บทที่ 5 ตอนที่ 3 ถูกทิ้งเพียงลำพัง
ตอนที่ 3 ถูกทิ้งเพียงลำพัง
โดนคนที่แอบชอบทิ้งไปหาสาวก็ซึมไปเลยดิ
คีรินทร์เดินเตะฝุ่นไปตามขอบถนนด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย หลังเลิกเรียนวันนี้เขาไม่อยากกลับหอเหมือนเคย สองเท้าพาเจ้าตัวมาหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ไม่ไกลจากรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนทรุดร่างนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กเย็นเฉียบ
นักศึกษาคนแล้วคนเล่าทยอยขึ้นรถเมล์กลับบ้าน จนบริเวณนั้นเหลือเพียงความเงียบและลมเย็นพัดแผ่ว คีรินทร์ยังคงนั่งเหม่อ สายตาว่างเปล่า ขณะที่ในหัวกลับคิดวนซ้ำถึงประโยคของไอ้เวรนั่นอย่างไม่มีทีท่าจะจางหาย
หันมาเมื่อไรก็เจองั้นเหรอ?
กูมีค่าแค่ตอนมึงอกหักจากผู้หญิงสินะ ไอ้เวร!
ปริ๊น!
เสียงแตรมอเตอร์ไซค์ดังแหลมแทรกเข้ามาในความเงียบ คีรินทร์สะดุ้งหันขวับไปมอง เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษากำลังคร่อมมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ หมวกกันน็อกปิดบังใบหน้ามิดชิด ก่อนอีกฝ่ายจะก้าวลงจากบิ๊กไบค์สีดำเงาวับที่จอดอยู่ไม่ไกล ฝีเท้าหนักแน่นเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกทีจนหยุดลงตรงหน้า
คีรินทร์ขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย พร้อมกับคำถามที่ว่า…ใคร?
“เย็นมากแล้ว ทำไมยังไม่กลับห้องอีกล่ะครับพี่คีย์” เสียงทุ้มคุ้นหูดังลอดมา ชายหนุ่มในชุดนักศึกษายังสวมหมวกกันน็อกอยู่ แต่เขาค่อย ๆ ยกมือเปิดกระบังหน้าเผยให้เห็นดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความใสซื่อและห่วงใย
“นึกว่าใคร นายนี่เอง”
“ผิดหวังหรือเปล่าครับที่เป็นผม”
“แล้วแต่นายจะคิด” รุ่นพี่ปีสองลุกขึ้นยืน ถอนหายใจเบา ๆ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะนั่งจมอยู่กับความทุกข์ เดี๋ยวน้ำตาร่วงต่อหน้ารุ่นน้องหรือใครมาเห็นเข้า มันจะยิ่งน่าอาย
“นั่นพี่จะไปไหนเหรอครับ” มาร์คกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาขวางหน้าทันที แต่เมื่อเจอสายตาดุดันจากรุ่นพี่ตวัดมอง สีหน้าของมาร์คก็สลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไปหาเหล้าดื่มสักหน่อย”
“งั้นผมไปเป็นเพื่อนนะครับ”
“อย่างนาย กลับไปอ่านหนังสือเถอะ” น้ำเสียงของคีรินทร์ฟังดูดุ แต่ไม่จริงจังนัก เขามองมาร์คแล้วก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ออกจะเป็นพวกตั้งใจเรียน ไม่ใช่คนที่จะไปเที่ยวร้านเหล้าหรือบาร์ได้
“หนังสืออ่านเมื่อไหร่ก็ได้ แต่โอกาสที่จะได้นั่งดื่มกับพี่ หาไม่ได้บ่อยนะครับ” ว่าแล้วมาร์คก็ถอดหมวกกันน็อกออก สะบัดผมนิดหน่อยให้เข้าทรง แสงไฟยามเย็นริมทางสะท้อนกับเส้นผมสีเข้ม เผยใบหน้าหล่อคมที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าไทป์เลยแม้แต่น้อย
“นายแน่ใจนะ”
“ครับ” รุ่นน้องหน้าหล่อตอบหนักแน่น
เพียงเท่านั้น คีรินทร์ก็โผขึ้นคร่อมเบาะหลังบิ๊กไบค์ของมาร์ค โดยไม่เอ่ยถามสักคำ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มพาเขาทั้งสองมุ่งตรงไปยังร้านเหล้า
ทว่าด้วยเงินติดตัวที่มีจำกัด ปลายทางจึงไม่ใช่บาร์หรูหราหรือผับอย่างที่เคยไปกับเพื่อน แต่เป็นร้านเหล้าเล็ก ๆ ริมทาง บรรยากาศคล้ายซุ้มยาดอง ทว่าดูสะอาดและเป็นระเบียบกว่า กลิ่นแอลกอฮอล์อวลปน เสียงหัวเราะแผ่วของลูกค้าดังประปราย
“เบียร์สามขวดครับ” คีรินทร์เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม ไม่นานแม่ค้าก็นำขวดเบียร์เย็นเฉียบมาวางพร้อมถังน้ำแข็งเล็ก ๆ บนโต๊ะ
เพียงแอลกอฮอล์แก้วแรกไหลผ่านลำคอ ความขมซ่านก็ยิ่งกระตุ้นให้ภาพใบหน้าไอ้เวรนั่นผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแสดงออกมาทางสีหน้าให้คนรุ่นน้องได้เห็น
“พี่มีเรื่องเครียดอะไรหรือเปล่าครับ”
“…” คีรินทร์เงียบ ไม่ตอบแม้แต่คำเดียว
“มีอะไรก็บอกผมได้นะ เผื่อผมช่วยได้” มาร์คเอ่ย แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย มือเขายื่นแก้วเบียร์เย็นเฉียบมาให้รุ่นพี่ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นกำลังใจให้อยู่ห่าง ๆ
เพียงแต่สิ่งที่ได้กลับมา คือเสียงทุ้มต่ำปนหงุดหงิด
“ถ้าไม่ดื่ม ก็ช่วยนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วหุบปากก็พอ”
รุ่นน้องไม่เถียงสักคำ ทำหน้าที่เพื่อนร่วมวงได้อย่างไม่มีที่ติ จนกระทั่งผ่านไปสักพัก อารมณ์ของรุ่นพี่ค่อย ๆ คลายความตึงเครียดลงไปทีละน้อย
“ปกติพี่คีย์มาดื่มบ่อยไหมครับ?”
“ไม่เลย”
“นึกว่ามาดื่มกับแฟนบ่อยซะอีก” น้องปีหนึ่งเอ่ยหยั่งเชิง ใจอยากรู้เหลือเกินว่าผู้ชายหล่อ ๆ อย่างคีย์ และเรียนเก่งขนาดนี้ จะมีคนในใจแล้วหรือยัง
“ไม่มีหรอก” สิ้นประโยคนี้ เห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้าคมคายของคนเด็กกว่า
“สเป็กพี่คีย์เป็นแบบไหนเหรอครับ?” รุ่นน้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยท่าทางอยากรู้
“ไม่ใช่นายแน่ ๆ”
คำตอบนั้นตอกกลับมาแบบไม่ไยดี ทำให้มาร์คหน้าเสียเล็กน้อย แต่ก็ไม่แสดงออกมากนัก รุ่นน้องหน้าหล่อพยักหน้ารับนิ่ง ๆ เขาหันไปตักน้ำแข็งใส่แก้วให้คนเมา
ในเมื่ออยากดื่มให้เต็มที่ มาร์คก็จะไม่ห้ามเช่นกัน
คีรินทร์ไม่ใช่คนคอแข็ง ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทัศนียภาพรอบตัวก็เริ่มพร่ามัวคล้ายกับโลกหมุนไปอย่างเชื่องช้า ร่างกายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เริ่มโงนเงนไม่มั่นคงเหมือนกำลังจะปลิวตามลม
มาร์คมองเห็นท่าไม่ดี รีบเข้าประคองก่อนจะแบกรุ่นพี่ขึ้นรถแท็กซี่ทันที เพราะถ้าปล่อยให้ซ้อนบิ๊กไบค์ของเขากลับ มีหวังร่วงลงถนนกลางทางแน่นอน
โชคดีที่คีรินทร์ยังพอจำเส้นทางกลับหอพักได้ แม้สติสัมปชัญญะจะไม่ครบถ้วนนัก
ไม่นานทั้งคู่ก็มายืนอยู่หน้าตึกห้องพัก คีรินทร์ก้าวลงมาจากรถด้วยความทุลักทุเล รุ่นน้องกลับรีบเข้ามาพยุงเอาไว้ทันที แต่รุ่นพี่เอาแต่ใจก็ยังคงดื้อรั้น ปฏิเสธการช่วยเหลือเสียอย่างนั้น
“ถ้าไม่ให้ผมช่วย ก็ให้ผมขึ้นไปฉี่หน่อยได้ไหมครับ” ในเมื่อจะประคองร่างไปส่งดี ๆ ไม่ยอม งั้นก็จำเป็นต้องโกหกเพื่อให้พี่ปีสองยอมก็แล้วกัน
“เออ! ตามมาดิ” คีรินทร์พูดเสียงแหบพร่า ดวงตาปรือเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้ากลับดูน่ารักจนมาร์คอดขำออกมาไม่ได้
แม้จะเมาจนเดินเซ แต่คีรินทร์ก็พาเขามาถึงห้องพักถูก หลังจากมาร์คเดินไปเข้าห้องน้ำเสร็จ ออกมาอีกครั้งสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งนอนเปลือยกายอยู่บนเตียง มีเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียวที่ปกปิดเรือนร่าง
ผิวขาวเนียนใต้แสงไฟนวลตาทำให้ในใจนักศึกษาปีหนึ่งเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่ามกลางความเงียบของห้องที่กำลังเต้นตุ๊บ ๆ ไปด้วยเสียงหัวใจ
สองเท้าของรุ่นน้องหน้าหล่อก้าวตรงมายังเตียงนอน เอนตัวกอดอกพิงกับผนังกำแพงด้านข้าง สายตาคมกริบทอดมองร่างรุ่นพี่ผิวขาวที่นอนเหยียดยาวอย่างไม่ทันระวังตัว ส่วนที่อยู่ใต้ร่มผ้าบางส่วนเผยท้าสู่สายตา
ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวก็คือ…
ทำไมร่างกายของพี่ปีสองคนนี้ถึงได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับลูกผู้ดีมีชาติตระกูล ไม่เหมือนลูกแม่ค้าขายส้มตำไก่ย่างที่ยืนตากแดดหน้าเตา
“อืมม…” เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปรือขึ้น คีรินทร์ยกมือขึ้นกดขมับพยายามเรียกสติที่พร่าเลือนกลับคืนมา แอลกอฮอล์เพียงไม่กี่ขวดกลับเล่นงานจนแทบไร้เรี่ยวแรงจะหยัดกายลุกขึ้นนั่ง
ดื่มเบียร์เข้าไปแล้วลืมไอ้เพื่อนเวรได้ไหม คำตอบก็ชัดอยู่แล้วว่า ไม่!
“มองอะไรนักหนาวะ เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็ลงไปสิ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นแผ่วเบา คล้ายเป็นการขับไล่ทางอ้อม
“ให้ผมนอนเป็นเพื่อนเปล่า” มาร์คเอ่ย สีหน้าและท่าทางแสดงถึงความเป็นห่วง เกรงว่ารุ่นพี่ที่กำลังหมดแรงอยู่นี้จะลุกเดินเองไม่ไหว อย่างน้อยหากเขาได้ช่วยพยุงเข้าห้องน้ำก็ยังดี
“ไม่ต้อง! อยู่คนเดียวได้” คีรินทร์ไม่ได้อยากขัดความปรารถนาดีหรอก แต่ตอนนี้มันได้เวลาแล้วไง
เวลาที่เขาต้องปล่อยซีนดราม่า ร้องไห้น้ำตาแตกอยู่คนเดียวเหมือนเช่นเคย
แอบรักเพื่อนไม่เจ็บปวด เท่ากับคนที่แอบรักเกลียดเกย์
“แค่ลุกยังไม่ไหว ทำไมพี่คีย์ชอบอวดเก่งจัง” รุ่นน้องปีหนึ่งส่ายหน้าไปมาอย่างระอา ถือวิสาสะนั่งลงบนเตียงด้านข้าง เอื้อมไปแตะตรงบริเวณต้นขา แต่กลับถูกรุ่นพี่ปากร้ายปัดออกอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ
“จะทำอะไรของนาย” เจ้าของห้องว่าเสียงดุ เรียวคิ้วสองข้างขมวดแน่น สติที่หลงเหลือน้อย ๆ พยายามพาตัวเองขยับไปชิดติดขอบเตียงนอน ท่าทางระแวง
“พี่คีย์คิดอะไร ผมก็แค่จะห่มผ้าให้” ก่อนเข้าห้องมา มาร์คเห็นว่าอุณหภูมิภายในห้องค่อนข้างร้อน จึงถือวิสาสะเปิดเครื่องปรับอากาศให้ ทว่าตอนนี้กลับหนาวจนเขาเองก็รู้สึกขนลุกแล้ว
“ทำเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง”
“ผมช่วยได้”
“บอกว่าไม่ต้องไง”
“อย่าปฏิเสธความหวังดีได้ปะครับพี่”
คนเมาเริ่มหมดความอดทน มือที่เอื้อมไปผลักร่างของรุ่นน้องหน้าหล่อนั้นแทบไม่ขยับไปไหน จึงได้แต่นั่งถอนหายใจแล้วกลั้นก้อนน้ำตาที่พยายามตีรื้นขึ้นมา
หัวสมองที่พร่าเบลอ แต่เห็นใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ตัวเองแอบชอบอย่างชัดเจน
ไอ้เหี้ยไทป์ ไอ้เพื่อนเวร ตั้งแต่เมื่อเย็นที่ทิ้งกูก็หายหัวไปเลยนะมึง
“เอางี้ ถ้าพี่หลับเดี๋ยวผมกลับเอง” คนอ่อนกว่ายื่นข้อเสนอ
“พี่ไม่ชอบนอนกับคนแปลกหน้า”
“เดี๋ยวเห็นหน้าผมบ่อย ๆ ก็ชินเองแหละครับ”
“ไม่เอา”
“อย่าดื้อได้ปะครับพี่คีย์”
คีรินทร์เริ่มหมดความอดทน ความหนักอึ้งที่กดทับอยู่บนหัวบีบให้เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เพียงเสี้ยววินาทีเปลือกตาก็ปิดลงสนิท จมเข้าสู่ความมืดโดยไม่ทันตั้งตัว
รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นภายในห้อง
“ไอ้เหี้ยมาร์ค!”
เสียงตะคอกทุ้มต่ำอันคุ้นหูดังขึ้น มันคล้ายกับเสียงของปรเมศวร์ไม่มีผิด แต่ไอ้เวรนั่นไปเที่ยวกับสาว จะมาโผล่ที่ห้องเขาได้อย่างไร
หรือว่าฟังผิด…
เปลือกตาสีไข่ฝืนลืมขึ้นมา คีรินทร์ยกมือขึ้นกดขมับ ก่อนทุบศีรษะเบา ๆ ราวกับจะเรียกสติให้คืนกลับมา พอตั้งสติขึ้นได้ก็เห็นผู้ชายตัวโตสองคนกำลังฟัดกันอย่างดุเดือด
ผัวะ!
หมัดหนัก ๆ ของไทป์เสยเข้าหน้ารุ่นน้องปีหนึ่งเต็มแรง เลือดสดทะลักออกจากมุมปาก มาร์คเซถอยหลังแทบล้ม ดวงตาเบิกกว้าง รีบยกมือสองข้างไหว้แทบไม่ทัน
“ยะ อย่าทำผมเลยครับ” รุ่นน้องปีหนึ่งเนื้อตัวสั่นเทา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปทำผิดอะไร
“มึงคิดจะทำอะไรวะ”
“ผมทำอะไรเหรอครับ?” คนถูกต่อยถามด้วยความสงสัย ตั้งแต่ปรเมศวร์เปิดประตูห้องเข้ามาก็รัวหมัดใส่เขาไม่หยุด ไม่มีโอกาสให้เขาได้พูดหรือถามอะไรเลยด้วยซ้ำ
“มึงกำลังจะทำอะไรไอ้คีย์”
“ผมเปล่า”
“โกหก! กูเห็นมึงกำลังจะกอดมัน”
“ผมเห็นว่าพี่คีย์ดิ้นจนผ้าห่มหลุดออกจากตัว ผมกลัวจะหนาว ก็เลยห่มผ้าให้เฉย ๆ ครับ”
“กูไม่เชื่อ” ปรเมศวร์กำลังจะง้างหมัดเตรียมซัดหน้ารุ่นน้องอีกครั้ง แต่ก็ถูกคนเมาพาร่างตัวเองเข้ามาขัดขวาง ร่างกำยำโดนผลักออกไป แถมคีรินทร์ยังเอาตัวมากั้นมาร์คเอาไว้ไม่ให้ถูกทำร้าย
ท่าทีความเป็นห่วงของคีรินทร์ที่มีต่อรุ่นน้องหน้าอ่อนนั้น มันยิ่งกระตุ้นต่อมความโมโหของปรเมศวร์ได้เป็นอย่างดี
“หลบไปไอ้คีย์”
“กูไม่หลบ มึงจะทำไมวะ” เจ้าของห้องเอ่ยเสียงแข็ง สติเริ่มกลับมาทีละนิดจนเริ่มทรงตัวได้แล้ว เขาหันกลับมาดูสภาพรุ่นน้องกำลังเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากปากก็เริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมา
ไอ้เวรนี่ดีแต่ใช้กำลังในทางที่ผิด
“กูกำลังช่วยปกป้องมึงอยู่นะไอ้คีย์” ปรเมศวร์พยายามอธิบาย รู้สึกไม่ถูกชะตากับไอ้รุ่นน้องเจ้าเล่ห์คนนี้เลย หากคืนนี้เขาไม่มาหาคีรินทร์ ก็ไม่อยากคิดเลยว่ามันจะเป็นอย่างไร
“มึงเนี่ยนะปกป้องกู?” เจ้าของห้องถามเพื่อความแน่ใจ การกระทำกับคำพูดช่างสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
“ก็ใช่ไง”
“ปกป้องแบบไหนถึงได้ทิ้งกูไว้ที่มหา’ลัย รู้ทั้งรู้ว่าหอกูไกลจากมอ”
“ก็…” ปรเมศวร์เถียงไม่ออก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาขับรถกลับมาที่หอของคีรินทร์ เขาติดต่อเพื่อนไม่ได้ ไม่รู้ว่าถึงหอหรือยัง
“กูจะบอกอะไรให้ ถ้าไม่ได้มาร์คป่านนี้กูคงเมาอยู่ที่ร้านเหล้า ไม่ได้กลับมานอนที่ห้องหรอก”
“…”
“กูรู้ว่ามึงไม่ชอบมาร์คที่น้องหล่อพอ ๆ กับมึง แต่มึงก็ไม่ควรใส่ร้ายน้องแบบนั้น” คีรินทร์ไม่สนใจเลยว่าปรเมศวร์จะทำสีหน้าแบบใด เสียใจ ผิดหวัง หรือโมโหขนาดไหน
ร่างโปร่งที่ใส่กางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียวหันหลังมาพยุงร่างของรุ่นน้องมานั่งบนเตียง นำทิชชูที่วางอยู่บนโต๊ะมาซับเลือดอย่างเบามือ ทำเอาคนปากแตกร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดทรมานประหนึ่งเหมือนกำลังจะตาย
ไม่เคยได้ยินเหรอ คำว่า ‘ผีเห็นผี’
อาการแบบนี้มันสำออยชัด ๆ ทำไมปรเมศวร์จะมองไม่ออก
