บทที่ 12 ห่วงลูก
ตอนที่ 12. ห่วงลูก
โดยเฉพาะเมื่อเธอเพิ่งประกาศชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่งกับชีวิตของเธออีก
แม็กซ์เห็นว่าขิมเริ่มหายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบเข้ามาช่วยประคองอีกข้าง
“ขิม นั่งลงก่อนเถอะ เดี๋ยวเธอจะไม่ไหวไปอีกคน”
“ฉันไม่เป็นไร...”
“ไม่เป็นไรอะไรล่ะ มือเธอสั่นหมดแล้ว”
แม็กซ์พาเธอไปนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนจะหันไปมองทุกคนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ผมว่าตอนนี้ทุกคนควรให้ขิมได้อยู่เงียบ ๆ ก่อนนะครับ เธอเป็นห่วงลูกจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว”
“แม็กซ์...” ขิมเรียกเขาเสียงเบา
“หืม?”
“ฉันอยากอยู่กับลูก”
“รู้แล้ว เดี๋ยวหมอก็ออกมาแล้วนะ”
แม็กซ์ตอบพลางบีบไหล่เธอเบา ๆ จากนั้นก็หันไปมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“ผมขอไปซื้อน้ำให้ขิมก่อนนะครับ เธอแทบไม่ได้ดื่มอะไรเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง”
เขาหันมาพูดกับขิมด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“รออยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งเดินไปไหน ถ้าหมอออกมาแล้วเรียกฉันทันที เข้าใจไหม”
ขิมพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร แม็กซ์จึงเดินออกไปทางโถงลิฟต์ เพราะรู้ดีว่าหากยังอยู่ตรงนี้ต่อ ความวุ่นวายอาจทำให้ขิมเสียขวัญมากกว่าเดิม
เมื่อแม็กซ์จากไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินชั่วขณะ
ทับทิมมองพี่สาวด้วยแววตาสับสน เธออยากเข้าไปขอโทษ แต่เมื่อเห็นขิมเบือนหน้าหนีอย่างชัดเจน ก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเข้าไปใกล้
ประวิทย์เองก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเคร่งเครียด เขาไม่พอใจที่ถูกลูกสาวตะโกนใส่ต่อหน้าคนอื่น แต่เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลไม่หยุดของขิม เขากลับพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
ราตรียังมีสีหน้าไม่พอใจ ทว่าเมื่อแม่ของอัศนัยหันไปมองอย่างตำหนิ เธอก็จำต้องเก็บคำพูดที่เหลือไว้
“คุณประวิทย์คะ คุณราตรีคะ” แม่ของอัศนัยเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ “ดิฉันคิดว่าตอนนี้เราควรให้ขิมมีเวลาสงบสติอารมณ์ก่อนนะคะ”
“แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่...” ราตรีเริ่มพูด
“เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยพูดกันค่ะ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคืออาการของเอเดน”
คำพูดนั้นทำให้ราตรีต้องเงียบลงในที่สุด
“ทับทิม กลับไปกับแม่ก่อน” ประวิทย์เอ่ยขึ้น
“แต่คุณพ่อคะ ทับทิมอยากรอข่าวเอเดน...”
“พ่อบอกให้กลับ!”
ทับทิมสะดุ้งกับน้ำเสียงของบิดา ก่อนจะหันไปมองขิมอีกครั้ง
“พี่ขิม...”
ขิมยังคงนั่งก้มหน้า มือทั้งสองข้างกำกันแน่น ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองน้องสาว
“กลับไปเถอะค่ะ” แม่ของอัศนัยพูดแทนอย่างใจเย็น “ถ้ามีข่าวอะไร เราจะแจ้งให้ทราบเอง”
สุดท้ายทับทิมก็จำต้องเดินตามพ่อแม่ออกไป แม้จะยังหันกลับมามองขิมอยู่หลายครั้งก็ตาม
ก่อนจากไป ราตรีเหลือบมองขิมด้วยสายตาไม่พอใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เธอพูดอะไรต่อ
เมื่อทั้งสามคนเดินลับไปตามทางเดิน บรรยากาศหน้าห้องฉุกเฉินก็กลับมาเงียบสงบลงในที่สุด
เหลือเพียงขิมที่นั่งตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ อัศนัยที่ยืนเงียบอยู่ไม่ไกล และพ่อแม่ของเขาที่คอยมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง
แม่ของอัศนัยนั่งลงข้างขิมอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือไปจับมือเธอไว้
“ขิมลูก ถ้าหนูอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะนะ ไม่ต้องฝืนเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้”
คำพูดนั้นทำให้ขิมเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลกลับเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง
“ขิมกลัวค่ะ...” เธอพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“ขิมมีแค่เอเดนคนเดียว ถ้าเขาเป็นอะไรไป ขิมจะอยู่ยังไงคะ”
“อย่าคิดแบบนั้นสิลูก” หญิงสูงวัยบีบมือเธอแน่นขึ้น “ตอนนี้เรายังไม่รู้ผลตรวจเลยนะ หนูต้องมีความหวังไว้ก่อน”
ขิมพยักหน้า แต่ยังคงสะอื้นไม่หยุด
พ่อของอัศนัยยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความสงสาร เขาไม่รู้เรื่องราวในครอบครัวของขิมมากนัก แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่าหญิงสาวต้องแบกรับความเจ็บปวดมามากเพียงใด
ส่วนอัศนัยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองขิมที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก แล้วเลื่อนสายตาไปยังประตูห้องฉุกเฉินอีกครั้งในใจมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบ เอเดนเป็นลูกของใครทำไมเด็กคนนั้นถึงมีใบหน้าคล้ายเขาในวัยเด็กนัก และเหตุใดขิมจึงดูหวาดกลัวเหลือเกินเมื่อเขาเป็นคนอุ้มเอเดนออกมาจากงาน
อัศนัยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ทั้งสองคน
“คุณขิมครับ”
หญิงสาวไม่เงยหน้าขึ้น เธอเพียงเช็ดน้ำตาแล้วตอบเสียงแหบ
“ถ้าคุณจะถามเรื่องลูกฉัน ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมตอบอะไรทั้งนั้นค่ะ”
อัศนัยชะงักไปเล็กน้อย
“ผมไม่ได้จะถามเรื่องนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยปล่อยให้ฉันอยู่เงียบ ๆ ได้ไหมคะ”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไปแม่ของอัศนัยมองลูกชายอย่างเห็นใจ ก่อนจะหันมาพูดกับขิม
“ไม่เป็นไรนะลูก อัศนัยแค่เป็นห่วง หนูไม่ต้องตอบอะไรตอนนี้ก็ได้”
ขิมก้มหน้าลงอีกครั้ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นกดหน้าอกตัวเองเพื่อพยายามควบคุมลมหายใจ
“ขิมขอโทษนะคะที่ทำให้ทุกคนต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้”
“ไม่ต้องขอโทษเลยจ้ะ” แม่ของอัศนัยตอบทันที “ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอกลูก”
เธอลูบมือขิมเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“ตอนนี้เรารอให้หมอออกมาก่อนนะ ทุกอย่างค่อยว่ากัน”
ขิมพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหันไปมองประตูห้องฉุกเฉินอีกครั้ง
เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะคิดอย่างไร ไม่สนใจว่าใครจะกล่าวหาเธอแบบไหน และไม่สนใจด้วยว่าอัศนัยจะรู้สึกอย่างไรกับการที่เธอผลักไสเขาออกไป
ในเวลานี้ เธอต้องการเพียงอย่างเดียว ขอให้ลูกชายของเธอปลอดภัย ขอให้ประตูบานนั้นเปิดออก พร้อมกับคำพูดจากปากหมอว่าเอเดนพ้นขีดอันตรายแล้ว เพราะสำหรับขิมแล้ว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เธอก็ยอมได้ทั้งนั้นขอเพียงอย่าให้ใครพรากลูกชายไปจากเธอก็พอ
ขณะที่ขิมนั่งภาวนาอยู่เงียบ ๆ อัศนัยกลับยังคงยืนมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เขาอยากปลอบเธอ อยากบอกว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในตอนนี้ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยืนอยู่ห่างๆ เพราะรู้ว่าหญิงสาวยังไม่ต้องการให้เขาเข้าใกล้
และในวินาทีนั้นเอง เขาก็ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งต่อให้เขาจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับเด็กชายคนนั้นเพียงใด ต่อให้ความสงสัยในใจจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ...สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่การค้นหาคำตอบว่าเอเดนเป็นลูกของใคร แต่คือการภาวนาให้เด็กคนนั้นปลอดภัย
เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเอเดนจริง ๆ เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหตุใดหัวใจของตัวเองถึงได้เจ็บปวดมากมายขนาดนี้
