มสั่นคลอน
ตอนที่ 1 ความเป็นเพื่อนเริ่มสั่นคลอน
“ตื่นได้แล้วคีย์ เดี๋ยวจะไปเปิดร้านไม่ทันนะ”
“อืม…ขออีกห้านาทีได้ไหม” คนอยู่ใต้ผ้าห่มเอ่ยเสียงงัวเงีย ทั้งที่ยังไม่ลืมตาขึ้นมามองด้วยซ้ำ ว่าตอนนี้ดวงตะวันด้านนอกมันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมาแล้วหรือยัง
“เมื่อคืนแม่ก็บอกแล้วใช่ไหมว่าให้รีบเข้านอน มัวแต่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ได้” แสงเดือนบ่นพึมพำตามประสาคนแก่ สองเท้าเดินไปหยิบของที่เตรียมขายขึ้นรถเข็นคันเก่า ๆ แม้จะดูทรุดโทรมไปหน่อย แต่ก็ยังคงแข็งแรงพอจะเป็นเครื่องมือทำมาหากินเลี้ยงปากท้องของครอบครัว และส่งเสียลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวให้ได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี
นับตั้งแต่คลอดคีรินทร์ออกมาได้เพียงเดือนเดียว โชคชะตาก็เล่นตลก เพราะจู่ ๆ สามีของเธอก็ดันล้มป่วยด้วยโรคร้าย ทำให้เธอต้องกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยไม่มีทางเลือก แม้ชีวิตจะหนักหนาสาหัสมากเพียงใด แต่เธอก็ไม่เคยยอมแพ้ เพราะยังมีอนาคตของลูกชายคอยเป็นแรงผลักดัน
คนในละแวกนี้รู้จักเธอเป็นอย่างดีในนามเจ๊เดือน แม่ค้าขายส้มตำไก่ย่าง และอาหารอีสานที่อร่อยจัดจ้านที่สุดในซอย
นอกจากแสงเดือนจะมีฝีมือปลายจวักเป็นเลิศแล้ว ปากของเธอก็จัดจ้านไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นคนพูดตรงพูดแรงอย่างไร แต่ผู้คนในละแวกนั้นก็ทราบดีว่าลึก ๆ ภายในใจของเธอนั้นเป็นคนดีมากแค่ไหน ดูจากหลาย ๆ ครั้งที่เห็นคนขอทาน หรือแม้กระทั่งคนไร้บ้านเดินผ่านหน้าร้าน เธอก็จะเรียกให้มารับอาหารโดยไม่มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
หากมองเพียงผิวเผินคงคิดว่าร้านส้มตำของเจ๊เดือนขายดิบขายดีทุกวัน แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะบางวันฝนตกหนัก บางวันมีอาการปวดหัวเข่าเรื้อรังยังคงตามมารังควานไม่เว้นวัน จนออกไปขายของไม่ได้ ทำให้รายได้ในบ้านหายวับไปกับตา
ดังนั้นคีรินทร์จึงต้องแบกรับภาระมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า นอกจากเรียนหนังสือ เขายังต้องหาเวลาว่างไปทำงานเสริมเพื่อแบ่งเบาภาระแม่ แม้เหนื่อยแทบขาดใจ แต่เขาไม่เคยปริปากบ่นสักคำเดียว เพราะหัวใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเชื่อว่าหากตั้งใจเรียนและทำงานอย่างสุดความสามารถ สักวันหนึ่งจะได้มีงานดี ๆ ทำ และเมื่อถึงวันนั้น ก็จะไม่มีวันปล่อยให้แม่ต้องลำบากอีกต่อไป
“ถ้าตื่นเมื่อไหร่ก็ตามไปแล้วกัน แม่ต้องรีบไปย่างไก่ เดี๋ยวสุกไม่ทัน”
เห็นไหมล่ะ…พูดยังไม่ทันขาดคำ แสงเดือนก็ดันรถเข็นออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังหน้าปากซอย ปล่อยให้ลูกชายหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
การที่เธอรีบออกแต่เช้ามืด เพราะกลัวจะไม่ทันพนักงานบริษัทใกล้ ๆ แถวนี้ที่ชอบหาไก่ย่างกับข้าวเหนียวไปทานก่อนเข้างาน เพราะถ้าพลาดโอกาสนี้ไปแล้ว ก็จะเสียกำไรไปเยอะทีเดียว
ทางด้านคีรินทร์ก็ไม่ได้เอาแต่นอนขี้เกียจ หลังจากสิ้นประโยคผู้เป็นแม่ ร่างที่ยังนอนอยู่คุดคู้กับเตียงก็เด้งพรวดขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนคว้าจักรยานคู่ใจรีบปั่นตามตูดคนเป็นแม่ไปอย่างรวดเร็ว
ชีวิตช่วงปิดเทอมของคีรินทร์วนเวียนซ้ำ ๆ อยู่แบบเดิมตลอดสองเดือนเต็ม หลายครั้งที่โดนแม่บ่นเรื่องติดโทรศัพท์จนเข้านอนดึกและตื่นสาย
ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ...
ก็หนีไม่พ้นการเข้าแชตกลุ่มที่มีสมาชิกอยู่ถึงห้าคน ทว่ากลับมีเพียงสี่คนที่พูดคุยกันเท่านั้น
นั่นก็คือ ตันหยง เฟิง สมยศ และตัวเขาเอง
แต่มีคนหนึ่งที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย คนที่คีรินทร์เคยเผลอสารภาพรักไปในคืนที่มึนเมาก่อนปิดเทอม ตั้งแต่นั้นมาไทป์ก็ไม่เคยเข้ามาคุยในกลุ่มอีกเลย
หรือบางที...คำพูดที่เขาพลั้งเผลอสารภาพออกไปในวันนั้น อาจจะทำให้ไทป์รู้สึกอึดอัด จนไม่กล้าแม้แต่จะตอบแชต
ซึ่งไม่ใช่แค่ในกลุ่ม แม้กระทั่งแชตส่วนตัวที่เคยทักกันอยู่เป็นประจำ ก็ดูท่าจะหนักขวาไม่มีวี่แววว่าจะตอบกลับมาเลย
.
หลายวันต่อมา…
วันรุ่งขึ้นมหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมแล้ว ถึงเวลาที่คีรินทร์ต้องเก็บเสื้อผ้า รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ยัดใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับไปเรียน
“ผมไปเรียนแล้วนะครับแม่” คีรินทร์หอบกระเป๋าเป้เดินมาบอกมารดาที่กำลังนั่งเสียบไก่อยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน
“ตั้งใจเรียนล่ะ อย่าเกเร”
“ผมรู้แล้ว แม่ก็อย่าทำงานหนักนะ”
“อืม...จะไปก็รีบไปเถอะ” สิ้นประโยคนี้ หญิงวัยกลางคนก็หายไปหลังบ้าน ดูก็รู้ว่าแอบไปร้องไห้อยู่คนเดียว
“เดี๋ยวโทรมาหาบ่อย ๆ นะ” กว่าจะได้กลับมาบ้านอีกก็คงต้องรอปิดเทอมเล็กนู่นเลย
คีรินทร์ตะโกนบอกคนเป็นแม่เสร็จ ก็หิ้วกระเป๋าเดินทางจากบ้านตรงไปยังมหาวิทยาลัย
บ้านของคีรินทร์อยู่ต่างจังหวัด ใช้เวลาเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครค่อนข้างนาน เพราะต้องนั่งรอรถประจำทางหลายต่อ กว่าจะมาถึงหอพักก็เล่นเอาบ่ายแก่ ๆ เขาทิ้งร่างอันเหนื่อยล้าลงบนเตียง พร้อมทั้งโทรไปบอกคนเป็นแม่ว่าถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้ว เพราะแกจะได้ไม่เป็นห่วง
ติ๊ง!
เสียงข้อความกลุ่มดังขึ้น คีรินทร์หยิบขึ้นมาอ่าน ไทป์ก็ยังคงไม่เข้ามาคุยเหมือนเดิม ทำเอาเพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างก็งงเป็นไก่ตาแตกว่านายปรเมศวร์หายหัวไปไหนกัน
“เฮ้อ! หรือมึงจะเกลียดกูแล้วจริง ๆ วะ” คิดได้ดังนั้นก็พลันถอนหายใจออกมายาวเหยียด ได้แต่มองช่องแชตของเพื่อนสนิทที่ไร้การตอบกลับจนน่าใจหาย
จนกระทั่งคีรินทร์ผล็อยหลับไปในที่สุด และลืมตาขึ้นมาก็เช้าวันใหม่
เป็นวันที่ทำให้คีรินทร์ตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก เพราะปรเมศวร์มายืนอยู่ตรงหน้า แต่ก็ดูท่าทางเงียบขรึมมากกว่าเดิม
แน่นอนว่า มันส่งผลให้บรรยากาศภายในกลุ่มเงียบขรึมกว่าทุกครั้งจนคีรินทร์รู้สึกได้
“มะ มึง…สบายดีปะวะ” คีรินทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ยอมรับว่ารู้สึกเกร็งเป็นอย่างมาก เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองไอ้เวรนี่ ซึ่งท่าทางเรียบนิ่งนี้ มันเกินกว่าจะคาดเดาว่าไทป์กำลังคิดอะไรอยู่
เงียบเกินไป เงียบจนน่ากลัว
พูดอะไรสักอย่างเถอะว่ะ ไอ้เวร…จะด่า จะประชด หรืออะไรก็ได้ เหมือนเมื่อก่อนที่มึงเคยทำ
หรือสงสัยกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก
“อืม…” ปรเมศวร์ตอบเพียงสั้น ๆ
ขอบใจไอ้เวร…อย่างน้อยก็ตอบ
“งั้นเหรอ…ถ้างั้นก็ดีแล้ว กูก็แค่…ไม่เห็นมึงตอบแชตเลย นึกว่ามีเรื่องอะไร”
“ไม่มีหรอก ปิดเทอมกูต้องทำงาน” ไทป์พูดเสร็จก็เดินไปนั่งเล่นมือถืออยู่ที่โต๊ะอีกตัวหน้าคณะ ทำเอาคีรินทร์เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความประหม่า ท่าทางเฉยชานั้นสามารถทำให้หัวใจของคีรินทร์เจ็บปวดมากเหลือเกิน
ไอ้เวรนี่ไม่ชอบเขาถึงขนาดตีตัวออกห่างเลยเหรอวะ
แม่ง…คงรังเกียจกูมากสินะ
“เป็นอะไรของมึงไอ้คีย์ เปิดเทอมวันแรกต้องสดใสหน่อยดิวะ” ตันหยงเอ่ยเมื่อหันมาเห็นคีรินทร์ทำหน้าเหมือนคนขี้ไม่ออก
และที่สำคัญ…เอาแต่เหม่อมองไปทางไทป์ตลอดเวลา
นั่นก็ทำให้เธอรู้อยู่แล้วว่าความรู้สึกของคีรินทร์ที่มีต่อไทป์นั้น มันมากเกินกว่าคำว่าเพื่อน
ขนาดเธอยังมองออก แล้วคนอื่นล่ะ…จะไม่รู้เชียวหรือ!?
อ้อ…เว้นสมยศไว้สักคนก็แล้วกัน
ไอ้เวรนั่นไม่รู้เรื่องอะไรหรอก นอกเสียจากลูกประคำที่อยู่บนคอว่ามีทั้งหมดกี่เม็ด
“เมื่อคืนนอนดึกเลยง่วง ๆ ว่ะ” คีรินทร์เลือกที่จะโกหกออกไป ก่อนหยิบหนังสือในกระเป๋าขึ้นมาอ่านหวังจะเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อนให้ไปทางอื่น
“ไอ้นู่นอีกตัว หายหัวไปนาน กลับมาก็กลายเป็นอินโทรเวิร์ตขึ้นมาเลย” เฟิงหมายถึงปรเมศวร์ที่ตอนนี้แยกตัวออกไปนั่งคนเดียว แม้จะอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่มันผิดปกติไง
ตามปกติแม่งต้องมานั่งข้างคีรินทร์ ทำตัวติดราวกับปาท่องโก๋
ถ้าไม่ติดว่าไอ้ไทป์เกลียดเกย์ เฟิงคงยุให้สองคนนี้ได้เสียกันเองไปแล้ว
ที่เฟิงรู้เพราะจับสังเกตหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะตอนที่มีหนุ่มหน้าหวานเข้ามาจีบ ไทป์ก็จะรีบปฏิเสธโดยไม่รักษาน้ำใจ หนำซ้ำยังรีบเดินออกห่างอย่างรวดเร็ว
และมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว มันหลายครั้งมาก ๆ จนเฟิงเริ่มมั่นใจ
อ่า…แต่เฟิงน่ะได้หมด ขอแค่มีรูให้แทงก็พอแล้ว
“ปล่อยแม่งไปเถอะ” ตันหยงส่ายหน้าไปมา ก่อนเหลือบสายตาไปเจอน้องวิศวะปีหนึ่ง ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ แถมยังมีความน่ารัก
แบบนี้จะให้ตันหยงอดใจไม่ขอเบอร์ไหวได้อย่างไร
“เดี๋ยวกูมานะโว้ย”
“จะไปไหนวะ”
“หาหนุ่มอะดิ”
“ตามสบาย แต่ไม่ต้องทำเหมือนช้างตกมันนะ เดี๋ยวน้องเขาตกใจ” หญิงสาวคนเดียวของกลุ่มไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียง เป้าหมายของเธอกำลังเดินเข้าไปในตึก ดังนั้นเธอจึงรีบวิ่งแจ้นเข้าไปจีบ โดยไม่ได้มีความเอียงอายเลยสักนิด
แต่ถึงเธอจะดูรุกหนัก ทว่าจริง ๆ แล้วเธอมีความลับอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกใคร
ใช่แล้ว…เธอยังซิง
“ช่วงบ่ายมีเรียนปะวะ” เฟิงเอ่ยถามในขณะกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบแชตสาวที่เพิ่งจีบติดเมื่อเช้านี้เอง
และดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะง่ายจนคนที่ชื่นชอบเรื่องอย่างว่าอดใจไม่ไหวเลย
“มีบ่ายโมง ไม่แหกตาดูตารางเรียนวะ” คีรินทร์ตอบเสียงแข็ง
“เซ็งฉิบหาย! วันแรกก็เรียนหนักเลย” หนุ่มตี๋ดูเวลาในโทรศัพท์ ตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงเช้า นั่นเท่ากับว่าเขามีเวลาถึงสองชั่วโมงเต็มในการทำเรื่องอย่างว่า
คิดได้ดังนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าหนุ่มลูกครึ่งจีน เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปนความหื่นกาม จนคีรินทร์รับรู้ว่าไอ้เพื่อนเวรนี่คิดจะทำอะไรต่อไป
“สมยศ…ถ้ากูมาไม่ทันจดงานเผื่อกูด้วย” เฟิงหันมาสั่งเพื่อน
“คุณเฟิงจะไปไหนเหรอครับ” สมยศตอบทั้งที่ยังคงหลับตานั่งสมาธิ
“กูจะไปตีหรี่”
“ปลง ๆ บ้างนะครับ ผมว่าคุณเฟิงหมกมุ่นเกินไปแล้ว”
“กูยังวัยรุ่น เงี่ยนก็เป็นเรื่องปกติ ถามตัวมึงเองเถอะว่าเสื่อมสมรรถภาพบ้างหรือเปล่า”
“ถ้าเราไม่ฟุ้งซ่าน ก็จะไม่ทำให้ราคะครอบงำจิตใจนะครับ” สิ้นประโยคนี้ เฟิงถึงกับถอนหายใจด้วยความระอา ใบหน้าหนุ่มตี๋ขมวดคิ้วแน่นไม่สบอารมณ์
“มึงฟังกูนะไอ้สมยศ”
“…”
“กูไม่ได้อยากมีธรรมะ กูอยากระบายความเงี่ยน”
เพียงเท่านั้น เฟิงก็เดินจ้ำอ้าวออกไปแล้ว แม้สมยศจะห้ามก็คงไม่ทัน คนอารมณ์พลุ่งพล่านต้องการปลดปล่อย ต่อให้เอาช้างมาฉุด มันก็คงไม่อยู่แล้ว
“แล้วคุณคีย์ไม่ไปไหนกับเขาเหรอครับ”
คนถูกถามชำเลืองมองเพื่อนสนิทที่แอบชอบ มันยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นเกมไม่คิดจะมาร่วมสนทนากับเพื่อนในกลุ่มเลยหรือไงวะ
เห็นทีว่าวันนี้เขาจะจิตใจฟุ้งซ่านอย่างที่สมยศบอกจริง ๆ
“ไม่ไป”
“ดีครับ…งั้นมานั่งสมาธิกับผมดีกว่า”
ปกติแล้วคีรินทร์จะปฏิเสธ แต่พอครั้งนี้เขาไม่อยากให้จิตใจว้าวุ่น ดังนั้นจึงเลือกทำตามแบบที่สมยศบอก เผื่อว่าจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
แต่ไม่เลย…เขายังคงคิดมากอยู่ตลอดเวลา
กลัวไปต่าง ๆ นานา กลัวว่าไทป์จะเกลียด กลัวว่าความสัมพันธ์ของเขาและไอ้เวรนั่นจะไม่เหมือนเดิม กลัวว่าจะเสียเพื่อนไป
จนกระทั่งเลิกเรียน เพื่อนในกลุ่มแยกตัวกลับบ้านไปกันหมดแล้ว คีรินทร์อึดอัดจนต้องเดินตามไทป์มาถึงลานจอดรถที่อยู่หลังมอ และยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปหา พลันสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวรูปร่างสวยกำลังยืนอยู่ตรงหน้าไอ้หมอนั่น
ท่าทางดูกระมิดกระเมี้ยนเหมือนหนุ่มสาวเพิ่งจีบกันไม่มีผิด
อ่า…คงเป็นสาวคนใหม่สินะ
นี่เอาอีกแล้ว ครั้งนี้คณะอะไรอีกล่ะ
ทันทีที่คีรินทร์เดินเข้าไป ปรเมศวร์ก็ยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้หญิงสาว ก่อนที่เธอจะส่งยิ้มจนดวงตาแทบปิดแล้วเดินออกไป
“ไง…จะกลับแล้วเหรอ” คีรินทร์เอ่ย พยายามอย่างมากที่จะให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม
ไม่ใช่เหมือนคนแปลกหน้าแบบนี้
“อืม…มึงมีอะไร” เดี๋ยวนี้กูจะมาหามึงต้องมีอะไรแล้วเหรอ ไอ้เวร!
“กะ กู คือ จะขอกลับด้วย”
“แต่กูต้องรีบกลับบ้าน” ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีคำว่าปฏิเสธ ตอนนี้มีข้ออ้างขึ้นมาเชียว
“มึงเป็นอะไรวะ หลบหน้าหลบตากูอยู่ได้” คีรินทร์ตัดสินใจถามออกไปตามตรง ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่แล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก”
“มึงโกหก”
“กูเปล่า”
“เพราะเรื่องวันนั้นใช่มะ วันที่กูสารภาพรักกับมึง” พลันทุกอย่างรอบข้างหยุดนิ่ง ปรเมศวร์ที่กำลังจะเปิดประตูรถยนต์ก็หยุดชะงัก นั่นก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีแล้วว่าการที่ไอ้เวรนี่ตีตัวออกห่างจากเขา ก็เพราะคำสารภาพความในใจเมื่อก่อนปิดเทอม
“งั้นกูก็จะบอกมึงตามตรง”
“…”
“ว่ากูเกลียดเกย์!”
คำพูดนั้นดังขึ้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ บาดแผลที่มองไม่เห็นแต่กลับลึกและเจ็บปวดเกินจะรับไหว สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังของปรเมศวร์ ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกผลักให้ตกลงไปในเหวลึก
ไม่มีเชือก ไม่มีมือคว้า ไม่มีแม้แต่ความหวัง
คีรินทร์ทำได้แค่ยืนนิ่ง ปล่อยให้คำพูดนั้นกัดกินหัวใจของตัวเองอย่างช้า ๆ
สุดท้ายก็ได้แต่เอ่ยสิ่งที่สวนทางกับใจออกมา เพราะหวังเป็นอย่างมากว่ามันจะรักษาความสัมพันธ์คำว่าเพื่อนระหว่างพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้
ผัวะ!
ฝ่ามือของคีรินทร์ฟาดลงกลางกะโหลกของไทป์เต็มแรงเหมือนอย่างที่เคยทำ เสียงหัวเราะหลุดออกมาแผ่วเบา คล้ายจะกลบเกลื่อนบางอย่างที่กำลังสั่นคลอนอยู่ข้างใน
“ไอ้เวรเอ๊ย! มึงเป็นบ้าปะเนี่ย”
“…”
“กูก็แค่ซ้อมจะไปสารภาพรักกับสาวเฉย ๆ มึงอย่าหลงตัวเองดิไอ้สัตว์”
