บทที่ 14 ครอบครัว
ตอนที่ 8. ครอบครัวของเธอ
ภายในห้องประชุมยังคงดำเนินต่อไป ทว่าบรรยากาศระหว่างอัศนัยกับขิมกลับตึงเครียดอย่างประหลาด แม้ทั้งคู่จะพูดคุยกันด้วยเรื่องงาน แต่ทุกครั้งที่สายตาประสานกัน ต่างฝ่ายต่างก็เป็นคนหลบตาก่อนเสมอ
“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ผมคิดว่าวันนี้เราคงประชุมกันได้เท่านี้ครับ” แม็กซ์ปิดแฟ้มเอกสารลง ก่อนหันไปมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “คุณอัศนัยมีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ?”
“ไม่มีครับ รายละเอียดที่เหลือให้ทีมงานประสานกันต่อได้เลย”
อัศนัยตอบตามปกติ ก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังเก็บเอกสารใส่แฟ้มอย่างไม่คิดจะสนใจเขา
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ครับ” แม็กซ์ลุกขึ้นยืน
“แต่ไหน ๆ ก็ประชุมกันเสร็จแล้ว เราไปหาอะไรทานกันไหมครับ
ผมกับขิมเพิ่งกลับมาเมืองไทย ยังไม่ได้มีโอกาสออกไปไหนด้วยกันเลย”
“ได้สิครับ” อัศนัยตอบรับแทบจะทันที “ผมเลี้ยงเอง ถือเป็นการต้อนรับพวกคุณกลับมา”
ขิมชะงักมือเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ เราแค่ทานอะไรง่าย ๆ ก็พอ”
“ผมไม่ได้ลำบากอะไรนี่ครับ หรือคุณไม่อยากไปกับผม?”
คำถามนั้นทำให้แม็กซ์หันมามองขิมสลับกับอัศนัย ก่อนจะยิ้มบางๆ
“เอาน่า ขิม ถือว่าไปทานข้าวคุยเรื่องงานกันต่อก็ได้”
ขิมมองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมเก็บแฟ้มเอกสารลงกระเป๋า
“ก็ได้ค่ะ”
อัศนัยแอบผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ยังมีโอกาสได้นั่งร่วมโต๊ะกับเธอ แม้จะไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือไม่ก็ตาม แต่เขาไม่รู้เลยว่า สำหรับขิมแล้ว การนั่งร่วมโต๊ะกับเขาในวันนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากการฝืนกลืนความรู้สึกบางอย่างลงไปพร้อมกับอาหาร
เพราะผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า คือคนเดียวกับที่เคยบอกเธอว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาควรจบลงแค่นั้น และเธอก็ทำตามที่เขาต้องการมาตลอดห้าปี
ร้านอาหารบรรยากาศดีใจกลางเมืองถูกเลือกเป็นสถานที่สำหรับมื้อเย็น โต๊ะริมกระจกเผยให้เห็นแสงไฟจากอาคารสูงที่ทอดยาวไปตามถนน ทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกัน โดยมีแม็กซ์เป็นคนชวนคุยเสียส่วนใหญ่
“แล้วคุณอัศนัยทำงานที่บริษัทนี้มานานหรือยังครับ?”
“ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยครับ ช่วงแรกก็ต้องเรียนรู้งานหลายอย่าง แต่ตอนนี้เริ่มเข้าที่แล้ว”
“ฟังดูเหนื่อยน่าดูนะครับ”
“ก็พอสมควรครับ แล้วคุณล่ะครับ กลับมาครั้งนี้ตั้งใจจะอยู่ยาวเลยหรือเปล่า?”
“ถ้างานไม่มีปัญหา ก็คงอยู่ยาวครับ” แม็กซ์ตอบพลางหันไปทางขิม “คราวนี้เราตั้งใจกลับมาสร้างฐานธุรกิจที่นี่จริง ๆ ใช่ไหม?”
“อืม ฉันไม่อยากย้ายไปย้ายมาอีกแล้ว” ขิมตอบ ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางบ่อย ๆ” แม็กซ์พูดอย่างเป็นห่วงเป็นใยตามประสาเพื่อนสนิท
อัศนัยมองภาพนั้นเงียบ ๆ
ความคุ้นเคยระหว่างคนทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน อัศนัยรู้ว่าขิมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แม้กระทั่งเวลาที่เธอไม่อยากพูด เขาก็ยังรู้ว่าควรปล่อยให้เธออยู่เงียบ ๆ มันเป็นความสนิทสนมที่เขาเคยคิดว่าตัวเองเข้าใจดีที่สุด แต่วันนี้เขากลับพบว่ามีใครอีกคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขา
“คุณขิมกลับมาแล้ว มีแผนจะทำอะไรต่อบ้างครับ?” อัศนัยหันไปถามหญิงสาว
ขิมวางแก้วลง “ก็คงทำงานค่ะ ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้”
“รวมถึงเรื่องส่วนตัวด้วยหรือเปล่าครับ?”
“เรื่องส่วนตัวของฉันไม่ได้เกี่ยวกับงานนี่คะ”
แม็กซ์ที่กำลังตักอาหารเข้าปากชะงักเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองขิมแล้วหันไปยิ้มให้อัศนัย
“ขิมก็เป็นแบบนี้แหละครับ ถ้าเป็นเรื่องงานคุยได้ทั้งวัน แต่ถ้าเรื่องส่วนตัวก็ต้องแล้วแต่อารมณ์เธอ”
“ผมพอจำได้ครับ”
อัศนัยตอบพลางมองขิม “บางอย่างผมก็จำได้ดีทีเดียว”
ปลายนิ้วของขิมที่จับช้อนอยู่เกร็งขึ้นเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้ตอบโต้ เพียงก้มหน้ารับประทานอาหารต่อราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้น
เธอไม่ต้องการให้แม็กซ์สงสัยอะไรไปมากกว่านี้ และยิ่งไม่ต้องการให้อัศนัยคิดว่าเขายังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธอ
หลังจากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเรื่องงาน แม็กซ์เล่าเรื่องความวุ่นวายระหว่างเตรียมตัวกลับประเทศไทย จนขิมหลุดหัวเราะออกมาหลายครั้ง
อัศนัยนั่งมองเธอเงียบ ๆ รอยยิ้มแบบนั้นเขาไม่ได้เห็นมานานแล้วและที่ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าคือ วันนี้เธอสามารถยิ้มได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีผู้ชายอีกคนเป็นคนทำให้เธอหัวเราะ
หลังรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งสามเดินออกมาจากร้านพร้อมกันแม็กซ์กำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ส่วนอัศนัยยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ก่อนเอ่ยชวนขึ้นมาอย่างไม่ทันให้ทั้งสองตั้งตัว
“คืนนี้พวกคุณมีธุระต่อหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีครับ ทำไมเหรอ?” แม็กซ์เงยหน้าขึ้นถาม
“ผมว่าจะชวนไปนั่งดื่มที่ผับสักหน่อย ถือโอกาสฉลองที่พวกคุณกลับมาเมืองไทยด้วย”
แม็กซ์ยิ้มทันที “ฟังดูน่าสนใจนะครับ”
“แต่ตอนนี้หมดเวลางานแล้วไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้มั้ง” อัศนัยตอบยิ้ม ๆ ทำเอาแม็กซ์ยกมือลูบศีรษะ ก่อนจะตอบออกมา “มันชินแล้วอ่ะ”
จากนั้นเขาก็หันไปหาขิม “ขิม ไปไหม?”
หญิงสาวส่ายหน้าแทบจะทันที “ไม่ไป นายไปเถอะ”
“ทำไมล่ะ?”
“เอเดนอยู่ที่โรงแรมคนเดียว ฉันเป็นห่วงลูก”
แม็กซ์พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้ว่าขิมคงไม่สบายใจหากต้องปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังนาน ๆ แม้เธอจะจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก็ตาม
“จริงด้วย ฉันลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย”
ขิมยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไร นายไปเถอะ ฉันกลับไปอยู่กับเอเดนเอง”
“งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน” แม็กซ์หันไปทางอัศนัย “ผมไปกับคุณก็ได้ครับ แต่คงอยู่ได้ไม่นานนะ เสร็จแล้วผมจะรีบกลับ”
“ได้ครับ ตามสบายเลย” อัศนัยตอบรับ ก่อนหันกลับมามองขิม
“คุณไม่ไปด้วยกันจริง ๆ เหรอครับ?”
“ค่ะ ฉันอยากกลับไปหาลูก”
“เข้าใจแล้วครับ” แม้ปากจะตอบเช่นนั้น แต่สายตาของอัศนัยกลับจับอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาวไม่วางตา ขิมไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม เธอเพียงหันไปหาแม็กซ์
“ถ้าจะกลับดึกก็โทรบอกฉันด้วยนะ ฉันจะได้ไม่ต้องรอ”
“ครับคุณแม่” แม็กซ์แกล้งยกมือขึ้นทำท่ารับคำสั่ง “รับรองว่าจะรีบกลับไปช่วยดูแลลูกชายของแน่นอน”
“แม็กซ์!” ขิมตีแขนเพื่อนเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ ขณะที่แม็กซ์หัวเราะร่า
ภาพตรงหน้าทำให้อัศนัยนิ่งไป คำว่า ลูกชาย ที่แม็กซ์พูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ประกอบกับความห่วงใยที่ขิมมีต่อเด็กคนนั้น ทำให้เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวด้วยความเข้าใจของตัวเอง
ขิมกลับประเทศไทยพร้อมแม็กซ์ ทั้งสองสนิทสนมกันมาก แม็กซ์รู้จักชีวิตของเธอเป็นอย่างดี และยังสามารถเข้าออกพื้นที่ส่วนตัวของเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ที่สำคัญ ขิมมีลูกชายวัยประมาณสี่ขวบ อัศนัยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบรัดอยู่ในอก หรือว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นพ่อของเด็กจริงๆ?
เขาพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรด่วนสรุป แต่ยิ่งคิดถึงภาพที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน ความเป็นไปได้นั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นในความคิดของเขา
ห้าปีที่ผ่านมา ขิมอาจไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่เขาเคยคิดเธออาจมีใครสักคนคอยอยู่ข้าง ๆ มีคนที่เธอเลือกจะสร้างครอบครัวด้วย และผู้ชายคนนั้นก็คือแม็กซ์
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะ” ขิมเอ่ยขึ้น ก่อนหันไปหาอัศนัย “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แล้วก็ขอให้สนุกนะคะ แม็กซ์อย่าดื่มเยอะล่ะ”
“รู้แล้วน่า กลับดี ๆ นะ ถึงโรงแรมแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”
ขิมพยักหน้า ก่อนเดินไปเรียกรถกลับโรงแรมโดยไม่ได้หันกลับมามองอีก อัศนัยยืนมองแผ่นหลังของเธอจนกระทั่งหญิงสาวลับสายตาไป
แม็กซ์เดินมาตบไหล่เขาเบา ๆ “ไปกันเถอะครับ คุณอัศนัย”
อัศนัยละสายตากลับมา ก่อนพยักหน้าแล้วเดินตามอีกฝ่ายไปแต่ในหัวของเขากลับมีเพียงภาพของขิมกับเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่เขาเห็นที่สนามบิน
และความคิดหนึ่งที่เขาไม่อยากยอมรับ ขิมกับแม็กซ์อาจกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้วจริง ๆ
ส่วนเขา... คงเป็นเพียงคนในอดีตที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามว่า เด็กคนนั้นมีพ่อเป็นใคร ทั้งที่ลึกลงไปในหัวใจ อัศนัยกลับไม่อาจหยุดตั้งคำถามได้เลยว่า
หากวันนั้นเขาไม่เป็นฝ่ายเดินจากเธอมา ชีวิตของขิมในวันนี้จะยังมีผู้ชายอีกคนอยู่ข้างกายหรือไม่และเขาจะยังมีโอกาสได้ยืนอยู่ในครอบครัวที่เธอสร้างขึ้นหรือเปล่า
