บทที่ 7 7
7
“ครับนาย ต่อไปผมจะพยายามไม่ลืม”
จางซี่โม่วหรือเดฟตอบเป็นภาษาไทย แม้จะไม่ถึงกับชัดเจนมากแต่ก็ฟังรู้เรื่อง พลางมองเผิงอวี้เยี่ยหรือฌอนผู้เป็นเจ้านายซึ่งมีชื่อเป็นภาษาไทยว่าพชรด้วยสายตาขบขัน ทำให้คนถูกมองเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาในทันควัน
“แล้วใครวะ เอ็ดดี้ เผิง ที่แกพูดถึง”
หลังจากกลั้นอาการหัวเราะเอาไว้อย่างยากเย็น เดฟที่นอกจากจะทำหน้าที่ขับรถแล้วยังเป็นองครักษ์ฝีมือฉกาจรวมทั้งทำหน้าที่เลขาฯ ก็กดแท็บเล็ตที่ถืออยู่ในมือหาอะไรอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นให้ผู้เป็นนายดู “คนนี้ไงครับที่ใครต่อใครบอกว่านายหน้าเหมือน ตอนนี้เป็นดาราที่กำลังโด่งดังมากในไต้หวัน”
ฌอนยื่นมือรับเจ้าแท็บเล็ตพลางมองภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ แล้วคิ้วเข้มก็พลันขมวดเข้าหากัน ตามมาด้วยนัยน์ตาคมที่ฉายแววไม่ยินยอมพร้อมใจก่อนจะส่งคืนให้ “ฉันดูดีกว่านะ หรือแกคิดว่าไงเดฟ”
ดวงหน้าของคนถูกถามเรียบสนิททว่าดวงตาที่เห็นไหวระริก “นายตัวสูงกว่าครับ”
คนถูกว่าแค่ตัวสูงกว่ามองคนพูดที่เขาไม่เคยมองอีกฝ่ายเป็นคนอื่นไกลนอกจากคนในครอบครัวแล้วก็อดนึกขันในใจไม่ได้ เพราะปกติยามเจ้าตัวอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรือคนแปลกหน้าจะเป็นคนไม่ค่อยยิ้มค่อยพูดนัก บิดาของเขาเล่าให้ฟังว่าเจอเดฟขณะอายุเพียงห้าขวบกำลังนั่งกอดศพผู้เป็นแม่ที่ถูกรถชนร้องไห้อยู่ข้างถนนจึงลงไปช่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่คนเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจตายเสียก่อน หลังจากจัดการเรื่องศพเรียบร้อยผู้เป็นบิดาจึงพาเด็กชายที่กลายเป็นเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดูคู่กับเขาซึ่งตอนนั้นอายุได้สามขวบ ให้การศึกษาเท่าเทียมกับเขาทุกประการ ประหนึ่งเป็นคนในครอบครัว ทำให้เดฟรักและเทิดทูนในตัวบิดา ความรู้สึกที่ว่าก็พลอยมาถึงตัวเขาด้วย กระทั่งปัจจุบันเดฟทำหน้าที่ติดตามตัวเขาดุจเงาตามตัว เรียกว่าสามารถตายแทนเลยก็ว่าได้ เรียกเขาว่านายน้อยจนติดปาก จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ต่อมาก็ขอตัดคำว่าน้อยออกไปเหลือแค่นายเท่านั้น
“ทำไมเงียบไปล่ะครับ”
คนกำลังคิดถึงเรื่องในอดีตผุดยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่งแล้ววกกลับมาพูดเรื่องเดิม “แกว่าฉันแค่สูงกว่า แต่ฉันว่าฉันหล่อและดูดีกว่าเป็นไหนๆ”
คนสนิทฟังเจ้านายและเป็นลูกชายของผู้มีพระคุณพูดก็หัวเราะออกมาเบาๆ พลางเบือนหน้ามองคนพูดแวบหนึ่ง ถ้าจะพูดกันโดยไม่คิดเข้าข้าง อีกฝ่ายหน้าตาดีกว่าอยู่หลายขุมจริงๆ “ผมว่าถ้าตอนนั้นแมวมองมาเห็นนายก่อนรับรองว่าเผิงอวี้เยี่ยนไม่ได้เกิดหรอกครับ”
“ดาราที่แกว่าชื่ออะไรนะเดฟ” คนได้ยินไม่ถนัดเอ่ยถาม
“เผิงอวี้เยี่ยนครับ” คนตอบตอบชัดถ้อยชัดคำ
“อะไรนะ” คราวนี้คนได้ยินชัดอุทาน “นอกจากจะหาว่าหน้าฉันคล้าย ชื่อยังคล้าย แถมแซ่เดียวกันอีก เป็นญาติกับฉันหรือเปล่าวะเนี่ย” คนมีชื่อแซ่คล้ายดาราดังพูดน้ำเสียงขันๆ
“เรื่องแซ่เดียวกันเป็นเรื่องปกติครับ แต่หน้าตามีส่วนคล้ายกันนี่สิแปลก ป่านนี้ชื่อของนายคงดังเป็นพลุแตกไปแล้วมั้งครับ แต่เรื่องความดังนายยังไม่ชินอีกหรือครับ” ที่เขาพูดเช่นนี้เพราะตัวคนเป็นนายในไต้หวันนั้นมีชื่อเสียงไม่ธรรมดา
“ชินบ้าอะไรของแก” ฌอนพูดพลางส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ เขาแค่ลงไปช่วยจูงคนแก่ที่ตาบอดข้ามถนนเพราะความสงสาร ไม่ได้คิดอยากจะดังสักหน่อย แต่ดันมีคนถ่ายภาพเขาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งปัจจุบันเรื่องราวในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมักจะเป็นจุดสนใจและเป็นกระแสของผู้คนอยู่แล้ว ที่สำคัญเผอิญหน้าเขาดันไปละม้ายคล้ายกับดาราดังเข้าเลยเป็นกระแส
“ฉันแค่ลงไปช่วยคนแก่ตาบอดเดินข้ามถนน ไม่ได้อยากดังเป็นข่าวสักหน่อย คนเรานี่ก็บ้ากันจริงๆ”
“ผมว่าลำพังนายลงไปช่วยก็เป็นจุดสนใจแล้วครับ แต่เผอิญไปหน้าตาละม้ายดาราดังเข้าเลยเป็นกระแส ไม่นานยอดไลก์คงเป็นแสนแน่ครับ” คนที่ปกติไม่ค่อยพูดนักทว่าตอนนี้กลับพูดเป็นต่อยหอย
“คนเรานี่ก็แปลกกันจริง นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องทำมาหากินกันหรือไงนะ แล้ววันนี้ผีเจาะปากแกมาพูดหรือเดฟ พูดมากจริง”
“ถ้าผมจะพูดมากก็คงพูดเฉพาะกับคนในครอบครัวนายเท่านั้นแหละครับ เพราะถ้าไม่ได้พบพ่อของนายวันนั้น ป่านนี้ชีวิตผมคงเร่ร่อนเป็นคนจรจัดอยู่ข้างถนนไปแล้วครับ” สีหน้าขณะพูดของเดฟฉายแววซาบซึ้งในบุญคุณ
คนฟังส่ายหน้าไปมา “แกนี่ชอบเอาเรื่องนี้มาพูดอีกแล้วนะเดฟ เลิกพูดได้แล้ว เปลี่ยนมาพูดเรื่องงานกันดีกว่า พรุ่งนี้หลังจากประชุมเรียบร้อยเราต้องไปที่ไหนกันบ้าง”
น้ำเสียงตอนท้ายของซีอีโอหนุ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังไร้ซึ่งแววล้อเล่นดังเช่นก่อนหน้า เขากับเดฟเดินทางมาถึงเมืองไทยตั้งแต่บ่ายแล้วเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องเข้าร่วมประชุมกับผู้ประกอบการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยที่โรงแรมดังย่านลาดพร้าว ซึ่งจะเป็นที่พักของเขาในค่ำคืนนี้ด้วยเพื่อความสะดวก โดยมาในฐานะตัวแทนของบริษัทหงอี้ พรีซิชัน อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวและเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แห่งเกาะไต้หวัน
เลขานุการกึ่งองครักษ์แจกแจงแพลนงานต่างๆ จากหน้าจอโน้ตบุ๊กเครื่องบางที่ไว้ใช้สำหรับทำงานโดยเฉพาะให้คนเป็นเจ้านายฟังแล้วตบท้ายด้วย...
“สุดท้ายเราจะแวะไปบริษัททีเคที่เพลินจิตครับนาย”
“ทีเค...ที่เพิ่งสั่งของจากเราลอตใหญ่เมื่อต้นเดือนน่ะเหรอเดฟ”
“ครับ” เดฟรับคำก่อนจะพารถคันงามเคลื่อนไปข้างหน้าหลังจากจอดนิ่งอยู่พักใหญ่
“อืม เดี๋ยวเย็นๆ ต้องแวะไปเยี่ยมคุณยายที่บ้านสวนเมืองนนท์ด้วย ไม่รู้ว่าฉันจะถูกบ่นหรือเปล่าที่ไม่ยอมพักที่บ้าน”
