บทที่ 11 ไม่ยอมคน

ตอนที่ 11. ไม่ยอมคน

“แกก็มีผู้ชายของแกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!” ราตรีหันไปมองแม็กซ์

อย่างดูแคลน “หรือแกตั้งใจจะใช้ลูกเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าใกล้ว่าที่น้องเขยของตัวเอง!”

“คุณแม่!” ทับทิมร้องห้ามอีกครั้ง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอับอายและสับสน

“พี่ขิมไม่ได้ทำแบบนั้นนะคะ  ตอนนี้เอเดนกำลังรักษาตัวอยู่ คุณแม่ควรจะห่วงเด็กก่อนสิคะ!”

“แล้วแกจะไปเข้าข้างมันทำไม!”  ราตรีหันขวับไปตวาดลูกสาว

“แกเป็นคู่หมั้นของอัศนัยนะ ไม่เห็นหรือไงว่าพี่สาวแกพยายามทำอะไร!”

อัศนัยขยับตัวทันที สีหน้าเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“คุณราตรีครับ พอเถอะครับ”

“อัศนัย ป้าขอพูดตรง ๆ นะคะ ป้าไม่คิดเลยว่าคุณจะหลงกลผู้หญิงคนนี้ง่ายขนาดนี้ ทั้งที่กำลังจะแต่งงานกับทับทิมอยู่แล้ว ยังจะวิ่งตามมาช่วยเหลือขิมถึงโรงพยาบาลอีก”

“ผมไม่ได้วิ่งตามใครครับ ผมแค่พาเด็กที่กำลังหายใจไม่ออกมาส่งโรงพยาบาล”

“แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของคุณสักหน่อย!”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เด็กกำลังจะเป็นอันตรายครับ”

น้ำเสียงของอัศนัยเย็นลงจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจ

ราตรีชะงักไปเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานก็เชิดหน้าขึ้น

“ถ้าคุณยังอยากให้ป้าสบายใจ เกี่ยวกับการแต่งงานครั้งนี้ คุณก็ควรจะวางตัวให้เหมาะสม ไม่ใช่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าคุณมีใจให้พี่สาวของคู่หมั้นตัวเอง!”

“คุณแม่คะ พอได้แล้ว!” ทับทิมเข้ามาขวางระหว่างแม่กับอัศนัย ก่อนจะหันกลับมาหาขิม

“พี่ขิม ทับทิมขอโทษนะคะ คุณแม่คงแค่เป็นห่วง”

“อย่ามาแตะตัวฉัน!” ขิมสะบัดแขนหนีทันที เมื่อทับทิมพยายามเอื้อมมือมาจับเธอ

“พี่ขิม...”

“ฉันบอกว่าอย่ามายุ่งกับฉัน!”

ขิมผลักทับทิมออกไปอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถอยหลัง ประวิทย์รีบเข้ามาประคองลูกสาวคนเล็กไว้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นโกรธจัด

“ขิม! แกจะทำอะไรน้อง!”

“แล้วพวกคุณจะเอาอะไรจากฉันอีก!”

เสียงตะโกนของขิมดังขึ้นจนผู้คนที่นั่งรออยู่บริเวณใกล้เคียงหันมามอง

เธอชี้ไปยังประตูห้องฉุกเฉิน น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัว หากยังเต็มไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวดที่สะสมมานาน

“ฉันยอมมางานหมั้นแล้วไง! พวกคุณอยากให้ฉันไป ฉันก็ไปแล้ว! อยากให้ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น ยิ้มรับคำพูดดูถูกของพวกคุณ ฉันก็ทำแล้ว!”

ขิมสูดลมหายใจเข้าลึก แต่เสียงยังสั่นจนควบคุมไม่ได้

“แล้วตอนนี้ลูกฉันอยู่ในห้องฉุกเฉิน พวกคุณสักคนเคยถามไหมว่าเอเดนเป็นยังไงบ้าง! มีใครถามไหมว่าลูกฉันจะปลอดภัยหรือเปล่า!”

ไม่มีใครตอบ

ขิมหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดแก้มตัวเองอย่างลวก ๆ

“ไม่มีเลยสักคน!”

เธอหันไปมองประวิทย์ ผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง

“พ่อก็เหมือนกัน! พ่อเรียกฉันมางานหมั้นเพื่ออะไรคะ เพื่อให้ฉันมาแสดงความยินดีกับน้อง หรือเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเหยียบย่ำฉันอีกครั้ง!”

“แกพูดให้มันดี ๆ นะขิม ฉันเป็นพ่อแก!”

“แล้วพ่อเคยทำตัวเหมือนพ่อของฉันบ้างไหม!” ประโยคนั้นทำให้ประวิทย์นิ่งงันไปชั่วขณะ

ขิมไม่รอให้เขาตอบ เธอหันไปหาราตรีด้วยแววตาแข็งกร้าว

“ส่วนคุณ ฉันไม่รู้ว่าคุณเกลียดฉันมากแค่ไหน แต่ถ้าคุณคิดว่าการตบฉันแล้วกล่าวหาว่าฉันอ่อยว่าที่น้องเขย จะทำให้คุณดูเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลขึ้นมาได้ คุณคิดผิดแล้วค่ะ”

“แก!” ราตรีทำท่าจะพุ่งเข้าไปหา แต่แม่ของอัศนัยรีบขยับเข้ามาขวาง

“พอได้แล้วค่ะคุณราตรี! ที่นี่โรงพยาบาลนะคะ ไม่ใช่ที่ให้ใครมาทะเลาะหรือลงไม้ลงมือกัน!”

น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดกว่าที่เคยเป็น “เด็กกำลังรักษาตัวอยู่ข้างใน คุณควรจะมีสติและให้เกียรติสถานที่ด้วยค่ะ”

ราตรีชะงัก สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่กล้าตอบโต้แม่ของอัศนัยตรง ๆ

แม่ของอัศนัยหันกลับมาหาขิมทันที เมื่อเห็นหญิงสาวยืนหอบหายใจจนไหล่สั่น เธอก็รีบเข้าไปประคองแขนไว้

“ขิมลูก ใจเย็น ๆ ก่อนนะ หายใจลึก ๆ นะจ๊ะ”

“ขิม...ขิมไม่ไหวแล้วค่ะ”

ขิมพูดแทบไม่เป็นคำ เธอก้มหน้าลง พยายามสูดลมหายใจแต่กลับรู้สึกเหมือนอากาศในปอดไม่เพียงพอ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความกลัวที่สะสมมาตั้งแต่เห็นลูกชายทรุดลงตรงหน้า กำลังถาโถมเข้ามาจนเธอแทบยืนไม่อยู่

“ไม่เป็นไรนะลูก แม่อยู่นี่ ค่อย ๆ หายใจ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”

หญิงสูงวัยลูบหลังเธออย่างอ่อนโยน พยายามช่วยให้เธอสงบลง

อัศนัยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาไม่เคยเห็นขิมในสภาพนี้มาก่อน แม้จะรู้ว่าหญิงสาวมีด้านที่เข้มแข็งและไม่ยอมใคร แต่ในเวลานี้เธอกลับดูเปราะบางเสียจนเขาอยากเดินเข้าไปกอดปลอบทว่าเขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป