บทที่ 3 3
“แหม...นังหนูวา คนที่มาดูอาจจะกลับไปช่วงก่อนหน้าที่เราจะมาก็ได้ แกเดินตามฉันมาแล้วกัน”
กรวรรณบอกพลางเปลี่ยนจากผู้ตามเป็นก้าวนำตรงไปยังรั้วบ้านแล้วเอื้อมมือจะกดกริ่ง ทว่ายังไม่ทันได้กด ประตูรั้วก็ถูกเปิดออกโดยหญิงวัยกลางคนร่างผอมบาง แต่งกายในชุดผ้าซิ่นสีเข้มกับเสื้อสีขาวเรียบๆ ดวงหน้าเฉยชานั้นติดจะบึ้งตึง ทำเอาขวัญชีวาที่ยืนอยู่ด้านหลังเกือบร้องกรี๊ดด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายจู่ๆ ก็โผล่ออกมา
“เชิญข้างในค่ะ” น้ำเสียงเยือกเย็นไม่ต่างกับหน้าของหญิงวัยกลางคนบอกก่อนจะยืนคอยเพื่อปิดประตู
“ขอบคุณมากค่ะป้าเยื้อน”
กรวรรณบอกแล้วเดินนำเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นเคย แต่คนที่เดินตามหลังอดพูดออกมาเบาๆ ไม่ได้เมื่อเห็นเจ้าของร่างผอมบางเดินลับหายจากสายตาไปแล้ว
“ถ้ามาตอนมืดๆ ฉันต้องนึกว่าไม่ใช่คนแน่ นอกจากหน้าตายังกับคนโบราณ ชื่อก็ยังไม่ต่างกันอีก”
“ป้าเยื้อนเป็นแม่บ้านของอาจารย์ หน้าตาแกเป็นแบบนี้แหละ ตอนฉันเห็นครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนแกนั่นแหละ” กรวรรณอธิบายให้เพื่อนฟังยิ้มๆ แล้วเดินนำเข้าไปภายในบ้านอย่างคุ้นเคย ก่อนจะทรุดนั่งลงบนชุดเก้าอี้ไม้รับแขกบุด้วยเบาะสีแดงซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง
แม่บ้านเจ้าของใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึกเดินถือถาดน้ำเย็นสองแก้วมาวางให้ตรงหน้าแล้วก็เดินจากไป ขวัญชีวายกแก้วน้ำที่มีกลิ่นของดอกมะลิจางๆ ขึ้นดื่มอย่างชื่นใจ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างนึกประหลาดใจ เพราะถ้าไม่บอกว่าเจ้าของบ้านเป็นหมอดูหรือที่ผู้เป็นเพื่อนเรียกว่าผู้หยั่งรู้อนาคต บ้านหลังนี้ก็เหมือนบ้านโดยทั่วไปและดูน่าอยู่กว่าบ้านตึกสูงๆ ใจกลางกรุงเสียด้วยซ้ำ
ทางมุมด้านขวามือของตัวห้องมีโต๊ะหมู่บูชาซึ่งมีพระพุทธรูปหลายองค์วางตั้งลดหลั่นกัน กระถางธูปที่วางอยู่ด้านหน้ามีธูปที่ถูกจุดแล้วปักอยู่หลายสิบดอก บ่งบอกให้รู้ว่าก่อนหน้ามีคนมาที่นี่ กลิ่นของธูปยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะหน้าต่างยาวเกือบจดพื้นที่เปิดกว้างอยู่ช่วยระบายออกไป พวงมาลัยมะลิสดที่วางอยู่บนพานทองส่งกลิ่นหอมรวยริน ช่วยทำให้บรรยากาศของห้องดูผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น บวกกับสายลมยามเย็นพัดโชยมากระทบผ้าม่านสีขาวผืนบางจนปลิวไสว กระทั่งมากระทบกับผิวกายจนเย็นฉ่ำโดยไม่ต้องพึ่งแอร์คอนดิชันเลยสักนิด บนผนังด้านซ้ายมือของห้องมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและพระราชินีประดับอยู่
“ยายนก...” ขณะขวัญชีวากำลังจะเอ่ยถามผู้เป็นเพื่อนถึงเจ้าของบ้านก็พลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อเหลือบเห็นหญิงวัยกลางคนผิวขาว หน้าตางดงามสมวัยในชุดผ้าซิ่นสีน้ำตาลเข้มลายขวางกับเสื้อลูกไม้คอปิดแขนสี่ส่วนสีขาว เดินออกมาจากหลังกระถางต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างประตู มีกรรไกรอันเล็กๆ ถืออยู่ในมือ หญิงสาวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกในใจว่าดีนะที่เธอไม่ได้พูดอะไรถึงอีกฝ่ายออกไป
“ขอโทษที่ทำให้รอ” หญิงวัยกลางคนพูดขอโทษด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแล้วจึงเดินมาทรุดนั่งลงฝั่งตรงกันข้าม
“สวัสดีค่ะอาจารย์ ไม่ได้รออะไรนานหรอกค่ะ” กรวรรณยกมือขึ้นไหว้แล้วจึงหันไปพูดแนะนำกับผู้เป็นเพื่อน “หนูวา นี่อาจารย์จันทร์ทิพย์”
ขวัญชีวายกมือขึ้นไหว้ “สวัสดีค่ะ”
ดวงตาคมกริบของคนที่ถูกเรียกว่าผู้หยั่งรู้อนาคตจ้องไปยังหญิงสาวผู้นั่งอยู่ตรงข้ามเขม็งแล้วยิ้มจางๆ ออกมา “ความเชื่อและความศรัทธาเป็นสิ่งที่บังคับใจกันไม่ได้ ฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างต้องเกิดกับตัวเองถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง ใช่ไหมจ๊ะหนู”
คำถามสุดท้ายแม้จะเอ่ยขึ้นมาโดยไม่เจาะจงถามใคร แต่ขวัญชีวารู้โดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายถามเธอ “ค่ะ”
คำตอบรับของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มให้เกิดบนใบหน้าคนถาม “มากันตั้งนานแล้วทำไมถึงเพิ่งเข้ามากันล่ะ”
คำถามดังกล่าวทำเอาขวัญชีวาอดสะดุ้งระคนประหลาดใจไม่ได้ เพราะตรงที่รถจอดซึ่งอยู่นอกรั้วกับตัวบ้านห่างกันไม่ใช่น้อย ไฉนอีกฝ่ายจึงรู้ว่ามีคนมาและยังรู้อีกว่ามากันนานแล้ว
กรวรรณเป็นฝ่ายตอบออกมายิ้มๆ ว่า “อ๋อ พอดีเพื่อนหนูชอบต้นไม้ค่ะอาจารย์ เลยหยุดคุยกันเรื่องนี้”
“อ๋อ ชอบต้นไม้” เจ้าของบ้านพูดพลางยิ้มกริ่ม ดวงตาฉายแววบางอย่างออกมาราวกับรู้เท่าทัน “แล้วครั้งนี้หนูจะมาดูเรื่องอะไรหรือ”
คนถูกถามฉีกยิ้มกว้างพลางชำเลืองไปทางผู้เป็นเพื่อนแวบหนึ่ง “ที่หนูนัดครั้งนี้ไม่ได้มาดูเองหรอกค่ะแต่จะให้อาจารย์ดูให้เพื่อน”
“หมายถึงหนูคนนี้น่ะหรือจ๊ะ” คนถามเบือนหน้ามองไปยังหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่นั่งนิ่งๆ อยู่พลางอมยิ้ม
“ใช่แล้วค่ะอาจารย์” กรวรรณตอบแล้วหันไปพูดกับเพื่อนด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาขวางๆ ของอีกฝ่ายที่มองอยู่ “แกอยากรู้เรื่องอะไรถามอาจารย์ไปเลยหนูวา”
คนถูกมัดมือชกมองหน้าคนถามอย่างขุ่นเคือง ที่นอกจากจะให้ขับรถพามาแล้วยังมัดมือชกให้เธอดูสิ่งที่ไม่เชื่อถืออีก แล้วตอนนี้จะให้เธอทำอย่างไรได้ จะปฏิเสธก็จะเป็นการเสียมารยาท ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือยอมตกกระไดพลอยโจนตามน้ำ
แล้วคนไม่เชื่อเรื่องหมอดูอย่างเธอจะถามเรื่องอะไรออกไปดีล่ะ มันน่าจับแม่เพื่อนตัวดีมาทุบเสียให้น่วมนัก! จะถามถึงเรื่องงานก็ผ่านไปได้เลยเพราะเธอจะลาออกอยู่แล้ว จะถามเรื่องความรัก เชอะ...ผู้ชายในโลกล้วนแล้วแต่นิสัยเลวๆ ทั้งนั้น ยกเว้นคนในครอบครัว ดังนั้นต่อไปนี้อย่าหวังว่าเธอจะเปิดใจให้ใครง่ายๆ อีกเลย
จะถามเรื่องโชคลาภก็ไม่เคยซื้อหวย แล้วจะมีโชคได้อย่างไร
ยังไม่ทันที่ขวัญชีวาจะนึกสรรหาคำถามยอดฮิตที่กำลังคิดอยู่ในใจออกไป เสียงของหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ดังกังวานขึ้นทำลายความคิดคำนึงของเธอขึ้นมาเสียก่อน ราวกับเข้ามานั่งอยู่ในใจของเธอกระนั้น
“ที่ไม่รู้จะถามอะไรเป็นเพราะใจไม่เชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วใช่ไหมจ๊ะ”
คนถูกถามนิ่งอึ้ง นี่นอกจากจะหยั่งรู้อนาคต ยังหยั่งรู้ความในใจของเธอด้วยหรือ
“เอาละ เดี๋ยวอาจารย์จะดูให้เองโดยไม่ต้องถาม เพราะบางสิ่งหนูไม่ได้อยากรู้แต่อาจารย์อยากจะบอก”
หลังจบคำพูดพร้อมรอยยิ้มนิดๆ แฝงเลศนัยแล้ว เจ้าของคำพูดจึงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าโต๊ะหมู่บูชาที่อยู่มุมห้องเพื่อจุดธูป กลิ่นของธูปหอมที่ลอยอวลอยู่ในอากาศสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้เกิดขึ้นกับขวัญชีวาไม่น้อย จนต้องเบือนหน้าไปมองสบตากับเพื่อนที่บังเอิญหันมาพอดี ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรคนที่ลุกไปจุดธูปก็เดินกลับมานั่งยังที่เดิมเสียก่อน
“ขอมือด้วย”
คนถูกขอมือนึกสงสัยอยู่ในใจ เพราะตามที่รู้มาก็จากเพื่อนของเธอนี่แหละ ส่วนใหญ่เวลาไปดูหมอมักจะต้องบอกวันเดือนปีเกิดของตัวเองออกไป แต่นี่กลับขอมือ แล้วคนปากไวเท่าความคิดก็ถามโพล่งออกไป “ไม่ต้องบอกวันเดือนปีเกิดหรือคะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ คือสิ่งที่คนถามได้ยิน แล้วจึงตามด้วยคำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจากผู้ที่เพื่อนของเธอเรียกว่าผู้หยั่งรู้อนาคต
“วันเดือนปีเกิดสำหรับผู้ต้องการอยากมาดูดวงจริงๆ จะมีไว้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจหรือใช้ดูเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวนั่นก็แล้วแต่จะคิด แต่ครั้งนี้อาจารย์จะดูให้เป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องถาม จะพูดไปเรื่อยๆ ตรงหรือไม่ก็แล้วแต่ใจจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เพราะตัวหนูไม่ได้เชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว...ใช่ไหม”
คำพูดคล้ายหยอกเย้าท้ายประโยคทำให้คนไม่เชื่อในศาสตร์ที่ว่ารู้สึกอึดอัดขึ้นมาครามครัน เพราะคำพูดนั่นเน้นย้ำเป็นครั้งที่สองแล้ว จะให้บอกออกไปตามตรงก็ดูกระไรอยู่จึงยื่นมือออกไป
แล้วก็พลันสะดุ้งเฮือก รู้สึกร้อนวูบวาบราวกับถูกของร้อนๆ นาบเมื่อถูกมือของอีกฝ่ายที่เวลานี้เจ้าตัวกำลังหลับตาอยู่ยื่นมาสัมผัส
ทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็หายไปกลายเป็นปกติในชั่วระยะเวลาไม่นาน สร้างความประหลาดใจให้เกิดกับหญิงสาวไม่น้อย ครั้นมองไปยังคนหลับตานิ่งราวกับทำสมาธิก็ต้องตกสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ดวงตาที่หลับอยู่ก็พลันลืมขึ้นมาพร้อมด้วยรอยยิ้มน้อยๆ บนดวงหน้าที่ตอนนี้มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากทั้งที่อากาศรอบกายไม่ได้ร้อนอบอ้าวแต่อย่างใด แถมยังเย็นสบายด้วยซ้ำ
“หนูน่ะเป็นคนมีบุคลิกลักษณะภายนอกเรียบร้อย แต่ตัวตนที่แท้จริงนั้นตรงกันข้าม”
แค่คำพูดประโยคแรก คนที่มีบุคลิกเช่นนั้นจริงๆ ฟังแล้วก็เกิดอาการอึ้ง
“เป็นคนไม่ยอมคน ค่อนข้างดื้อด้วยซ้ำ มักจะต่อต้านสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจอยู่เงียบๆ ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง เป็นคนความรู้สึกไว ไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่ตัวเองสงสัยผ่านเลยไปได้ง่ายๆ แต่เป็นคนมีน้ำใจกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคนสูงอายุ”
คนถูกทายอุปนิสัยออกมาได้ถูกต้องตรงเผงๆ นั่งตัวแข็งทื่อเพราะคนรู้นิสัยของเธอนอกจากคนในครอบครัวและกรวรรณผู้เป็นเพื่อนสนิทแล้วแทบไม่มี แค่อีกฝ่ายจับมือเธอแล้วนั่งหลับตาเนี่ยนะ รู้ถึงเพียงนี้...
