บทที่ 2 2
“ถ้าฉันไม่ทำตัวซอมซ่อก็คงไม่รู้หรอกว่าคนสมัยนี้มองคนที่ภาพลักษณ์ และยังพลอยได้เห็นสันดานของมนุษย์ผู้ชายด้วย”
“แกอย่าเหมารวมอย่างนั้นสิหนูวา ต้องบอกว่ามนุษย์ผู้ชายบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคน ผู้ชายดีๆ ไม่ใช่มีแต่ในนิยายหรือละครหรอกน่า แกจำไม่ได้หรือที่ใครต่อใครมักจะบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย แล้วฉันคิดว่าที่แกบอกว่าชอบคุณปกรณ์น่าจะเป็นแค่หลงมากกว่า เพราะถ้าชอบจริงอาการของแกน่าจะหนักหนากว่านี้ ฉันพูดถูกไหมล่ะ”
คนถูกว่าหลงมากกว่ารักคิดใคร่ครวญตามแล้วก็เริ่มไม่แน่ใจตัวเอง นั่นสินะ...อาจจะเป็นอย่างที่ผู้เป็นเพื่อนพูดก็ได้ เพราะความรู้สึกของเธอเวลานี้ไม่ใช่อาการของคนอกหัก แต่เป็นคับแค้นใจมากกว่า
ปกรณ์ที่กำลังตกอยู่ในหัวข้อของการสนทนาเป็นผู้จัดการบริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เธอและกรวรรณทำงานอยู่ โดยผู้เป็นเพื่อนทำงานที่บริษัทแห่งนี้มาก่อนแล้วจึงชักชวนเธอมาทำด้วย
“ก็คงจริงอย่างที่แกพูด เลิกพูดถึงผู้ชายคนนี้กันเถอะ แล้วนั่นแกถือนิตยสารอะไรมาด้วยยายนก” ขวัญชีวาเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นในมือของเพื่อนนอกจากจะมีถุงกล้วยทอดที่เจ้าตัวกำลังหยิบกินไม่หยุดปากแล้ว ยังถือนิตยสารติดมือมาด้วย
“อ๋อ นิตยสาร คู่สร้างคู่รัก น่ะ” คนถูกถามตอบพลางก้มลงมองสิ่งที่ถืออยู่ “มีหลายคนบอกฉันว่าคอลัมน์ดูดวงในนี้น่ะโคตรแม่นเลย เรียกว่าเป็นจุดเด่นของนิตยสารหัวนี้เลยก็ว่าได้” คนพูดพูดน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะตัวเองเชื่อเรื่องพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่คนฟังอย่างขวัญชีวาฟังแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อถือ
“ยายนกแกนี่งมงายไม่เข้าเรื่อง ฉันเคยบอกแกหลายหนแล้วว่านิตยสารดูดวงน่ะส่วนใหญ่จะทำนายแบบครอบคลุมหรือโดยภาพรวม ใครเข้าข่ายก็เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเรื่องจริง แต่ในทางกลับกันบางคนดูตามดวงบอกว่าจะโชคดีอย่างนั้นอย่างนี้แต่ก็ไม่เห็นเป็นจริง”
“เรื่องแบบนี้ถ้าแกไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” คนเชื่อสวนทันควัน “แล้วดูไปก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนนี่นา มา...เดี๋ยวฉันดูให้ แกเกิดราศีธนูนี่นา” พูดพลางก็เปิดนิตยสารที่หน้าปกเป็นรูปพระเอกนางเอกจากละครเรื่องดังที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ จากนั้นก็พลิกไปยังหน้าดูดวงแล้วมองหน้าเพื่อน “เรื่องงานกับการเงินฉันขอข้ามนะเพราะคนอย่างแกไม่มีปัญหาด้วยเรื่องสองเรื่องนี้อยู่แล้ว”
คนไม่เชื่อเรื่องดวงถอนหายใจเฮือกใหญ่ คร้านที่จะเถียงจึงพยักหน้าออกไปอย่างแกนๆ “เออ ตามใจแกเหอะ”
กรวรรณยิ้มกว้างถูกใจแล้วอ่านคำทำนายในนิตยสารให้ฟังด้วยน้ำเสียงอันดังฟังชัด “คนเกิดราศีธนูเป็นคนรักใครยาก ดังนั้นความรักที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจึงเป็นแค่สายลมพัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป” คนอ่านละสายตาจากนิตยสารมองหน้าเพื่อน “แค่ขึ้นต้นก็แม่นแล้วนะหนูวา แกเป็นคนรักใครยากอย่างที่นิตยสารบอกจริงๆ”
ขวัญชีวาฟังแล้วอึ้งเล็กน้อย เพราะความจริงเธอก็เป็นคนรักใครยากจริงๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยใช่ว่าจะไม่มีใครมาจีบ แต่เธอไม่เคยสนใจเองต่างหาก กระทั่งมาเจอปกรณ์ที่ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอหวั่นไหวไปกับคำพูดหวานๆ ของอีกฝ่าย ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายจะแต่งงานทั้งๆ ที่ปากบอกว่าชอบเธอ หญิงสาวจึงรู้สึกแค้นใจนักหนา
“อย่างที่ฉันบอกแกเมื่อกี้นั่นแหละ ที่แกคิดว่ารักคุณปกรณ์อาจเพียงแค่หวั่นไหวเท่านั้น เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนพูดจาไพเราะอ่อนหวานจนคนฟังเคลิ้มมานักต่อนักแล้ว” กรวรรณพูดราวกับล่วงรู้ว่าภายในใจเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“เอาละ แล้วยังไงต่อ” คนเกิดราศีธนูถาม ไม่ใช่เพราะอยากรู้แต่จะได้จบๆ แล้วเลิกพูดเรื่องนี้เสียที
คนถูกเร่งเร้ากวาดตามองตัวอักษรตรงหน้าแล้วยิ้มกว้างราวกับถูกอกถูกใจคำทำนายที่กำลังจะอ่าน “ภายในเดือนนี้สาวราศีธนูบางคนจะพบกับรักแท้ จงเตรียมตัวเตรียมใจของท่านเอาไว้ให้พร้อม”
ขวัญชีวาฟังแล้วถึงกับส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อถือ “เฮ้อ...หลงฟังอยู่ตั้งนาน รักแท้บ้าบอที่ไหนกันล่ะ แกก็รู้ว่าฉันเพิ่งจะอกหักมาหยกๆ”
คนพูดว่าเพิ่งอกหักมาหยกๆ ดวงตาที่เห็นไม่ได้ฉายแววหรือบ่งบอกถึงความเศร้าโศกเสียใจเลยสักนิด จนกรวรรณฟังแล้วอดหัวเราะคิกออกมาไม่ได้
“ฉันเพิ่งรู้ว่าคนอกหักหน้าตาเป็นแบบแก ส่วนเรื่องคำทำนายในนิตยสารถ้าแกไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดในโลกนี้บางเรื่องเหลือเชื่อจะตาย ทุกอย่างอยู่ที่โชคชะตากับฟ้าลิขิต” กรวรรณพูดยิ้มๆ “เดี๋ยวฉันจะไปธุระแถวๆ บางจาก แกไปเป็นเพื่อนหน่อยสิหนูวา”
“แกจะไปทำไมที่นั่น”
คนถูกถามยิ้มกริ่ม “เอาน่า แกแค่ไปเป็นเพื่อนฉันเท่านั้นก็พอ”
๑
หมอดูแม่นๆ
ขวัญชีวาขับรถยนต์คันเล็กรุ่นยอดนิยมที่เธอเก็บเงินซื้อเองโดยไม่พึ่งทางบ้านแม้แต่สตางค์แดงเดียวเข้าไปในซอยลึกตามคำบอกของคนนำทาง ก่อนจะจอดหน้าเรือนไม้ซึ่งอยู่หลังสุดท้ายในซอย ภายในรั้วไม้ระแนงสีน้ำตาลเข้มท่ามกลางความครึ้มของร่มไม้ใหญ่ บรรยากาศโดยรวมดูวังเวงอย่างบอกไม่ถูกจนต้องหันไปถามผู้เป็นเพื่อน “แกจะมาทำไมที่นี่หรือยายนก”
“เอาน่าเดี๋ยวแกก็รู้เอง” กรวรรณพูดกำกวมต่อ
ขวัญชีวาลดกระจกลงแล้วเหลียวมองไปรอบๆ จึงเห็นต้นลั่นทมปลูกอยู่สองข้างทาง ถึงแม้จะออกดอกขาวพราวสวยอยู่เต็มต้น ทว่าด้วยรูปร่างของลำต้นที่ไร้ใบของมันกับกลิ่นหอมเอียนๆ ที่โชยมาเข้าจมูก บวกกับบรรยากาศวังเวงของยามแดดร่มลมตก เรียกให้ขนอ่อนที่แขนของหญิงสาวลุกชันขึ้นมาทันที และคนไวต่อความรู้สึกอย่างเธอก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงหันขวับไปจ้องหน้าผู้เป็นเพื่อนตาเขม็ง
“แกชวนฉันมาเป็นเพื่อนเพื่อมาหาหมอดูใช่ไหมยายนก”
รอยยิ้มแหยๆ บนใบหน้าของผู้เป็นเพื่อนคือคำตอบได้เป็นอย่างดี
“อาจารย์จันทร์ทิพย์ไม่ใช่หมอดู แต่เป็นผู้ที่หยั่งรู้อนาคต”
“แกหมายถึงอาจารย์จันทร์ทิพย์ที่เคยมาออกทีวีรายการสัมผัสที่หกน่ะเหรอ”
คราวนี้ดวงหน้าเล็กๆ ของกรวรรณปรากฏรอยยิ้มกว้างเกิดขึ้น “แกรู้จักอาจารย์ด้วยเหรอหนูวา”
คนถูกถามส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่า เผอิญแม่ฉันนั่งดูกับป้าสายแล้วฉันเดินผ่านเลยเห็น เฮ้อ...แกนะแก อุตส่าห์ดั้นด้นพาฉันมาซะไกลเพื่อมาดูหมอนี่นะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าอาจารย์ไม่ใช่หมอดู แล้วที่ต้องมาเพราะฉันนัดอาจารย์ล่วงหน้าไว้แล้วไง” กรวรรณพูดน้ำเสียงอ้อมแอ้ม “แกรู้ไหมหนูวา ตั้งแต่อาจารย์ไปออกทีวีวันนั้นก็กลายเป็นคนดัง ใครต่อใครก็อยากให้อาจารย์ดูดวงให้ทั้งนั้น ฉันต้องจองคิวตั้งสองเดือนกว่าจะนัดดูได้”
“จองคิวสองเดือนเนี่ยนะ” ขวัญชีวาอุทานเสียงสูงพลางมองหน้าเพื่อนอย่างระอา “แกช่างมีความมานะพยายามกับเรื่องแบบนี้จังนะยายนก แล้วที่แกเรียกอาจารย์อะไรนี่ว่าเป็นผู้หยั่งรู้อนาคตความจริงก็คือหมอดูดีๆ นี่เอง”
คนเชื่อและศรัทธาเรื่องแบบนี้ขึ้นสมองค้อนผู้เป็นเพื่อนตาแทบกลับ “แกไม่รู้อะไรนังหนูวา อาจารย์คนนี้นะ ดูแม่นยังกับตาเห็น สมกับชื่อผู้หยั่งรู้อนาคต ตามที่ฉันรู้คนมาหาล้วนแล้วแต่เป็นคนดังแทบทั้งนั้น มีทุกสาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ คนในแวดวงไฮโซ พวกดาราระดับพระเอกนางเอกรวมทั้งนักร้องดังด้วยนะ”
คนไม่เชื่อและศรัทธาเรื่องแบบนี้มองหน้าคนเชื่อพลางส่ายหน้าอย่างปลงๆ “แกนะแก จะจริงจังอะไรนักหนากับเรื่องแบบนี้ ฉันบอกแล้วไงว่าหมอดูคู่กับหมอเดาที่ใช้หลักจิตวิทยาเป็นส่วนประกอบในการดู อย่างผู้หญิงเวลาไปดูหมอส่วนใหญ่จะมีเรื่องอะไรนอกจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แค่ดูจากหน้าตาอมทุกข์ก็คาดเดาได้อยู่แล้ว ต่อให้คนไม่ใช่หมอดูอย่างฉันยังเดาออกได้เลย”
“มันไม่จริงเสมอไปหรอกหนูวา” คนเชื่อถือหมอดูเถียงออกไปทันควันอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่จริงยังไง ไหนแกลองพูดมา”
“แกจำไม่ได้หรือตอนฉันใกล้จะจบ ฉันมาดูดวงกับอาจารย์คนนี้ กะจะถามถึงเรื่องงานที่ฉันสมัครไปเท่านั้น แต่จู่ๆ อาจารย์ดันทักขึ้นมาว่าฉันจะพบกับความสูญเสีย หลังจากนั้นไม่นานปู่ฉันก็เป็นลมตายทั้งๆ ที่ร่างกายท่านแข็งแรงแถมไม่มีโรคประจำตัวด้วย แล้วจะไม่ให้ฉันเชื่อได้ยังไง อย่างนิตยสาร คู่สร้างคู่รัก ที่ดูดวงแม่นนั่นฉันเห็นด้วยที่แกว่าเป็นภาพรวม แต่เรื่องการทักทายต่อหน้าแล้วเป็นจริงตามนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ นะเพราะเหมือนแช่ง”
คนฟังเกือบจะพูดท้วงออกไปแล้วว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าเพราะปู่ของอีกฝ่ายอายุมากแล้ว แต่ยั้งปากไว้ได้ทันเพราะพูดไปตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อปักใจเชื่อไปแล้ว ซึ่งครั้งนั้นเธอไม่ได้มาด้วยเพราะติดธุระ
“เอาละไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันอยากรู้นักว่าที่แกอุตส่าห์รอคิวตั้งสองเดือนจะแม่นขนาดไหน”
พูดจบคนไม่เชื่อเรื่องหมอดูก็เปิดประตูก้าวลงจากรถเดินนำไปยังรั้วบ้าน แต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนด้วยความสงสัย “ไหนแกบอกว่าอาจารย์คนนี้ดูดวงแม่นนักไงล่ะ แล้วยังเคยออกทีวีด้วย แต่ไม่ยักเห็นมีคนมาหาเลย เงียบยังกับไม่มีใครอยู่เลยด้วยซ้ำ”
ที่ขวัญชีวาถามออกไปเพราะสงสัยจริงๆ ปกติบ้านของหมอดูหรือที่หลายคนเรียกว่าตำหนัก ตามที่เคยเห็นผ่านตาจากหนังสือพิมพ์หรือในโทรทัศน์มักจะพลุกพล่านและวุ่นวายจากผู้คนที่แวะเวียนมาหา ต่างกับบ้านที่เธอกำลังยืนอยู่ในขณะนี้ซึ่งดูเงียบเชียบราวกับไม่มีคนอยู่ แม้แต่สุนัขสักตัวก็ยังไม่เห็น
