บทที่ 10 อย่ามายุ่งกับลูกของฉัน
ตอนที่ 10.อย่ามายุ่งกับลูกของฉัน
หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนเต็มไปด้วยความตึงเครียด ขิมเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ไม่หยุด นับตั้งแต่เอเดนถูกพาเข้าไปด้านใน เธอก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้แม้แต่วินาทีเดียว
ภาพใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซีดเผือดของลูกชายยังคงติดอยู่ในหัว ภาพที่เอเดนพยายามยิ้มให้เธอทั้งที่กำลังหายใจลำบากยังทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบแตกสลาย
“เอเดน...ลูกแม่...” ขิมยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่หลุดออกมาเป็นระยะ
แม็กซ์ยืนอยู่ไม่ไกล เขาเองก็กังวลไม่แพ้กัน แต่เมื่อเห็นเพื่อนสนิทมีสภาพแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง เขาจึงเดินเข้ามาจับไหล่เธอเบา ๆ
“ขิม นั่งพักก่อนเถอะ เธอยืนมานานแล้วนะ”
“ฉันนั่งไม่ลง แม็กซ์” เสียงของเธอสั่นเครือ
“ถ้าลูกเป็นอะไรขึ้นมา...ฉันจะทำยังไง”
“เอเดนต้องปลอดภัย ขิม หมอต้องช่วยแกได้”
“แต่ฉันเป็นแม่เขา ฉันควรจะรู้สิว่าเขากินอะไรเข้าไป ฉันควรจะระวังให้มากกว่านี้...” ขิมยกมือขึ้นทึ้งผมตัวเองอย่างคนเสียขวัญ “ฉันไม่น่าปล่อยให้ลูกกินเค้กนั่นเลย”
“พอแล้ว อย่าโทษตัวเอง” แม็กซ์รีบจับมือเธอไว้ “เธอไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้สักหน่อย”
ขิมไม่ตอบ เธอเพียงมองประตูห้องฉุกเฉินราวกับต้องการมองทะลุเข้าไปให้เห็นลูกชายของตัวเอง
ทางด้านอัศนัย เขายืนพิงผนังอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมเคร่งเครียดกว่าที่เคยเป็น เขายังไม่ได้โทรศัพท์แจ้งใครเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล ความสนใจทั้งหมดของเขาก็อยู่ที่เด็กชายตัวเล็ก ๆ ซึ่งถูกนำตัวเข้าไปในห้องฉุกเฉินเขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นห่วงเด็กคนนี้มากขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งพบกันอย่างเป็นทางการไม่กี่ชั่วโมงก่อน ทั้งที่ในทางความสัมพันธ์แล้ว เขาเป็นเพียงว่าที่น้องเขยของแม่เด็กเท่านั้น
แต่เมื่อได้เห็นเอเดนหายใจไม่ออกอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความตกใจแบบคนเห็นเด็กเจ็บป่วยทั่วไป หากเป็นความร้อนรนที่ทำให้เขาไม่อาจยืนนิ่งดูอยู่เฉย ๆ ได้
“อัศนัย” เสียงของแม่เขาดังขึ้น หญิงสูงวัยเดินเข้ามาหาพร้อมสามี “เอเดนเป็นยังไงบ้างลูก หมอออกมาหรือยัง”
“ยังครับแม่ ตอนนี้หมอกำลังดูอาการอยู่”
แม่ของอัศนัยหันไปมองขิมที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างเป็นห่วง
“หนูขิมใช่ไหมจ๊ะ”
ขิมหันกลับมาอย่างช้า ๆ ก่อนจะยกมือไหว้ทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ
“ค่ะ”
“ไม่ต้องไหว้หรอกลูก ตอนนี้หนูคงเป็นห่วงลูกมากใช่ไหม”
เพียงได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยน ขิมก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลง
“ค่ะ...ขิมเป็นห่วงลูกมาก”
“ไม่เป็นไรนะลูก ใจเย็น ๆ ก่อน เอเดนอยู่กับหมอแล้ว หมอจะช่วยดูแลอย่างเต็มที่ หนูต้องเข้มแข็งไว้นะ”
หญิงสูงวัยลูบแขนเธอเบา ๆ ขิมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตามคำปลอบโยน ทว่าหัวใจกลับยังเต้นแรงไม่หยุด และในจังหวะนั้นเอง เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นจากปลายทางเดิน
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกัน!”
ราตรีเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ โดยมีประวิทย์และทับทิมตามหลังมาติด ๆ ทันทีที่มาถึง เธอก็กวาดสายตามองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ขิมและอัศนัยซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก
ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพที่อัศนัยเป็นคนอุ้มเอเดนออกจากงานหมั้นยังคงติดตาเธอ อีกทั้งตลอดทางมาที่โรงพยาบาล เธอก็เอาแต่คิดว่าทำไมว่าที่ลูกเขยของเธอถึงต้องรีบร้อนช่วยเหลือขิมกับลูกชายขนาดนั้น
แทนที่จะคิดถึงอาการของเด็กที่กำลังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ราตรีกลับมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความระแวง
“ขิม!” เสียงเรียกดังลั่นทางเดิน
ขิมหันไปมองด้วยความอ่อนล้า แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร ฝ่ามือของราตรีก็ฟาดลงบนแก้มเธออย่างแรง
เพี๊ยะ! เสียงตบดังสะท้อนในทางเดินโรงพยาบาลจนทุกคนชะงักใบหน้าของขิมหันไปตามแรงตบ เธอยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ มือข้างหนึ่งค่อย ๆ ยกขึ้นแตะแก้มตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณแม่!” ทับทิมร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบเข้าไปคว้าแขนแม่ตัวเองไว้
“คุณแม่ทำอะไรคะ! นี่โรงพยาบาลนะ!”
“แกไม่ต้องมาห้ามฉัน!” ราตรีสะบัดแขนออก “ฉันจะสั่งสอนพี่สาวแกให้รู้จักที่ต่ำที่สูงบ้าง!”
ขิมค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา
“คุณตบฉันทำไม”
“ยังจะมาถามอีกเหรอ!” ราตรีชี้หน้าเธอ “แกคิดว่าคนอื่นเขาดูไม่ออกหรือไงว่ากำลังทำอะไรอยู่!”
“แม่คะ พอเถอะค่ะ!” ทับทิมพยายามดึงแม่ไว้
“ฉันพูดผิดตรงไหน! งานหมั้นของแกแท้ ๆ แต่พี่สาวแกกลับทำตัววุ่นวาย เรียกร้องความสนใจจนว่าที่สามีแกต้องทิ้งงานตามมาดูแลถึงโรงพยาบาล!”
ขิมเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“เรียกร้องความสนใจ?” เธอทวนคำช้า ๆ เสียงแหบพร่าจากการร้องไห้
“ลูกฉันกำลังจะตายอยู่ในห้องฉุกเฉิน คุณยังคิดว่าฉันกำลังเรียกร้องความสนใจอีกเหรอคะ!”
“แล้วทำไมต้องเป็นอัศนัยที่อุ้มลูกแกมาด้วยล่ะ!”
